วันเสาร์ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2554

'ยาโมโนซาชิ' ย้อมผ้าแบบญี่ปุ่นสร้างอาชีพ

'ยาโมโนซาชิ' ย้อมผ้าแบบญี่ปุ่นสร้างอาชีพ













เก็บตกจากงานประชุมวิชาการนานาชาติครั้งที่ 1 ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร (มทร.พระนคร)
เมื่อ 13-16 ก.ค.ที่ผ่านมา นอกจากด้านวิชาการแล้วยังมีการอบรมวิชาชีพต่างๆ
รวมถึง “เทคนิคย้อมผ้ายาโมโนซาชิ (Yamonoshashi)” ของญี่ปุ่น ที่สามารถจะเป็น “ช่องทางทำกิน” ในไทยได้...

เทคนิคการย้อมผ้า “ยาโมโนซาชิ” เป็นการย้อมผ้าที่ไม่ต้องใช้น้ำ และไม่ต้องใช้ความร้อนจากเตาไฟ
โดยใช้สีสำเร็จจากกระดาษคาร์บอน และใช้ความร้อนจากเตารีด โดยที่สีนั้นจะทนทาน ไม่หลุด
ซึ่งเจ้าหน้าที่จากวอยซ์ ฮอบบี้ คลับ แจกแจงว่า คนญี่ปุ่นจะให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมมาก ไม่อยากให้มีน้ำเสีย
จึงใช้เทคนิคย้อมผ้าแบบนี้ และเทคนิคนี้ยังประหยัดเวลาและพลังงาน

เทคนิคนี้เริ่มต้นที่การเตรียมผ้า ซึ่งย้ำว่าจะต้องเป็น ผ้าโพลีเอสเตอร์ 100% ซึ่งจะดูดซับสีได้ดีที่สุด
หรืออาจจะเป็นผ้าโพลีเอสเตอร์ปนกับผ้าฝ้าย (คอตตอน) ก็ได้ แต่จะต้องเป็นสัดส่วนผ้าโพลีเอสเตอร์อย่างน้อย 70%
หากมีสัดส่วนของเนื้อผ้าฝ้ายมากสีที่ย้อมออกมาอาจจะหม่น
โดยราคาของผ้าโพลีเอสเตอร์นั้นที่ญี่ปุ่นจะค่อนข้างแพงมาก
แต่ถ้าเป็นโพลีเอสเตอร์ในไทยราคาอย่างต่ำเมตรละ 30 บาท ซึ่งก็เป็นราคาที่ไม่แพงนัก

สำหรับ กระดาษย้อมผ้า มี 2 ขนาดคือ ขนาดกระดาษ A5 และขนาด B4 ซึ่งมี 2 แบบ คือ สีพื้น
ซึ่ง 1 ชุดจะมี 5 สี 5 แผ่น ต้นทุนส่วนนี้อยู่ที่ 285 บาท และนอกจากนี้ ยังมีกระดาษย้อมผ้าแบบที่เป็นลวดลาย

อุปกรณ์ชิ้นต่อมาคือ ตัวเจาะกระดาษ ให้เป็นลายต่างๆ อาทิ ดาว ดอกไม้ ปลา หัวใจ ฯลฯ
ซึ่งราคาตัวเจาะนี้อยู่ที่ชิ้นละ 100 กว่าบาท หรืออาจจะวาดเองก็ได้ วาดใส่กระดาษย้อมผ้าแล้วนำมาตัด
หรืออีกเทคนิคคือ การใช้ใบไม้ อาทิ ใบเมเปิลสด นำมารีดให้แห้ง ให้ละอองน้ำออกไป
แล้วนำมาใช้ในลักษณะเป็นตัวกั้นสี

นอกจากนี้ ยังมีลายที่เป็นที่นิยมคือการฉีกกระดาษเอง เป็นรูปดอกไม้ลักษณะ 5 แฉก
หรือเป็นรูปดอกไม้แบบกลมๆ ก็ได้ ถ้าเป็นลายการ์ตูนก็ยากขึ้นหน่อย ซึ่งตรงนี้ขึ้นอยู่กับความสามารถของแต่ละคน

วิธีทำนั้น
เมื่อเตรียมผ้าแล้ว เช่นจะทำเป็นผ้าเช็ดหน้า ใช้ผ้าโพลีเอสเตอร์ขนาด 30 x 30 เซนติเมตร รีดผ้าให้เรียบก่อน
ซึ่งจะต้องรองรีดหลายชั้นหน่อย ตั้งแต่ไม้กระดาน ผ้ารองรีด (ผ้าสักหลาดสีแดง) และหนังสือพิมพ์
ซึ่งหนังสือพิมพ์ต้องใช้แบบที่หมึกพิมพ์ไม่เลอะเทอะ หรืออาจจะใช้กระดาษอื่นแทนก็ได้

เมื่อรีดผ้าเสร็จแล้วก็วางผ้าลง จัดเรียงลวดลายจากกระดาษย้อมผ้าบนผืนผ้าให้เรียบร้อย
ซึ่งการออกแบบลวดลายนั้น ก็สุดแท้แต่ความต้องการหรือจินตนาการของแต่ละคน แต่จะต้องวางด้านที่มีสีลงบนผ้า
จากนั้นวางกระดาษหนังสือพิมพ์หรือกระดาษขาวธรรมดาลงบนลวดลายอีกชั้น
เมื่อเตารีดร้อนแล้วก็รีดทับลงไป ซึ่งระยะเวลาที่รีดนั้นจะใช้ประมาณ 40 วินาทีก็เสร็จเรียบร้อย
แต่ถ้าต้องการให้สีติดมากกว่านี้ อาจจะเพิ่มเวลาลงไปอีกเล็กน้อยก็ได้
โดยสำหรับกระดาษย้อมผ้าดังกล่าวนี้จะใช้ได้อย่างน้อย 2 ครั้ง และอย่างมาก 4 ครั้ง

นอกจากนี้ยังมีเทคนิคการใช้สีแบบเดียวกัน แต่เป็นในลักษณะสีหลอด ผสมกับน้ำแล้ววาดด้วยพู่กัน
เขียนภาพหรือตัวอักษรลงบนกระดาษเขียนพู่กันจีน จากนั้นนำไปรีดบนผ้า ก็จะได้ลายตามที่ต้องการ

เพิ่มเติมเทคนิคใบไม้ที่กล่าวไว้ข้างต้น ใบไม้สำหรับกั้นสีนั้น หมายความว่าเราจะต้องวางใบไม้ลงบนผ้าเสียก่อน
จากนั้นวางกระดาษย้อมผ้าลงไป ทับด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์อีกชั้น เมื่อรีดออกมาแล้วก็จะได้ลายของใบไม้
โดยพื้นที่รูปใบไม้จะเป็นสีขาวเพราะไม่โดนสี จากนั้นพลิกใบไม้อีกด้านหนึ่งลงบนพื้นสีขาวตรงนั้น
วางกระดาษทับอีก แล้วรีดลงไป ก็จะได้สีของเส้นใยใบไม้บนผืนผ้า

เทคนิคการย้อมผ้าแบบนี้หากฝึกทำจนเชี่ยวชาญแล้ว สามารถจะทำเป็นอาชีพได้
สามารถใช้กระดาษย้อมผ้านี้ได้กับรูปแบบของผ้าหลายๆ ประเภท อาทิ เสื้อ ผ้าเช็ดหน้า กระเป๋า ผ้ากันเปื้อน ฯลฯ
ซึ่งราคาขายชิ้นงานนั้นก็ตั้งตามความเหมาะสม ซึ่งนี่เป็นงานฝีมือ ราคาจะค่อนข้างดี อีกทั้งทุนวัสดุอุปกรณ์ก็ไม่สูงมาก

ใครสนใจ “เทคนิคย้อมผ้ายาโมโนซาชิ” ต้องการติดต่อได้ที่สถาบันวอยซ์ ฮอบบี้ คลับ
ติดต่อได้ที่ เลขที่ 165 ชั้น 3 ซอยสุขุมวิท 49 (กลาง) ถนนสุขุมวิท กรุงเทพฯ โทร.0-2714-7251 (ติดต่อคุณไก่)

คู่มือลงทุน...ย้อมผ้ายาโมโนซาชิ
ทุนอุปกรณ์ ไม่เกิน 1,000 บาท (ตามราคาเตารีด)
ทุนวัสดุ ประมาณ 285 บาท / กระดาษ 1 ชุด
รายได้ ขึ้นอยู่กับการตั้งราคาขายชิ้นงาน
แรงงาน 1 คน
ตลาด ย่านช็อปปิ้ง, รับทำตามออเดอร์
จุดน่าสนใจ เทคนิคแบบญี่ปุ่นใช้เป็นจุดขายได้

ข้อมูลโดย : http://www.dailynews.co.th

ที่มา :
http://kaewpanya.rmutl.ac.th
http://www.udclick.com

สารบัญแนะนำอาชีพสร้างรายได้ : งานด้านเสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย




'แจกันลูกปัด' ทุนต่ำ...เจาะตลาดร้านดอกไม้

'แจกันลูกปัด' ทุนต่ำ...เจาะตลาดร้านดอกไม้














การผลิตสินค้างานประดิษฐ์-งานฝีมือซึ่ง เป็นอาชีพที่ทำขายได้เรื่อยๆ
และสามารถยึดเป็นอาชีพหลัก หรือเป็นอาชีพเสริมนอกเหนือจากงานประจำได้นั้น
ยิ่งรู้จักพลิกแพลงดัดแปลงหรือต่อยอดจากรูปแบบเดิมๆ ให้ฉีกออกไป
ก็จะยิ่งทำให้สินค้ามีความแตกต่างและโดดเด่นขึ้น อย่างเช่นงานประดิษฐ์ “แจกันลูกปัด

