วันจันทร์ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2554

‘ดอกหน้าวัว’ ปลูกง่าย-ขายได้ราคาดี

‘ดอกหน้าวัว’ ปลูกง่าย-ขายได้ราคาดี













ดอกหน้าวัว” ปัจจุบันมีคนให้ความสนใจกันมากขึ้น
คนรักดอกไม้ไม่มองเป็นแค่ดอกไม้งานศพเหมือนในอดีต ดอกหน้าวัวนั้นมีลักษณะพิเศษเฉพาะตัว
และยังมีการพัฒนาสายพันธุ์ให้มีความสวยงาม หลากหลาย มีพันธุ์จากต่างประเทศเข้ามามากมาย
จนวันนี้ดอกหน้าวัวถูกจัดให้เป็นไม้ประดับอันดับต้นๆ ที่ได้รับความนิยมทั้งจากชาวไทยและชาวต่างชาติ
กลายเป็นไม้ดอกเศรษฐกิจอีกชนิดหนึ่งที่น่าพิจารณาในเชิงอาชีพ และวันนี้ทีม “ช่องทางทำกิน” ก็มีข้อมูลมานำเสนอ...

จำรัส ภูมิภูถาวร หรือ แป๊ะจุ่น เกษตรกรผู้จบเพียง ป.4 เป็นอีกผู้หนึ่งที่ประสบความสำเร็จจากการปลูก “ดอกหน้าวัว” ขาย
โดยได้รับความรู้เรื่องเกษตรจากการเข้าอบรมกับหน่วยราชการ และศึกษาเพิ่มเติมด้วยตัวเองไปด้วย
จนวันนี้ก็ทำการเกษตรมากว่า 30 ปี เริ่มจากการรวมกลุ่มกันในหมู่บ้านเรียกว่ากลุ่มยุวเกษตร จนพัฒนาเป็นกลุ่มอาชีพ
ซึ่งปัจจุบันส่วนหนึ่งก็ได้รับการสนับสนุนจากธนาคาร เพื่อการเกษตรและสหกรณ์ การเกษตร (ธ.ก.ส.)

“การรวมกลุ่มก็จะมีการสอนอบรมเด็กๆ ให้รู้เรื่องเกษตร การขยายพันธุ์พืชต่างๆ
นอกจากนั้นก็จะสอนการทำน้ำสมุนไพร จนมาในยุคที่สินค้าโอทอป มาแรง ก็มีหน่วยงานเข้ามาสอนทำผ้าบาติกด้วย”

อย่างไรก็ตาม สำหรับแป๊ะจุ่นเองนั้นก็ไม่ได้ทิ้งในเรื่องของเกษตรกร ยังคงทำอาชีพเกษตรกรควบคู่ไปด้วย
โดยปลูกดอกหน้าวัวควบคู่เป็นอาชีพเสริม ซึ่งการที่สนใจปลูกดอกหน้าวัวก็เพราะเห็นว่า
“เป็นดอกไม้ที่เลี้ยงง่าย ตายยาก ตลาดยังมีความต้องการสูง”
อีกอย่างพันธุ์ที่ปลูกนั้นเป็น “พันธุ์เปลวเทียน” ซึ่งเป็นพันธุ์พื้นเมือง
“เราปลูกเหมือนเป็นการอนุรักษ์สายพันธุ์พื้นเมืองไว้ด้วย”

เริ่มแรกในการปลูก แป๊ะจุ่นทดลองปลูกในสวนยาง แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ
จึงศึกษาหาจุดอ่อนจุดแข็งของดอกหน้าวัวอยู่ราวปีกว่า จนรู้และเข้าใจการปลูกดอกหน้าวัวให้ได้ผลดี

“การปลูกดอกหน้าวัวนั้นสามารถปลูกกันได้ทุกที่ทั่วประเทศ
แต่สำหรับคนที่คิดจะปลูกขาย ก็ควรที่จะศึกษาเรื่องราวของดอกหน้าวัวให้ละเอียดเสียก่อน”