สุกฤตรา ศรีแดง” เจ้าของผลงาน “แจกันลูกปัด” เล่าว่า มีอาชีพเปิดร้านรับส่งไปรษณีย์และพัสดุภัณฑ์
ต่อมาในช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัวจึงมองว่า น่าจะหาอาชีพเสริมที่ไม่ต้องออกไปทำงานนอกบ้าน จึงมองที่งานฝีมือ
แต่ตอนนั้นยังไม่ทราบว่าจะเลือกทำสินค้าชนิดไหน จึงออกหาข้อมูลและทดลองทำอยู่หลายงาน
จนสุดท้ายมาลงตัวที่งานร้อยลูกปัด ซึ่งเหตุที่เลือกทำงานฝีมือชนิดนี้ เพราะลงทุนน้อย
และสามารถผลิตงานออกมาจำหน่ายได้เรื่อยๆ โดยอาศัยพื้นที่บางส่วนของร้านไปรษณีย์เป็นพื้นที่วางโชว์สินค้า
และอาศัยการจำหน่ายผ่านเว็บไซต์ประกาศซื้อขายที่เปิดให้โฆษณาฟรี เป็นอีกช่องทางการตลาด

ตอนแรกที่เห็นรูปแบบงาน คืองานทำกล่องใส่กระดาษชำระ
ต่อมาคิดว่าในตลาดยังไม่มีงานประดิษฐ์ลูกปัดเพื่อทำเป็นแจกัน จึงคิดว่าน่าจะใช้ “ความแตกต่าง” ที่ว่านี้
เพื่อมาเป็น “จุดขาย” ให้กับสินค้าของตนได้ จึงทดลองหัดทำอยู่ระยะหนึ่ง
จนเมื่อชำนาญจึงผลิตงานออกเพื่อจำหน่าย ปรากฏว่าลูกค้าให้การตอบรับ

โดยให้เหตุผลว่า แปลกและไม่เหมือนใคร

“เราลองค้นหาข้อมูลว่าในตลาดมีคู่แข่งกี่รายที่ทำแจกันลูกปัด
ปรากฏว่ามีน้อยมากเมื่อเทียบกับสินค้าประเภทอื่นๆ ที่นิยมนำลูกปัดมาทำ อาทิ กล่องใส่กระดาษชำระ, ตุ๊กตา
จึงคิดว่าน่าจะมีการแข่งขันน้อย” เจ้าของผลงาน “ช่องทางทำกิน” รายนี้กล่าว

แม้จะเน้นเรื่องความสวยงามเป็นหลัก แต่เรื่องความคงทนของสินค้าก็เป็นสิ่งสำคัญ สุกฤตรากล่าวว่า
เมื่อลูกค้าทราบว่าทำจากลูกปัดที่นำมาร้อย ก็จะถามต่อว่าสินค้ามีอายุการใช้งานได้นานขนาดไหน
ซึ่งสินค้าที่ทำออกมาจะคงทน และยิ่งเมื่อลูกค้าได้ทดลองจับก็จะพบว่าทุกชิ้นส่วนมีความแน่นหนา
เพราะเกิดจากการร้อยลูกปัดครั้งเดียว จะไม่มีการร้อยทีละส่วนและนำมาประกอบ
สินค้าจึงมั่นคงแข็งแรง ใช้งานได้นาน

รูปแบบของสินค้าที่ทำขายอยู่ แบ่งออกเป็น แจกันลูกปัดทรงสูง กับ แจกันลูกปัดทรงเตี้ย
ส่วนขนาดของแจกันนั้นขึ้นอยู่กับขนาดของเม็ดลูกปัดที่นำมาใช้
สำหรับลวดลายก็จะแตกต่างกันออกไปตามสีสันลูกปัดที่นำมาใช้ รวมถึงการวางรูปแบบขณะทำการร้อยลูกปัด

ทุนเบื้องต้นอาชีพนี้ เจ้าของงานบอกว่า ใช้เงินลงทุนน้อยมากคือเริ่มต้นที่ไม่เกิน 500 บาท
ส่วนทุนวัตถุดิบอยู่ที่ประมาณ 20% จากราคาขาย โดยราคาสินค้าเริ่มตั้งแต่ชิ้นละ 300 บาท ไปจนถึง 600 บาท
นอกจากนี้ก็ยังมีรูปแบบการทำชิ้นงานขาย โดยรับทำตามคำสั่งซื้อของลูกค้า
ซึ่งสินค้าจะขายดีในช่วงเทศกาลโดยกลุ่มเป้าหมายของสินค้าก็คือ ร้านดอกไม้
นอกจากนี้ก็ยังมีลูกค้า กลุ่มของตกแต่ง ของขวัญ ของที่ระลึก

'แจกันลูกปัด' ทุนต่ำ...เจาะตลาดร้านดอกไม้-1














วัสดุอุปกรณ์ที่จำเป็นในการทำชิ้นงานรูปแบบนี้ ประกอบด้วย คีมตัดลวด, กรรไกรตัดลวดอ่อน,
เข็มร้อยมาลัย, เส้นเอ็นพลาสติก, โต๊ะนั่งทำงาน และลูกปัด ซึ่งแหล่งซื้อลูกปัดสีที่สำคัญก็คือ ตลาดสำเพ็ง

“ในการร้อยลูกปัด สิ่งที่มักจะนำมาใช้ร้อยก็คือเส้นเอ็น เส้นเอ็นที่มีความใสจะทำให้ลูกปัดดูเด่นสะดุดตามากขึ้น”
เจ้าของผลงานกล่าว

ขั้นตอนการทำ ไม่ยุ่งยากซับซ้อน
เริ่มจาก การนำลูกปัดที่เลือกขนาดและสีที่ต้องการไว้มาร้อยเข้ากับเส้นเอ็น โดยใช้เข็มร้อยเส้นเอ็นเป็นตัวสอด
จากนั้นเริ่มร้อยลูกปัดในส่วนที่จะทำเป็นฐานแจกันก่อน โดยร้อยเป็นวงกลม และค่อยๆ ร้อยขึ้นมาเป็นรูปแจกัน
เทคนิคการเพิ่มขนาดความกว้างของแจกัน ขึ้นอยู่กับจำนวนรอบและจำนวนลูกปัดที่ใช้
ยิ่งใช้ลูกปัดมากก็จะยิ่งทำให้แจกันกว้างขึ้น ยิ่งใช้ลูกปัดน้อยขนาดของแจกันก็จะยิ่งแคบลง

จากนั้นก็ทำการร้อยไปเรื่อยๆ จนได้ขนาดและความสูงของแจกันตามต้องการ
โดยแจกัน 1 ใบจะใช้ลูกปัดประมาณ 260-400 เม็ด ขึ้นกับขนาดของลูกปัดเป็นสำคัญ
โดยถ้าเราต้องการให้ทรงของแจกันป่องออก ก็แค่เพิ่มรอบและเพิ่มจำนวนลูกปัดเข้าไป ถ้าจะให้แคบก็หดรอบเข้ามา

ไอเดียเป็นเรื่องสำคัญ ถ้าคิดจะยึดอาชีพผลิตสินค้างานฝีมือก็จำเป็นที่จะต้องพลิกแพลง
และดัดแปลงให้สินค้ามีความใหม่อยู่เสมอ อย่างเช่นที่ร้านก็จะสร้างลวดลายหรือรูปแบบใหม่ๆ ขึ้นทุกๆ 3 เดือน
เพื่อไม่ให้ลูกค้าเกิดความรู้สึกซ้ำซากจำเจ” เจ้าของงาน “แจกันลูกปัด” กล่าว

ใครสนใจงาน “แจกันลูกปัด” ต้องการติดต่อกับสุกฤตรา ก็ติดต่อได้ที่ โทร. 08-6991-1916, 08-1682-6788,
0-2964-4428 ซึ่งใครสนใจอยากจะรู้ข้อมูลที่ลึกหรือละเอียดมากกว่านี้
ก็ลองสอบถามพูดคุย กับเจ้าของผลงาน “ช่องทางทำกิน” รายนี้โดยตรง.


************************************

คู่มือลงทุน...แจกันลูกปัด
ทุนเบื้องต้น ไม่เกิน 500 บาท
ทุนวัสดุ ประมาณ 20% จากราคา
รายได้ ราคาชิ้นละ 300-600 บาท
แรงงาน 1 คนขึ้นไป
ตลาด ร้านดอกไม้, ของตกแต่ง
จุดน่าสนใจ ลงทุนต่ำ, ฝึกทำได้ไม่ยาก

*************************************

ศิริโรจน์ ศิริแพทย์ : เรื่อง/ภาพ
ที่มา : http://www.dailynews.co.th



วิธีทำแจกันลูกปัด



รายละเอียด : http://www.thaifc.net/แจกันลูกปัด/franchise
ที่มาคลิปวีดีโอ : http://www.youtube.com



ยางรัดผมติดตุ๊กตา แฮนด์เมดทุนต่ำ-ทำไม่ยาก

ยางรัดผมติดตุ๊กตา แฮนด์เมดทุนต่ำ-ทำไม่ยาก-1
ยางรัดผมติดตุ๊กตา แฮนด์เมดทุนต่ำ-ทำไม่ยาก









งานแฮนด์เมด” งานประดิษฐ์ทำมือ เป็นงานที่ต่อยอดได้เรื่อยๆ
ถ้าผู้ทำมีไอเดียสร้างสรรค์ สามารถต่อยอดดัดแปลงชิ้นงานเป็นรูปแบบต่างๆ ได้หลากหลาย
ก็จะขายได้ เรื่อยๆ ไปตลอด อย่างเช่นชิ้นงาน “ยางรัดผมติดตุ๊กตา”
ที่ “ช่องทางทำกิน” มีข้อมูลมานำเสนอในวันนี้ นี่ก็สร้างรายได้ให้ผู้ที่ทำขายได้อย่างดี...

พรรณภา อิฐผลประเสริฐ นำผ้ามาตัดเย็บทำเป็นตุ๊กตา แล้วนำไปติดกับยางรัดผม
จนเป็นผลงาน ยางรัดผมแฮนด์เมด ที่สามารถสร้างรายได้ให้กับเธอได้เป็นอย่างดี
ซึ่งเจ้าของผลงานตอนนี้ยังศึกษา ในระดับปริญญาตรี อยู่ชั้นปีที่ 3 มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา
เจ้าตัวเล่าว่า ทำงาน ประดิษฐ์งานแฮนด์เมด “ยางรัดผมติดตุ๊กตา” ขายมา 2 ปีแล้ว
ที่บ้านเปิดร้านขายของอยู่ที่ย่านสำเพ็ง และตนนั้นก็เป็นคนที่ชอบงานประดิษฐ์-งานแฮนด์เมดอยู่แล้ว
โดยส่วนใหญ่ก็จะประดิษฐ์ของใช้ต่างๆ พวกกระเป๋า พวงกุญแจ ยางรัดผม อยากจะทำอะไรก็ทำ
สมัยก่อนส่วนใหญ่จะทำเล่นๆ ไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไร หรือบางอย่างก็ทำไว้ใช้เอง

หลังจากได้ทำยางรัดผมมาใช้ เพื่อนๆ ก็ชอบ เห็นว่าน่ารัก นอกจากรัดผมแล้วยังสามารถรัดเข็มขัดนักศึกษาได้อีกด้วย
เพื่อนๆ ก็เลยยุให้ทำขาย ก็มาคิดว่าไหนๆ ก็ชอบทำงานประดิษฐ์อยู่แล้ว ก็ควรที่จะทำให้เกิดประโยชน์
จึงมีความคิดที่จะลองทำงานประดิษฐ์ขายเพื่อเป็นการหารายได้

เมื่อมีความคิดที่จะทำงานประดิษฐ์ขายอย่างจริงจัง ก็มานั่งคิดว่าจะทำงานอะไรดี ก็มาลงตัวที่จะทำยางรัดผมขาย
เพราะเห็นว่าเป็นงานที่นอกจากใช้รัดผมได้แล้ว ยังสามารถรัดเข็มขัดได้อีก มีประโยชน์ใช้สอยเยอะ
ขายเพื่อนๆ นักศึกษาได้ นอกจากนั้นยังเป็นงานที่มีคนทำไม่มาก และขายได้ทั้งเด็กผู้ใหญ่

จึงลงทุนทำยางรัดผมขาย อย่างจริงจัง

ชิ้นงานส่วนใหญ่จะทำเป็นตุ๊กตารูปสัตว์ เน้นแนวน่ารัก หรือไม่ก็ออกแนวแปลกๆ ไปเลย
เพราะจะเป็นงานที่ขายง่าย ตอนแรกนั้นเริ่มจากทำออกมาแค่ 60 ตัว แล้วก็ไปวางขายที่ร้านพ่อที่สำเพ็ง
ซึ่งก็ได้รับการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี ไปวางขายไม่นานก็ขายได้หมด

พรรณภาบอกต่อว่า “สำหรับผ้าที่ใช้ทำตุ๊กตานั้น จะเลือกมาทำแบบหลากหลาย
ส่วนใหญ่ลูกค้าคนไทยมักจะชอบผ้าลายดอก ถ้าเป็นลูกค้าต่างประเทศมักจะชอบผ้าเรียบๆ ไม่ฉูดฉาด
ถ้าเป็นวัยรุ่นก็จะชอบแบบที่มีสีสันสดใส”

ยางรัดผมติดตุ๊กตา แฮนด์เมดทุนต่ำ-ทำไม่ยาก-2















วัสดุอุปกรณ์ในการทำ หลัก ๆ ก็มี... ผ้า, ใยโพลี (แบบไม่มีฝุ่น), เข็ม, ด้าย, กระดุมสีต่างๆ, ยางรัดผม,
กาวซิลิโคน, ตะเกียบ, กระดาษแข็ง, ดินสอ เป็นต้น

ผ้าที่ใช้ก็จะมีผ้าไนลอน ผ้าดิสโก้ ผ้าสักหลาดแบบขนเรียบ อุปกรณ์ส่วนใหญ่หาซื้อได้ที่สำเพ็ง

ขั้นตอนการทำ...
เริ่มจากการวาดออกแบบตุ๊กตาที่ต้องการลงบนกระดาษ ทำการวาดรายละเอียดของตุ๊กตาที่จะทำให้เรียบร้อย
ไม่ว่าจะเป็น ตา ปาก คิ้ว เมื่อออกแบบเสร็จก็ใช้กรรไกรตัดตามแบบที่วาดไว้
จากนั้นก็นำแบบไปวางทาบลงบนกระดาษแข็ง ใช้ดินสอร่างแบบให้เรียบร้อย ทำการตัดกระดาษแข็งตามรอยดินสอ
ก็จะได้เป็นแพทเทิร์น จากนั้นก็นำแพทเทิร์นที่เป็นกระดาษแข็งไปวางทาบลงบนผ้า เลือกลวดลายผ้าตามต้องการ
ใช้ดินสอวาดตามแบบให้เรียบร้อย จากนั้นตัดผ้าตามแบบ 2 ชิ้น
(การตัดนั้นให้เว้นห่างจากรอยดินสอที่วาดไว้ประมาณ 1 เซนติเมตร เพื่อเป็นพื้นที่สำหรับเย็บ)

เมื่อได้ผ้าที่ตัดมาแล้วก็นำผ้ามาประกบเข้าด้วยกัน เย็บตามแนวดินสอที่ขีดไว้ด้วยวิธีการด้นถอยหลัง
ซึ่งจะต้องใช้ความประณีต ละเอียดในการเย็บ ระยะการเย็บต้องมีความถี่เท่ากัน
(เพราะเวลากลับผ้าแล้วยัดใยโพลีตะเข็บจะไม่ปริแตก ใยโพลีที่ยัดเข้าไปไม่ปลิ้นออกมา)
เย็บโดยให้เหลือช่องว่างไว้สำหรับยัดใยโพลีด้วย

หลังจากเย็บเรียบร้อยก็ทำการกลับผ้าให้ด้านในออกมาอยู่ด้านนอก จากนั้นก็นำใยโพลียัดใส่เข้าไปในช่องที่เว้นไว้
โดยใช้ตะเกียบเป็นตัวช่วยอัดให้ใยเข้าไปในส่วนที่เล็กของตุ๊กตา ยัดใยโพลีจนแน่นโดยใช้วิธีการกดที่ตัวตุ๊กตาดู
ถ้าแน่นแล้วก็พอจากนั้นก็ทำการเย็บปิดช่องที่เว้นไว้ให้เรียบร้อย พยายาม เย็บไม่ให้เห็นด้าย

ขั้นตอนต่อไปก็เป็นการตกแต่ง โดยใช้กระดุมที่มีสีสันต่าง ๆ เลือกตามที่ต้องการ ดูให้เข้ากับลายผ้า
ทำการเย็บติดเข้าไปเป็นตาของตุ๊กตาตามแบบที่ออกแบบไว้ จากนั้นก็ใช้ด้ายเย็บทำเป็นคิ้ว เป็นปาก
อาจจะใช้ดอกไม้เล็ก ๆ ตกแต่งเพิ่มเข้าไปด้วยก็ได้ตามต้องการ
ตกแต่งเสร็จก็ตัดผ้าสักหลาดเป็นรูปสี่เหลี่ยมเล็กๆ มาติดไว้ที่ด้านหลังตุ๊กตา ยึดด้วยกาวซิลิโคน ให้แน่น
สุดท้ายก็นำยางรัดผมมาติดลงบนผ้าสักหลาด ยึดด้วยกาวซิลิโคนให้แน่น เท่านี้ก็เป็นอันเรียบร้อย พร้อมขาย

ยางรัดผมติดตุ๊กตา งานแฮนด์เมดของพรรณภา มีหลากหลายแบบ และมีลายผ้าหลากหลายไว้ให้ลูกค้าได้เลือก
โดยราคาขายส่ง (สั่งตั้งแต่ 6 ชิ้นขึ้นไป) อยู่ที่ชิ้นละ 15 บาท มีต้นทุนประมาณ 10 บาท

*********

ชิ้นงานยางรัดผมแฮนด์เมดของพรรณภา ขายอยู่ที่ร้านยงโสภณพาณิชย์ ซอยวานิช 1 ตลาดสำเพ็ง
ใครต้องการติดต่อพรรณภา ก็ติดต่อได้ที่เบอร์โทรศัพท์ 08-6602-2995,08-3994-9429
ซึ่งงานแฮนด์เมดลักษณะนี้ สามารถดัดแปลงไปทำเป็นสินค้าอื่นได้อีกเยอะ เช่น ตุ๊กตา กระเป๋า
ก็อยู่ที่ไอเดียของผู้ทำขาย.