แป๊ะจุ่นบอกว่า ในเรื่องการเลือกสายพันธุ์ที่จะปลูกนั้น ก็ต้องเป็นไปตามขั้นตอนอย่างช้าๆ
เพราะดอกหน้าวัวมีอยู่มากมายหลายสายพันธุ์ และสภาพอากาศแต่ละที่ก็ไม่เหมือนกัน
ดังนั้น ก่อนที่จะปลูกจริงจังควรที่จะศึกษาทดลองปลูกหน้าวัวสายพันธุ์ต่างๆ
ดูก่อนว่าสายพันธุ์ไหนเหมาะจะปลูกในพื้นที่ของเรา

เมื่อได้สายพันธุ์ที่เหมาะสมกับสภาพอากาศแล้ว ก็ยังไม่ควรที่จะซื้อพันธุ์มาลงทีเดียวเป็นจำนวนมาก
ควรเริ่มซื้อแม่พันธุ์มาทดลองปลูกประมาณ 20 ต้นก็น่าจะพอ จากนั้นก็ทำการขยายพันธุ์เองจะดีกว่า

ดอกหน้าวัวเป็นดอกไม้ที่ไม่ชอบแดดจัดและลมโกรก เพราะฉะนั้นการปลูกดอกหน้าวัวจำเป็นที่จะต้องสร้างโรงเรือน
โดยขึงตาข่ายกรองแสงแดด และดอกหน้าวัวยังเป็นดอกไม้ที่ต้องการความชื้น แต่ก็ไม่ต้องการน้ำมากเกินไป

วิธีการขยายพันธุ์ของดอกหน้าวัวนั้น นิยมใช้วิธีการชำแยกหน่อ เพราะเป็นการบังคับให้ดอกหน้าวัวแตกหน่อเร็วขึ้น
และไม่ทำให้กลายพันธุ์ ไม่เหมือนการเพาะด้วยเมล็ดที่จะให้หน่อช้า แถมยังมีโอกาสที่จะกลายพันธุ์สูงด้วย

ขั้นตอนการแยกหน่อก็ทำไม่ยาก
เมื่อต้นแม่พันธุ์สูงได้ประมาณ 50 ซม. ก็ใช้กรรไกรตัดกิ่งไม้ตัดไปที่โคนต้น
จากนั้นนำต้นที่ตัดมาทำการตัดทอนให้เป็นท่อน ให้มีความยาวท่อนละประมาณ 3-4 นิ้ว
นำท่อนที่ทอนไว้ไปปักในกระถาง โดยในกระถางจะต้องใส่กากมะพร้าว หรือจะใช้กะลาปาล์มก็ได้
แต่ใช้กะลาปาล์มต้นหน้าวัวจะเป็นโรคง่าย
อย่างไรก็ดี การใช้กากมะพร้าวก็ต้องขยันเปลี่ยน เพราะกากมะพร้าวนั้นจะยุบตัวเร็ว

“สุดท้ายก็เป็นการดูแลให้น้ำตามปกติ โดยให้น้ำวันละ 1 ครั้ง และจะให้เฉพาะช่วงเย็นเท่านั้น
โดยควรใช้สปริงเกลอร์ในการให้น้ำ ไม่ควรใช้สายยางรดโดยตรง เพราะจะทำให้ต้นล้มได้”

เซียนดอกหน้าวัวกล่าว และยังกระซิบบอกเคล็ดลับในการชำต้นดอกหน้าวัวด้วยว่า
การชำนั้นควรทำในช่วงเช้าถึงจะได้ผลดี และหน้าวัวเป็นไม้ที่มีลักษณะมีรากลอย
เพราะฉะนั้น การวางกระถางไม่ควรวางไว้กับพื้นดิน จะต้องทำนั่งร้านไว้สำหรับวางกระถางโดยเฉพาะ