บดินทร์ ศักดาเยี่ยงยงค์ : เรื่อง-ภาพ
ที่มา : http://www.dailynews.co.th

สารบัญแนะนำอาชีพสร้างรายได้ : งานประดิษฐ์ สิ่งของเครื่องใช้



วันศุกร์ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2554

รับจัดสวนรำลึก ทำเงินต่อยอดงานจัดสวน

รับจัดสวนรำลึก ทำเงินต่อยอดงานจัดสวน










งานบริการอย่างการรับจัดสวน-ตกแต่งสวน เป็นอีกอาชีพที่มีหลายคนยึดเป็นอาชีพหลักหรือทำเป็นอาชีพเสริม
ทั้งนี้ คนที่ทำอาชีพนี้ก็จำเป็นต้องปรับตัว และพยายามมองหารูปแบบบริการใหม่ๆ เพื่อเพิ่มช่องทางในการหารายได้
และกับบริการ “รับจัดสวนรำลึก” ในงานพิธีศพ ก็ถือเป็นอีกบริการหนึ่งที่น่าสนใจ...

บุญเกื้อ เชิดพยัคฆ์ เจ้าของงานรับจัดสวนตกแต่งหน้างานศพ ซึ่งเจ้าตัวเรียกว่า “สวนรำลึก” เล่าว่า
ทำงานในบริษัทโฆษณาด้านการออกแบบมานาน ต่อมาคิดว่าคนเราควรมองหางานเสริมเพื่อเป็นแหล่งรายได้
เสริมในยามที่ไม่ได้ ทำงานประจำ และอาจจะยึดเป็นอาชีพหาเลี้ยงตัวในช่วงบั้นปลายได้
จึงมองว่าตนเองมีความถนัดในเรื่องการออกแบบตกแต่ง ประกอบกับมีความชอบด้านต้นไม้
จึงคิดว่าน่าจะเปิดร้านรับจ้างออกแบบและตกแต่งสวน ในชื่อ โอเอซิสการ์เด้น แอนด์ เดคคอร์

สำหรับงานจัดสวนรำลึก บุญเกื้อระบุว่าได้ไอเดียมาจากลูกค้ารายหนึ่งซึ่งเป็นลูกค้าประจำ
ได้ติดต่อให้ช่วยจัดดอกไม้ตกแต่งสำหรับงานศพ จึงเสนอไปว่าทำไมไม่จัดเป็นรูปแบบของการจำลองสวน
เพื่อสร้างบรรยากาศของงานให้ดูร่มรื่น เน้นความร่มรื่นของต้นไม้ เมื่อลูกค้าตกลงจึงได้ออกแบบและจัดวาง
ปรากฏว่าญาติและเพื่อนๆ ของลูกค้ารายนั้นชอบมาก เพราะแปลกและสวยงาม แตกต่างจากรูปแบบการจัดทั่วไป
จึงคิดว่าน่าจะสามารถพัฒนา มาเป็นงานบริการอีกรูปแบบหนึ่งให้กับทางร้านได้

“จัดสวนรำลึกนี้มาได้ประมาณ 2 ปี มีลูกค้าแบบปากต่อปาก เป็นลูกค้าเก่าๆ ที่มาซื้อต้นไม้เป็นประจำ
กับลูกค้าที่มาจากทางอินเทอร์เน็ต เว็บไซต์ http://www.pantipmarket.com/items/9923267
แต่ระยะหลังๆ ลูกค้าส่วนใหญ่จะมาจากช่องทางหลังมากที่สุด ซึ่งถือว่าเป็นช่องทางการจำหน่ายที่ไม่ต้องลงทุน
และเหมาะสำหรับผู้ประกอบการที่ยังมีเงินทุนไม่มาก” บุญเกื้อกล่าวแนะนำ

การจัดสวนรำลึกหรือจัดสวนหน้าศพนี้ แตกต่างจากการจัดสวนทั่วไป ด้วยเรื่องของสถานที่ เรื่องของพื้นที่
แต่หลักๆ ขนาดมาตรฐานของงานจะใช้พื้นที่อยู่ที่ประมาณ กว้าง 4 เมตร ยาว 3 เมตร
ที่เหลือเป็นเรื่องรายละเอียดเกี่ยวกับพันธุ์ไม้ที่จะใช้ตกแต่ง แบ่งเป็นส่วนที่เป็นต้นไม้หรือไม้ใบ และส่วนที่เป็นไม้ดอก

ผู้ที่ให้บริการด้านนี้ เจ้าของงานระบุว่า ต้องมีคุณสมบัติที่จำเป็นคือ
1. ต้องมีความรู้เกี่ยวกับต้นไม้-พันธุ์ไม้ที่ใช้ เพราะจะทำให้คำนวณและออกแบบโครงสร้างชิ้นงานได้ง่ายขึ้น
2. ต้องรู้จักประเมินว่าช่วงเวลานี้ควรใช้ต้นไม้หรือดอกไม้อะไร จะสอดคล้องกับระยะเวลาที่ใช้หรือไม่ และ
3. ต้องมีความเข้าใจเกี่ยวกับองค์ประกอบศิลป์
อาทิ ทฤษฎีการจัด, องค์ประกอบ, มิติการจัดวาง, เส้นกับรูปทรง เป็นต้น

ทุนเบื้องต้นสำหรับงานบริการลักษณะนี้ อยู่ที่ประมาณ 40,000-50,000 บาท
โดยส่วนใหญ่เป็นค่าต้นไม้ ที่จำเป็นจะต้องมีการสต๊อกเก็บไว้จำนวนหนึ่งตลอด จะได้ไม่ต้องตระเวนหาซื้อต้นไม้
ซึ่งจะส่งผลให้มีต้นทุนมากขึ้นด้วย ส่วนทุนหมุนเวียนอยู่ที่ประมาณ 10,000-20,000 บาทต่อเดือน
โดยราคาค่าบริการสำหรับการรับจัดสวนรำลึกนี้ เริ่มต้นที่ 12,000-20,000 บาท ในช่วงเวลา 3 วัน

วัตถุดิบ วัสดุอุปกรณ์ที่ต้องใช้ทำ หลักๆ ก็มี
ของตกแต่งสวน อาทิ เก้าอี้ไม้หรือแคร่ไม้ไผ่ กรวด หิน กระถาง ถาด ไห,
วัตถุดิบสำหรับปลูก เช่น ดินปลูก กาบมะพร้าว ที่เหลือก็จะเป็นอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับการจัดสวน-ตกแต่งสวน
อาทิ กรรไกรตัดแต่งกิ่ง มีดตัดกิ่ง จอบ เสียม พลั่ว เป็นต้น

ขั้นตอนการทำ
เริ่มจากออกแบบสวนที่จะจัด โดยนำความต้องการบางส่วนของลูกค้ามาเป็นแนวทาง
แต่ด้วยข้อจำกัดในเรื่องเวลา ที่งานลักษณะนี้มักจะมีลักษณะเป็นงานด่วน
ทำให้ในส่วนหลักของชิ้นงานจะเกิดจากการออกแบบของคนจัด
แต่จะเสริมในส่วนรายละเอียด ที่ลูกค้าหรือเจ้าของงานต้องการเพิ่มเข้ามา โดยอาจจะใช้การร่างแบบลงกระดาษ
ซึ่งช่วยทำให้สามารถระบุตำแหน่งต้นไม้ และวัสดุที่จะใช้ในการจัดได้ชัดเจนขึ้น
โดยหลักการจัดสวนจะไม่มีหลักตายตัว เน้นองค์ประกอบตามความต้องการ
และดูความเหมาะสมของต้นไม้ที่ใช้จัดวางให้ เหมาะสมกับรูปแบบงานและสถานที่เป็นหลัก

เทคนิคในการจัดสวน เจ้าของงานแนะนำว่า จะต้องดูให้ครบทุกด้าน
อาทิ อาจวางให้ต้นไม้สามารถมองเห็นได้ในมุมสูง หรืออาจจัดต้นไม้บางชนิดที่เป็นไม้เลื้อยวางให้เป็นพุ่มระย้า
โดยต้นไม้และดอกไม้ที่ใช้จะต้องอยู่ด้วยกันได้อย่างเข้ากัน เมื่อจัดได้ครบตามแบบก็เป็นอันเสร็จ
อาจตกแต่งด้วยของตกแต่งอื่นๆ เพื่อให้มีลูกเล่นมากขึ้น อาทิ กระถาง เก้าอี้หรือม้านั่ง กรวดสีต่างๆ เป็นต้น

“คนทำอาชีพนี้สำคัญคือต้องประเมินได้ว่าต้นไม้ที่จะนำมาตกแต่งนั้น ควรมีปริมาณเท่าใด
การสต๊อกต้นไม้ก็เป็นเรื่องจำเป็น ตรงนี้อาจต้องอาศัยประสบการณ์มากหน่อย”
เจ้าของไอเดีย “ช่องทางทำกิน” รูปแบบนี้กล่าว
ซึ่งหากใครต้องการติดต่อ บุญเกื้อ เชิดพยัคฆ์ ก็ติดต่อได้ที่ โทร. 08-2486-2540, 08-1774-8740
หรือที่อีเมล oasisgarden2550@gmail.com

ศิริโรจน์ ศิริแพทย์ : รายงาน
ที่มาข้อมูล : http://www.dailynews.co.th

สารบัญแนะนำอาชีพสร้างรายได้ : งานบริการ

‘เสื้อผ้าเด็กแฟชั่น’ ‘เทรนด์เกาหลี’ ก็ฟีเวอร์

‘เสื้อผ้าเด็กแฟชั่น’ ‘เทรนด์เกาหลี’ ก็ฟีเวอร์













ต้องยอมรับว่ากระแส “เกาหลีฟีเวอร์” ในไทยเรามาแรงระยะหนึ่งแล้ว และจนถึงวันนี้ก็ยังแรงอยู่
ซึ่งนอกจากละคร-เพลงเกาหลีแล้ว สินค้าที่เกี่ยวเนื่องก็เป็น “ช่องทางทำกิน” ที่ดีของผู้ประกอบหลากหลาย
แม้แต่อาชีพผลิต-ขาย “เสื้อผ้าเด็ก” ก็ด้วย อย่างรายที่มีข้อมูลมาให้ลองพิจารณากันในวันนี้...

ลักขณา ศุภโชคพาณิชย์ วัย 62 ปี เจ้าของไอเดีย เล่าว่า ยึดอาชีพตัดเย็บเสื้อผ้ามา กว่า 30 ปี
พออายุมากขึ้น ประกอบกับความนิยมในการผลิตเสื้อผ้าสั่งตัดลดความนิยมลง
เพราะคนปัจจุบันหันมาใส่เสื้อผ้าสำเร็จรูปมากขึ้น ทำให้ต้องหยุดอาชีพดังกล่าวไประยะหนึ่ง
จนเมื่อครอบครัวมีหลานสาวจึงคิดจะตัดชุดเป็นของขวัญให้หลานสาว และด้วยความที่ชื่นชอบละครเกาหลีมาก
จึงเลือกที่จะตัดชุดประจำชาติเกาหลี หรือ “ชุดฮันบก” จนกลายมาเป็นจุดเริ่มต้นอาชีพตัดเสื้อผ้าเด็กสไตล์เกาหลี

อย่างไรก็ตาม เมื่อคิดจะทำอาชีพนี้จริงจัง ลูกชายก็แนะนำว่า ถ้าเปิดร้านจะต้องลงทุนมาก อีกทั้งถ้าคิดทำทั่วไป
จะไม่มีทางสู้สินค้าที่มีอยู่แล้วได้ เพราะมีข้อจำกัดหลายด้าน ทั้งเงินทุน การตลาด อุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือ
ดังนั้นแบบที่จะทำขึ้นจึงต้องมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวไม่ซ้ำแบบใคร
โดยใช้ชื่อแบรนด์ “แปมแปม” ตามชื่อหลานที่เป็นแรงบันดาลใจ

“มาสะดุดที่ชุดเกาหลี เพราะเข้ากับกระแสนิยม อีกทั้งเป็นแฟนประจำละครแนวนี้ด้วย จึงคิดว่าน่าจะทำได้
อีกทั้งชุดเกาหลีมีการตัดเย็บค่อนข้างยาก มีรายละเอียดมาก คนที่คิดทำเลียนแบบโดยหวังเรื่องรายได้เป็นหลัก
ก็คงไม่ลงมาทำ เพราะไม่คุ้มค่า ดังนั้นจึงตัดเรื่องคู่แข่งออกไปได้ระดับหนึ่ง” ลักขณาอธิบาย
ก่อนจะบอกอีกว่า ความตั้งใจแรกจะให้เป็นชุดนอน เพราะลักษณะชุดค่อนข้างหลวม
แต่ลูกค้าที่ซื้อไปมักนำไปให้ลูกๆ ใส่เที่ยว จึงกลายเป็นชุดที่สามารถใช้งานได้หลากหลายขึ้น
การออกแบบนั้นหากเป็นต้นตำรับชุดฮันบกแท้จะใส่ค่อนข้างยาก เพราะมีอุปกรณ์หลายชิ้น
ทั้ง “ชอกอรี” ซึ่งเป็นแจ็กเกตสั้นครึ่งตัวบน “โครึม” เป็นผ้าที่เป็นเส้นยาวๆ สองเส้นผูกไว้ด้านหน้า
และ “ชีมา” ซึ่งเป็นกระโปรงที่ยาวตั้งแต่ใต้อกถึงข้อเท้า
เมื่อมาทำเป็นชุดเด็กก็ต้องประยุกต์ให้เป็นชุดสำเร็จรูปในตัว เพื่อความสะดวกในการสวมใส่

‘เสื้อผ้าเด็กแฟชั่น’ ‘เทรนด์เกาหลี’ ก็ฟีเวอร์-1










นอกจากชุดประจำชาติเกาหลี ก็ยังต่อยอดสินค้าออกไปเพิ่มขึ้น
อาทิ การประยุกต์ชุดฮันบกแบบเดิมให้เป็นชุดแขนกุด เพื่อให้ใส่สบายเหมาะกับสภาพอากาศเมืองไทย
และหยิบชุดประจำชาติญี่ปุ่นและจีนมาผลิตเพิ่ม เพื่อเป็นทางเลือกให้ลูกค้า ให้เกิดความหลากหลาย
อาทิ “ชุดยูกาตะ” ชุดประจำชาติของญี่ปุ่น “ชุดจิม เบอิ” หรือเสื้อคลุมของชาวญี่ปุ่น
รวมถึง “ชุดกี่เพ้า” ของ จีน ที่ทำการประยุกต์เป็นชุดของเด็ก

ลักขณาเล่าต่อว่า ใช้ทุนเริ่มต้นประมาณ 5,000 บาท ส่วนใหญ่เป็นค่าวัตถุดิบ คือผ้า
และลองผิดลองถูกในเรื่องแบบ โดยวัตถุดิบคือผ้าจะไปเลือกซื้อด้วยตัวเองตามแหล่งขายผ้า เช่น สำเพ็ง
โดยเน้นใช้ผ้าฝ้ายเกรดเอ คุณภาพดี เนื้อเรียบเนียนที่ไม่เป็นอันตรายต่อผิวของเด็ก
ซึ่งทุนวัตถุดิบต่อชุดจะอยู่ที่ประมาณ 50% จากราคาขาย

การผลิต
จะเป็นฝีมือการตัดเย็บแบบแฮนด์เมด แต่ละตัวจะมีรายละเอียด แตกต่างกันไป ทั้งเนื้อผ้า ลวดลายและลูกเล่นต่างๆ
โดยสินค้าจะมีสำหรับเด็กตั้งแต่อายุ 1-6 ขวบ โดยมี 4 ขนาดให้เลือกคือ S
สำหรับเด็กส่วนสูง 75-85 ซม. น้ำหนัก 9-11 กก., M
ส่วนสูง 85-95 ซม. น้ำหนัก 11-13 กก., L
ส่วนสูง 95-105 ซม. น้ำหนัก 14-16 กก. และ XL ส่วนสูง 105-115 ซม. น้ำหนัก 17-20 กก.
โดยราคาขายเริ่มตั้งแต่ 219 บาท ไปจนถึงราคา 279 บาท นอกจากนี้ก็ยังรับผลิตตามคำสั่งซื้ออีกด้วย

สำหรับช่องทางการตลาดนั้น จะใช้วิธีขายผ่านเว็บไซต์ http://pampam.weloveshopping.com เป็นหลัก
และก็ยังมีการไปออกร้านเพื่อขายตามย่านธุรกิจ ย่านออฟฟิศ เนื่องจากพฤติกรรมลูกค้าส่วนใหญ่
ยังอยากสัมผัสเนื้อผ้าและเห็นสินค้าของจริง จึงเสริมการตลาดด้วยการไปออกบูธขายตามย่านธุรกิจ ย่านออฟฟิศ
เดือนละ 1-2 ครั้ง โดยกลุ่มลูกค้าเป้าหมายเป็นพ่อแม่ที่มีลูกสาววัยตั้งแต่ 1-6 ขวบ

“ช่องทางการตลาดออนไลน์นี้เหมาะกับธุรกิจเล็กๆ มาก เพราะไม่จำเป็นต้องลงทุนสูงจนเกินไป
แต่สิ่งสำคัญคือการรักษาความซื่อสัตย์ และคงคุณภาพมาตรฐานการผลิตให้ได้สม่ำเสมอ
ถึงจะทำให้สินค้าอยู่ได้ในตลาด” ลักขณา เจ้าของงานไอเดียกล่าวแนะนำ

ใครสนใจดูรูปแบบสินค้าของลักขณา ก็คลิกดูได้ในเว็บไซต์ที่ว่ามาข้างต้น
หรือต้องการติดต่อทางโทรศัพท์ ก็ โทร. 0-2925-7142, 08-9110-1377
ซึ่งนี่ก็เป็นอีกหนึ่งตัวอย่าง “ช่องทางทำกิน” ที่ “อิงกระแสเกาหลีฟีเวอร์” รวมถึงญี่ปุ่น จีน
หากใครคิดได้-ทำแล้วโดน ก็จะเป็นอาชีพที่ทำเงินได้อย่างงาม.

ศิริโรจน์ ศิริแพทย์ : รายงาน
ที่มาข้อมูล : http://www.dailynews.co.th

สารบัญแนะนำอาชีพสร้างรายได้ : งานด้านเสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย

วันพฤหัสบดีที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2554

'หมูสะเต๊ะ' ยังขายได้ขายดีไม่มีตก

'หมูสะเต๊ะ' ยังขายได้ขายดีไม่มีตก
















"หมูสะเต๊ะ” เสียบไม้ย่างบนเตาร้อนๆ ส่งกลิ่นหอมยั่วน้ำลาย เป็นอีกหนึ่งเมนูอาหารว่างยอดนิยม
กินได้ทุกเพศทุกวัย และก็เป็นอีกหนึ่งสินค้าอาหาร ที่สร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบอาชีพทำขายได้ เป็นอย่างดี
ถ้ามีฝีมือทำได้อร่อย ซึ่งวันนี้ทีม “ช่องทางทำกิน” ก็มีสูตรหมูสะเต๊ะมาให้ลองพิจารณากันอีกหนึ่งสูตร...