กับการดูแลให้ปุ๋ย แป๊ะจุ่นบอกว่า การดูแลให้ปุ๋ยนั้นก็จะใช้ทั้งปุ๋ยชีวภาพและปุ๋ยเคมีควบคู่กันไป
โดยจะให้ปุ๋ยชีวภาพ 3 ส่วน และปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 ในปริมาณ 1 ส่วน
ซึ่งที่ต้องใช้ปุ๋ยชีวภาพควบคู่กับปุ๋ยเคมี ก็เพราะว่าถ้าใช้แต่ปุ๋ยชีวภาพ ต้นหน้าวัวจะแข็งแรง
แต่ไม่สามารถป้องกันโรคต่างๆ ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ จึงต้องใช้ปุ๋ยเคมีเข้ามาช่วยในการป้องกันโรค
และยังเป็นตัวช่วยเร่งดอกและสีของดอกหน้าวัวอีกด้วย

สำหรับพื้นที่ปลูกดอกหน้าวัวของแป๊ะจุ่นนั้น ใช้พื้นที่เพียง 100 ตารางวา
ตอนลงทุนเบื้องต้นครั้งแรกใช้งบไปประมาณ 10,000 กว่าบาท
ปัจจุบันสามารถปลูกดอกหน้าวัวได้ประมาณ 1,000 กว่าต้น
โดยราคาขายส่งของดอกหน้าวัวนั้น ตอนนี้มาตรฐานจะขายกันอยู่ที่ราคาดอกละ 8 บาท

ใครสนใจการปลูก-สนใจ “ดอกหน้าวัว” พันธุ์เปลวเทียน-พันธุ์พื้นเมืองภูเก็ตของแป๊ะจุ่น
ก็สามารถติดต่อไปได้ที่ 9/9 หมู่ 3 ต.รัษฎา อ.เมือง จ.ภูเก็ต 83000 โทร.0-9589-3363, 0-7624-0486
และหากใครพอมีที่ดินว่าง ๆ บางทีการปลูกดอกหน้าวัวขายอาจจะเป็นอีกอาชีพทำเงินที่น่าสนใจ !!.


‘บดินทร์ ศักดาเยี่ยงยงค์’ รายงาน
ข้อมูลโดย : http://www.dailynews.co.th
ที่มา : http://www.raidai.com/modules.php?
ภาพจาก : http://www.rakbankerd.com



‘ดอกหน้าวัว’ ปลูกง่าย-ขายได้ราคาดี














ปลูกดอกหน้าวัว

เงินลงทุน ประมาณ 50,000 บาท/ไร่ (ไม่รวมค่าที่ดิน)
(ค่าต้นพันธุ์หน้าวัวต้นละ 50 - 80 บาท ค่าโรงเรือน 20,000 บาท ค่าอุปกรณ์ใช้น้ำแบบสปริงเกิ้ลประมาณ 10,000 บาท)

รายได้ ประมาณ 19,000 - 48,000 บาท/ปี

วัสดุ/อุปกรณ์ กากมะพร้าวหรือกะลาปาล์ม อิฐแดง จอบ เสียม อิฐบล็อก ตาข่ายพรางแสง ปุ๋ย ลวด
ต้นพันธุ์หน้าวัว ผ้าพลาสติกรองพื้นแปลง อุปกรณ์รดน้ำแบบสปิงเกิ้ล

แหล่งจำหน่ายต้นพันธุ์ ตลาดนัดสวนจตุจักร หรือแหล่งขายพันธุ์ไม้ทั่วไป

วิธีดำเนินการ
1. สร้างโรงเรือนขนาด 9 x 12 เมตร สูง 4 เมตร โรงเรือนสร้างจากโครงเหล็กมุงด้วยตาข่ายพรางแสง 70 % ทุกด้าน
ภายในพื้นที่ 180 ตารางเมตร แบ่งเป็นแปลงปลูก 4 แปลง ขนาดกว้าง 1.2 เมตร ยาว 12 เมตร
เว้นช่องว่างสำหรับทางเดิน 1.50 เมตร พื้นที่ 1 แปลง ปลูกต้นหน้าวัวได้ 100 ต้น

2. เตรียมแปลงสำหรับปลูก เริ่มจากปรับสภาพดินให้ราบเรียบเสมอกัน
นำอิฐบล็อกมากั้นเป็นขอบแปลงให้สูงขึ้นจากพื้น 20-30 เซนติเมตร ปรับพื้นแปลงให้ราบเรียบสม่ำเสมอ