อรวรรณ กนกวิบูลย์ศิริ เจ้าของร้านหมูสะเต๊ะ สูตรดั้งเดิม “โอ๋ หมูสะเต๊ะ เล่าให้ฟังถึงที่มาของอาชีพนี้ว่า
ขายหมูสะเต๊ะมานานประมาณ 6 ปีแล้ว ส่วนตัวชอบทำอาหารทุกชนิด
ซึ่งสมัยก่อนถ้าว่างก็จะหาข้อมูลแล้วทดลองทำดู และปรับปรุงพัฒนาตามรสชาติที่ชอบ
จนวันหนึ่งก็คิดอยากจะมีอาชีพเป็นธุรกิจเล็กๆ เป็นของตัวเอง
แล้วความคิดก็มาลงที่ “หมูสะเต๊ะ” เพราะเป็นอาหารที่รู้จักทั่วไป กินง่าย และคนจะหาเจ้าที่อร่อยๆ

ก่อนหน้านั้นเวลาที่เพื่อนๆ ของแฟนมาเที่ยวที่บ้าน ก็จะทำหมูสะเต๊ะเลี้ยง แล้วให้ช่วยกันติชม
แทบทุกคนพอได้กินจะพูดคล้ายๆ กันว่าหมูนุ่มมาก กลิ่นหอมชวนกิน จึงเชียร์ให้ทำขาย
จากนั้นก็ทดลองทำอีกหลายสิบครั้งจนทุกอย่างลงตัว จึงทำขายที่หน้าบ้าน
ปรากฏว่าขายหมดเกลี้ยงในเวลาไม่นาน จึงได้ทำขายเรื่อยมา

“ที่ร้านเน้นหมูไม้ใหญ่ เพื่อความสะใจ ใช้วัตถุดิบคุณภาพดี สั่งหมูจากตลาดแล้วมาใส่เครื่องหั่นอีกที
เราใช้เนื้อหมูบริเวณใต้ชายโครง หรือหมูสันนอก ล้างเนื้อหมูให้สะอาดแล้วนำไปคลุกเคล้าสมุนไพรกับเครื่องปรุง
ตรงนี้ต้องให้ความสำคัญ หมูสะเต๊ะจะอร่อยหรือไม่อร่อย อยู่ที่ขั้นตอนนี้ ฉะนั้นเมื่อจะให้ความสำคัญกับรสชาติ
ก็เป็นธรรมดาที่จะต้องเพิ่มในส่วนของปริมาณเครื่องปรุงมากหน่อย
รวมทั้งต้องพิถีพิถันขั้นตอนผสมคลุกเคล้ากับเนื้อหมู
หรือแม้แต่น้ำจิ้ม ก็ต้องให้ความสำคัญกับเครื่องแกงและเครื่องเทศมากหน่อย
ต้องพร้อมที่จะเพิ่มต้นทุนการผลิตในส่วนนี้ เพื่อให้รสชาติของหมูสะเต๊ะอร่อย กลมกล่อม นุ่มนวลลิ้นผู้ทานมากที่สุด”
อรวรรณกล่าว

สำหรับการทำหมูสะเต๊ะขาย อุปกรณ์หลักๆ ที่ใช้ก็มี... เตาถ่านและตะแกรงย่าง, เตาแก๊ส, หม้อสเตนเลส,
กะละมัง, ถาด, ใบตอง, ถ่าน, กระชอน, เขียง, เครื่องปั่นหรือครก, ทัพพี, คีมคีบถ่าน, ไม้เสียบ, กล่องพลาสติก,
ถุงพลาสติก, มีด ตลอดจนเครื่องไม้เครื่องมือเบ็ดเตล็ดอื่นๆ

ส่วนผสมในการทำหมูสะเต๊ะ... เนื้อหมูสันนอก, เกลือ, น้ำตาลทราย, ผงกะหรี่, กะทิ, นมสด,
สีผสมอาหารสีเหลือง, ข่าหั่นฝอย, ตะไคร้หั่นฝอย, ลูกผักชีคั่ว, ยี่หร่าคั่ว, พริกไทยป่น และผงขมิ้น

หมูสะเต๊ะกับถ้วยอาจาด







ขั้นตอนการทำ “หมูสะเต๊ะ” สูตรของเจ้านี้
เริ่มจากนำเนื้อหมูที่ล้างสะอาดแล้ว มาทำการแล่เป็นชิ้นบาง ๆ พอประมาณ กว้าง 1 นิ้ว ยาว 3 นิ้ว พักไว้
จากนั้นโขลกหรือปั่นเครื่องหมัก เช่น ข่าหั่นฝอย, ตะไคร้หั่นฝอย, ลูกผักชีคั่ว, ยี่หร่าคั่ว, พริกไทยป่น, ผงกะหรี่
ใส่สีผสมอาหารนิดหน่อย โขลกรวมกันให้ละเอียด นำเครื่องหมักที่ได้มาผสมกับน้ำกะทิ นมสด น้ำตาลทราย เกลือ
ตีให้เข้ากัน แล้วนำไปราดลงบนเนื้อหมูที่แล่เตรียมไว้ คลุกเคล้าให้ทั่ว หมักแช่ไว้ในตู้เย็นช่องธรรมดา 2 ชั่วโมง
จึงนำเนื้อหมูออกมาเสียบไม้ เรียงในถาด นำเข้าช่องแช่แข็งแช่ต่ออีก 24 ชั่วโมง จึงจะใช้ได้
ทั้งนี้ เคล็ดลับการทำหมูสะเต๊ะให้อร่อย เนื้อหมูที่ทำต้องสด สะอาด ไม่มีกลิ่น
ที่สำคัญเมื่อนำเนื้อหมูที่หมักออกจากช่องแช่แข็ง ควรปล่อยให้ละลายเอง


ในส่วนของน้ำกะทิที่ใช้พรมหมูสะเต๊ะ
ใช้หัวกะทิ เกลือ และน้ำตาลทราย อย่างละนิดหน่อย ใส่หม้อคนให้เข้ากัน นำไปตั้งไฟให้เดือด แล้วยกลงตั้งพักไว้
เมื่อจะย่างหมูสะเต๊ะขาย ก็นำหมูที่เสียบไม้ออกจากช่องแช่แข็งมาปล่อยให้ละลาย
จากนั้นนำมาชุบในน้ำกะทิที่ใช้พรม ก่อนจะนำขึ้นย่างไฟ ใช้ไฟปานกลางถึงไฟแรง
ห้ามใช้ไฟอ่อน เพราะจะทำให้หมูแข็งไม่อร่อย ระหว่างย่างคอยพรมน้ำกะทิเป็นระยะ

หากหมูตรงไหนไหม้ก็ใช้กรรไกรตัดทิ้ง เพื่อให้ดูน่ารับประทาน

การทำน้ำจิ้มหมูสะเต๊ะ
ใช้กะทิ 5 กก. (แยกหัวแยกหาง) ต่อถั่วลิสงป่น (คั่วเอง) 1 กก.,
น้ำพริกหมูสะเต๊ะ 1/2 กก. (ใช้น้ำพริกแกงเผ็ด 3 ขีด ผสมน้ำพริกแกงมัสมั่น 2 ขีด),
น้ำตาลปี๊บ 1 1/2 กก.,
น้ำปลา 120 ซีซี และน้ำส้มสายชู

วิธีทำ เคี่ยวหัวกะทิจนแตกมัน ใส่น้ำพริกแกงเผ็ดและน้ำพริกแกงมัสมั่นลงไปผัดให้หอม ใช้ไฟปานกลาง
ใส่ถั่วลิสงป่น ปรุงรสด้วยน้ำตาลปี๊บ น้ำปลา น้ำส้มสายชู เคี่ยวจนแตกมันมีสีแดง ก็เป็นอันใช้ได้

ส่วนผสมของอาจาด
ใช้น้ำตาลทราย 2 กก. ต่อน้ำส้มสายชู 1 ขวด,
เกลือป่น 1 ขีด และแตงกวา พริกชี้ฟ้า หัวหอมแขกหั่นชิ้นเล็กๆ ตามขวาง

วิธีทำ นำน้ำตาลทราย น้ำส้มสายชู เกลือ ใส่หม้อตั้งไฟ คนให้ส่วนผสมเข้ากัน
เคี่ยวไปจนเข้มข้น จึงยกลงตั้งไว้ให้เย็น รอใช้งาน

หมูสะเต๊ะที่ร้านนี้เน้นไม้ใหญ่ ขายไม้ละ 6 บาท หรือชุดเล็ก 60 บาท
มีหมูสะเต๊ะ 10 ไม้ พร้อมน้ำจิ้มรสเข้มข้น อาจาด แตงกวากรอบอร่อย และขายขนมปังปิ้งแผ่นละ 5 บาท

ร้านหมูสะเต๊ะของอรวรรณอยู่ในซอยอรุณอมรินทร์ 30 (วัดบางยี่ขัน) เข้าซอยไปประมาณ 100 เมตร
ร้านอยู่ขวามือติดกับร้านก๋วยเตี๋ยวไก่ เปิดขายบ่าย 4 โมงเย็นถึง 2 ทุ่ม ใครจะลองไปชิมก็เชิญได้
ซึ่งนอกจากทำขายที่ร้านแล้ว อรวรรณยังสามารถทำรายได้จากการรับไปออกร้านจัด งานนอกสถานที่ด้วย
ใครสนใจติดต่อกับอรวรรณก็ โทร. 08-7337-8383, 08-6888-0513, 08-7337-8383, 08-9027-1151
ทั้งนี้ เรื่องการทำมาหากินนั้น หากขยัน ไม่ท้อเสียอย่าง โอกาสหรือช่องทางก็มีเสมอ !!

เชาวลี ชุมขำ : รายงาน
ข้อมูลโดย : http://www.dailynews.co.th

สารบัญแนะนำอาชีพสร้างรายได้ : งานด้านอาหาร

'เครป20บาท' ไม่จำกัดไส้'ขายคล่อง

'เครป20บาท''ไม่จำกัดไส้'ขายคล่อง-1







ย่านสยามสแควร์มีร้านขาย “เครป” ริมทางร้านหนึ่ง มีลูกค้าต่อแถวซื้อไม่ขาดสายจนทำขายแทบไม่ทัน
มองไปมองมาก็เห็นจุดดึงดูดลูกค้า คือเขาขายราคาเดียว “20 บาท” จะใส่ไส้กี่อย่างก็ได้ไม่จำกัด ไม่คิดราคาเพิ่ม
โดยทางร้านเขาบอกว่าถ้าขายของได้ยังไงก็ไม่ขาดทุน ซึ่งก็เป็นรูปแบบ “ช่องทางทำกิน” ที่น่าคิด...

คำนวณ สิงห์นอก ชาวจังหวัดอำนาจเจริญ วัย 43 ปี ปัจจุบันยึดอาชีพขายเครป หรือเครปญี่ปุ่น
ที่ย่านสยามสแควร์กลางกรุงเทพฯ ขายมานาน 6-7 ปีแล้ว โดยเจ้าตัวเล่าว่า เคยผ่านงานมาหลากหลายแบบ
ทั้งใช้แรงงาน ค้าขายหลายอย่าง จนมาลงตัวที่ขนมเครปนี้ ซึ่งไปซื้อสูตรมาในราคาหลายพันบาท
แต่เอาเข้าจริงเมื่อนำสูตรมาทำขายแล้วยังไม่ค่อยดี
จึงต้องมีการดัดแปลงสูตรเองใหม่ จนได้เป็นสูตรแป้งที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน

การลงทุนร้านเครปครั้งแรก คำนวณบอกว่าในเงินประมาณ 20,000 บาท
ซึ่งกับรายได้ถ้าลงทุนค่าวัตถุดิบต่างๆ ประมาณ 1,700-1,800 บาท
และขายได้หมด จะมีรายได้ก่อนหักทุนวันละประมาณ 3,000 บาท

วัตถุดิบต่างๆ ที่ใช้ทำไส้เครปนั้นจะมี 10 กว่าอย่างขึ้นไป
ในส่วนที่เป็นของคาว ก็เช่น หมูหยอง, น้ำพริกเผา, ปูอัด, แฮม, ไส้กรอก, ไข่ไก่
ในส่วนไส้หวาน และผลไม้ เช่น ลูกเกด, แยมสตรอเบอรี่, แยมบลูเบอรี่, ครีมวานิลลา, กล้วยหอม
และส่วนที่แต่งหน้าเครปก็จะมี ซอสมายองเนส, ซอสช็อกโกแลต, ซอสพริก, ซอสมะเขือเทศ, เนย, ซอสถั่วเหลือง
ซึ่งคำนวณจะซื้อสัปดาห์ละครั้งที่ย่านสำเพ็ง ซึ่งจะได้ของครบทุกอย่าง

สำหรับแป้งเครปนั้น สูตรของคำนวณจะมีส่วนผสมประกอบด้วย
แป้งข้าวเจ้า 1 กก.,
แป้งข้าวโพด 2 ช้อนชา,
น้ำเปล่า 4 กระป๋อง,
นมสด 1-2 ช้อนโต๊ะ,
ไข่ไก่ 1-2 ฟอง,
หัวนมผง และผงแป้งกรอบ อย่างละพอประมาณ
นำส่วนผสมมาทำการผสม-คนทุกอย่างให้เข้ากัน โดยต้องระวังอย่าให้ส่วนผสมแป้งเป็นเม็ด

'คำนวณ สิงห์นอก กำลังทำเครป โดยมีลูกชายช่วยทำอยู่ด้วย













การทำขาย
เริ่มจากเตรียมอุ่นเตาให้ร้อน สังเกตจากการสะบัดน้ำลงไปทดสอบดูว่าน้ำเดือดหรือไม่
ถ้าน้ำเดือดก็แสดงว่าเตาร้อนแล้ว จากนั้นก็ตักส่วนผสมแป้งประมาณ 1 ทัพพี หยอดลงบนเตา
เกลี่ยด้วยไม้เครปให้เป็นรูปวงกลม
โดยการหมุนไม้เครปไปรอบๆ รัศมีเตา ปลายข้างหนึ่งอยู่จุดศูนย์กลางเตา จะทำให้ได้เครปที่กลมสวย
และยังมีเคล็ดลับเพิ่มเติมเล็กน้อยคือ ทาเนยเล็กน้อย จะทำให้แป้งไม่ติดกระทะ

เกลี่ยแป้งแล้วก็รอสักพัก
พอแป้งใกล้สุกให้ทาเนยให้ทั่วแผ่นแป้ง แล้วจึงค่อยเติมไส้ที่ลูกค้าต้องการ โดยทาหรือเกลี่ยไส้ทั่วแป้งเครป
หรือถ้าไส้เป็นชิ้นหนา เช่น ไส้กรอก แฮม ทูน่า ควรวางเพียงครึ่งเดียวของแผ่นแป้ง จะพับแป้งได้สะดวกกว่า
ซึ่งที่ร้านของคำนวณนั้น ลูกค้าสามารถใส่ไส้กี่อย่างก็ได้ในราคาเดียวคือ 20 บาท

คำนวณบอกว่า จากประสบการณ์การขายนั้น สามารถแบ่งประเภทของไส้ที่ลูกค้ามักจะใส่ประจำได้ 2 ประเภท
ได้แก่ ไส้คาว คือ หมูหยอง, น้ำพริกเผา, ปูอัด, แฮม, ไส้กรอก, ไข่ไก่
ซึ่งไส้คาวนี้จะโรยหน้าด้วยซอสพริก ซอสมะเขือเทศ มายองเนส
และไส้หวาน-ผลไม้ จะเป็นจำพวก กล้วยหอม, ลูกเกด, แยมสตรอเบอรี่, แยมบลูเบอรี่, ครีมวานิลลา
และแต่งหน้าด้วยซอสมายองเนส, ซอสช็อกโกแลต
นอกจากนี้ยังมีไส้คาวที่คล้ายไส้ขนมโตเกียว เช่น ตอกไข่ไก่ใส่ ละเลงให้ทั่ว รอให้สุก แล้วราดซอสถั่วเหลือง
ซึ่งลูกค้าก็นิยมสั่งกินจำนวนไม่น้อย

เมื่อใส่ไส้เครปลงบนแป้งเรียบร้อยแล้ว ก็ใช้ที่แซะขนม หรือเกรียง ทำการแซะขอบแป้ง
จากนั้นพับครึ่งแป้งก่อน แล้วจึงพับประกบด้านซ้าย ขวา แล้วใส่ซองเครปที่ทำจากกระดาษที่เตรียมไว้ ก็พร้อมขาย

ทั้งนี้ นอกจากกรณีร้านเครปของคำนวณแล้ว
สำหรับบ้านเราเรื่องการใส่ไส้เครป และการตกแต่งเครป อาจถือได้ว่าเป็นศิลปะอย่างหนึ่งเลยทีเดียว
ไส้เครปที่คนไทยนิยมรับประทาน และร้านเครปส่วนใหญ่จะทำขาย ก็มีอาทิ ไส้ครีมกล้วยหอม และเนยถั่ว,
ไส้ช็อกโกแลตเหลว, ไส้ครีม สังขยาใบเตย, ไส้แฮมไก่ ทูน่า หรือไส้กรอก ใส่ซอสมะเขือเทศ และมายองเนส,
ไส้หมูหยอง น้ำพริกเผา, ไส้แยมต่างๆ เช่น แยมสตรอเบอรี่ แยมส้ม,
ไส้ผลไม้ต่างๆ เช่น ลูกเกด กล้วยหอม และไส้มะพร้าวโรยน้ำตาล ซึ่งการขายเครปก็ต้องพิจารณาสิ่งที่ลูกค้าชอบให้ดี

สำหรับร้านเครปของคำนวณ
เมื่อมีการเลือกใช้ไส้ที่ลูกค้าในย่านที่ทำขายถูกใจ และมีจุดดึงดูดที่การขายราคาเดียว คือ 20 บาท
กิจการก็ไปได้ด้วยดี มีรายได้ที่น่าสนใจ และเป็นอีกกรณีศึกษาที่น่าพิจารณา

ร้านเครป 20 บาท ของคำนวณที่ย่านสยามสแควร์กลางกรุง
เป็นร้านรถเข็น ขายอยู่ริมถนน ฝั่งตรงข้ามห้างสยามเซ็นเตอร์ ใกล้ๆ กับสะพานลอยคนข้าม
ขายวันอังคารถึงวันอาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 12.00 น. เป็นต้นไป โดยจะหยุดทุกวันจันทร์
ใครสนใจชิมเครปเจ้านี้ หรือสนใจเรื่องการขายเครปแบบของคำนวณ ก็ลองไปดูกัน.

ข้อมูลโดย : http://www.dailynews.co.th

สารบัญแนะนำอาชีพสร้างรายได้ : งานด้านอาหาร

‘ขนมจีนบุฟเฟ่ต์’ ไม่ใหม่...แต่ยังไปได้ดี!!

‘ขนมจีนบุฟเฟ่ต์’ ไม่ใหม่...แต่ยังไปได้ดี!!