3. นำกะลาปาล์มหรือกากมะพร้าวสับอย่างใดอย่างหนึ่ง 3 ส่วน อิฐแดงทุบให้เป็นชิ้นเล็ก 1 ส่วน
คลุกเคล้าให้เข้ากัน แล้วเทลงในบล็อกแปลงที่เตรียมไว้โดยไม่ต้องใช้ดินให้เต็มพอดี
แล้วจัดวัสดุปลูกให้เป็นรูปหลังเต่า รดน้ำให้ชุ่มทั่วทั้งแปลงทิ้งไว้ 1 คืน


วิธีการปลูก
1. ให้ปลูกแบบสลับฟันปลา มีระยะห่างระหว่างต้นประมาณ 30 x 30 เซนติเมตร
ใช้มือเกลี่ยวัสดุปลูกให้เป็นหลุมเล็กน้อย นำต้นพันธุ์หน้าวัวมาลง กลบวัสดุปลูกโดยไม่ต้องกดให้แน่น
ระวังอย่าให้รากหัก ขึงลวดเป็นแนว 2 เส้น ประกบต้นเพื่อประคองต้นไม่ให้ล้ม เมื่อลงต้นพันธุ์แล้วก็รดน้ำให้ชุ่ม

2. หลังจากปลูกแล้วรดน้ำให้ความชื้นอยู่ตลอดเวลา วันละ 2 ครั้ง ช่วงเช้ากับบ่าย
โดยรดน้ำให้ชุ่มทั้งต้นและวัสดุปลูก แล้วคอยสังเกตว่ารากเกาะกับวัสดุปลูกหรือยัง
ถ้าเกาะดีแล้วจึงเริ่มให้ปุ๋ยสูตร 16-16-16 1 ช้อนชา/ต้น 1-2 อาทิตย์/ครั้ง สลับกันไปกับสูตร 30-20-10
รดน้ำให้ปุ๋ยสม่ำเสมอ ประมาณ 8 เดือน ก็จะเริ่มออกดอก
หากจะเริ่มตัดดอกขายให้เปลี่ยนใช้ปุ๋ยสูตร 15-30-15 เพื่อบำรุงดอก แต่จะให้ดอกสมบูรณ์เต็มที่ก็ต่อเมื่อย่างเข้าปีที่ 2
จากนั้นจะได้ดอกสมบูรณ์ไปจนถึงปีที่ 6 ผลผลิตเริ่มน้อยลง ควรรื้อแปลงเพื่อปลูกต้นใหม่

ตลาด/แหล่งจำหน่าย แหล่งชุมชน ร้านขายดอกไม้ ตลาดขายส่งดอกไม้
สถานที่ให้คำปรึกษา
1. กลุ่มไม้ดอกไม้ประดับ กรมส่งเสริมการเกษตร โทร. 02-5790122-7
2. สำนักงานเกษตรจังหวัดและอำเภอ

ข้อแนะนำ
1. ก่อนลงปลูกให้นำต้นพันธุ์ไปแช่ในน้ำยาฆ่าเชื้อราไว้ ประมาณ 30 นาที
2. หากต้องการปลูกลงกระถางก็ใช้วัสดุปลูกที่เหมือนกัน แต่พื้นของโรงเรือนต้องสร้างให้สามารถเก็บความชื้นได้ดี
โดยใช้ทราย ถ่าน แกลบ อิฐมอญ หรือกากมะพร้าวรองพื้น
กระถางที่ใช้ควรใช้ขนาด 8-12 นิ้ว ใส่วัสดุปลูกลงไป 1 ใน 3 ของกระถาง

3. หากมีแหล่งทำเลที่เหมาะสม ควรเปิดร้านบริการจัดดอกไม้ด้วยตนเอง
และควรปลูกไม้ดอกและไม้ใบเสริมในการจัดดอกไม้

ที่มา : http://mdit.pbru.ac.th
ภาพจาก : http://www.teawtourthai.com

สารบัญแนะนำอาชีพสร้างรายได้ : งานการเกษตร เพาะพันธุ์พืช