อาชีพทำอาหารขายก็ต้องรู้จักมองหาโอกาสตลาดและวิเคราะห์ลูกค้า
หากเพิ่มจุดเด่นในการบริการ-ปรับรูปแบบให้สอดคล้องกับกลุ่มลูกค้า
อาชีพขายอาหารธรรมดาๆ ก็สามารถต่อยอดและเพิ่มมูลค่าได้อย่างน่าสนใจ
อย่างเช่นร้าน “ขนมจีนบุฟเฟ่ต์” ที่แม้จะมีมานาน แต่จนวันนี้ก็ยังเป็น “ช่องทางทำกิน” ที่ดีได้

เอกยศ เก้าเอี้ยน” ครอบครัวทำธุรกิจขนมจีนอยู่ก่อน โดยขายทั้งปลีกและส่ง
ต่อมาเขามองว่าสามารถนำมาขยาย และเปลี่ยนรูปแบบให้บริการขนมจีนแบบบุฟเฟ่ต์ได้
เพราะวัตถุดิบก็มีอยู่แล้ว และไม่ต้องลงทุนเพิ่ม
จึงตัดสินใจเปิดร้านขนมจีนบุฟเฟ่ต์ในชื่อ “มีน้ำยา” ในซอยลาดพร้าว 71 เปิดมาราว 3 เดือนแล้ว

ที่เลือกทำเลจุดนี้ เอกยศบอกว่า เนื่องจากเป็นพื้นที่โซนออฟฟิศ มีห้างร้านและสำนักงานอยู่มาก
เนื่องจากการให้บริการร้านอาหารแบบบุฟเฟ่ต์นี้ จุดสำคัญคือควรเป็นพื้นที่ที่มีคนสัญจรไปมาอยู่ตลอด
โดยที่ร้านจะเปิดขาย 08.00-15.30 น. ซึ่งในแต่ละวันจะมีลูกค้าเฉลี่ยประมาณ 80-100 คน
โดยลูกค้าจะแน่นมากที่สุดก็คือช่วยพักกลางวัน คือตั้งแต่ 11.00-13.00 น.
ส่วนวันเสาร์-อาทิตย์จะเป็นลูกค้ากลุ่มครอบครัว

สาเหตุที่มีลูกค้ามานั่งรับประทานเป็นจำนวนมากคือราคาของบุฟเฟ่ต์ ที่ต่อคนคือ 35 บาท โดยตักได้ไม่อั้น
กินได้จนอิ่ม ของจะมีเติมตลอด ไม่ว่าจะเป็นขนมจีน ข้าวสวย และน้ำยา-น้ำพริก-แกง
โดยเมนูของทางร้านจะมีอยู่ 5 ชนิดคือ น้ำยาแกงเขียวหวาน, น้ำยาป่า, น้ำยากะทิ, แกงไตปลา และน้ำพริก

นอกจากนี้ ก็จะมีเมนูอาหารอื่นเสริมสลับเปลี่ยนหมุนเวียนตลอด อาทิ ข้าวผัด, ผัดหมี่, น้ำพริกกะปิ
เพื่อให้ลูกค้ามีทางเลือกในการรับประทานมากขึ้น
และร้านขนมจีนบุฟเฟ่ต์ก็ควรจะมีเมนูเสริม อาทิ ของหวาน, เครื่องดื่ม ไว้จำหน่ายเสริม
โดยที่ร้านนี้จะมีเฉาก๊วยน้ำแข็งให้บริการในราคาถ้วยละ 10 บาท

จุดสำคัญของธุรกิจแบบนี้คือ ต้องพยายามคัดของให้สดใหม่เสมอ เพราะลูกค้าอาจจะเดินเข้ามาทานซ้ำกันในวันถัดไป
นอกจากนี้ยังต้องมีพนักงานคอยตรวจดูปริมาณอาหารที่พร่องตลอด หากพร่องไปเกินครึ่งก็จะต้องนำอาหารออกมาเสิร์ฟ-มาเติมใหม่ทันที
” เอกยศกล่าวแนะนำ

พร้อมบอกอีกว่า น้ำยาทุกชนิดจะมีสูตรเฉพาะตัว คือ รสชาติเข้มข้น แต่ไม่เผ็ดร้อนจนเกินไป
แต่หากใครชอบรสชาติเผ็ด ก็สามารถเติมพริกทอดเพื่อเพิ่มรสชาติทีหลังได้
ส่วนเคล็ดลับของความอร่อยคือ เลือกใช้ของมีคุณภาพดี และใหม่สดทุกวัน
โดยที่ผ่านมาถึงจะมีกำไรไม่มากมายอะไรนัก แต่สามารถอยู่ได้สบาย ๆ

ทุนเบื้องต้นอาชีพนี้ ไม่รวมสถานที่ อยู่ที่ประมาณ 30,000 บาท ทุนหมุนเวียนอยู่ที่ประมาณ 2,000 บาทต่อวัน
รายได้อยู่ที่ราคาขายหัวละ 35 บาท และมีรายได้เสริมจากเครื่องดื่มและของหวาน‘เมนูของทางร้านขนมจีนบุฟเฟ่ต์จะมีอยู่ 5 ชนิดคือ น้ำยาแกงเขียวหวาน, น้ำยาป่า, น้ำยากะทิ, แกงไตปลา และน้ำพริก








การเตรียมการขาย
ขั้นตอนแรกต้องเตรียมขนมจีน เมนูเสริมอย่างอื่นของร้านก็เตรียมไว้อย่างละหม้อหรือถาด
ที่สำคัญต้องเตรียมผักสด-ผักต้มที่ทานกับขนมจีนด้วย ได้แก่ หัวปลีซอย, ถั่วงอกต้ม, ผักบุ้งหั่นต้ม, กะหล่ำปลีซอย,
แตงกวาหั่นบาง, ใบแมงลัก, ถั่วฝักยาวหั่น, ถั่วงอกสด, ผักกาดดองหั่น
จัดวางไว้เป็นถาดเพื่อให้ลูกค้าเลือกรับประทานตามใจชอบ
ทั้งนี้ อีกหลักสำคัญคือ ของที่จัดไว้ต้องดูสวยงาม และใหม่สดสะอาดเสมอ
นอกจากนี้ก็ควรมี โถพริกน้ำปลา, โถน้ำตาล, โถพริกป่น, โถพริกขี้หนูแห้งทอด วางไว้ด้วย

สำหรับสูตรน้ำยา มาดูสูตร “น้ำยากะทิ” สัก 1 สูตร โดยวัตถุดิบตามสูตรก็มี
เนื้อปลาทู 1 กิโลกรัม,
กะทิคั้นสด 3 กิโลกรัม,
พริกไทยดำป่น 2 ช้อนโต๊ะ,
หอมแดง 10 หัว,
กระเทียม 1 ขีด,
กระชาย 2 หัว,
ตะไคร้ 5 ต้น,
ขมิ้น 1 เหง้า,
กะปิ 1 ถ้วยตวง,
เกลือ 1 ช้อนโต๊ะ,
พริกสด 2 ขีด

วิธีทำ
ขั้นตอนแรกนำปลาทูสดที่เตรียมไว้มาต้มกับพริกและเครื่องสมุนไพร เพื่อดับกลิ่นคาวและเพิ่มความหอมในเนื้อปลาทู
จากนั้นทำการแกะเนื้อปลาทู พักไว้ นำส่วนผสมเครื่องแกงทำน้ำยามาปั่นให้ละเอียด
จากนั้นนำเนื้อปลาและส่วนผสมไปต้มในน้ำเดือด ใส่กะทิคั้น กะปิ และเติมเกลือเล็กน้อย
หรือปรุงรสตามต้องการ ชิมรสตามชอบ พอเดือดก็ยกลง เป็นอันเสร็จ พร้อมใช้ในการขาย
โดยเอกยศแนะนำว่า การทานขนมจีนให้อร่อยนั้น ต้องอุ่นน้ำยาให้ร้อนตลอดเวลา เพื่อให้มีกลิ่นหอม

และแม้ร้านอาหารบุฟเฟ่ต์จะใช้ราคาถูกเพื่อดึงดูดลูกค้า
แต่เรื่องฝีมือการปรุงอาหาร และการบริการ ยังมีความสำคัญมากเช่นกัน ต้องควบคุมให้คุณภาพ-รสชาติดีคงที่
เพราะหากทำไม่อร่อย แม้ราคาจะถูกแค่ไหน ก็คงไม่มีใครเข้าร้านมากจนพอมีกำไรจากการขายแบบบุปเฟ่ต์อย่างแน่นอน

หัวใจของร้านอาหารแบบบุฟเฟ่ต์ นอกจากเรื่องปริมาณ และรสชาติแล้ว ด้านการบริการก็ยังเป็นส่วนสำคัญ
รวมถึงเรื่องความสะอาด ทำเล เพราะเหล่านี้จะส่งผลถึงการประสบความสำเร็จ”

ร้านขนมจีนบุฟเฟ่ต์ มีน้ำยา ของเอกยศ อยู่ในซอยลาดพร้าว 71 เบอร์โทรศัพท์คือ 08-7007-0006, 08-0667-7008
และนี่ก็เป็นอีกหนึ่ง ไอเดียธุรกิจอาหารประเภทจานเดียว...ที่วันนี้ยังไปได้.

ศิริโรจน์ ศิริแพทย์ : รายงาน
ข้อมูลโดย : http://www.dailynews.co.th

งานอาชีพที่เกี่ยวข้อง : ‘ขนมจีนไหหลำ’ อร่อยแปลกแหวกตลาด

สารบัญแนะนำอาชีพสร้างรายได้ : งานด้านอาหาร

วันพุธที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2554

'นาฬิกาไอเดียศิลป์' ถักๆ เพนท์ๆ เป็นเงินงาม

'นาฬิกาไอเดียศิลป์' ถักๆ เพนท์ๆ เป็นเงินงาม












นาฬิกาข้อมือแฟชั่นสีสันลวดลายต่างๆ ที่มีขายกันอยู่ทั่วไป เมื่อนำมาตกแต่งใส่ไอเดีย
ใช้งานฝีมือและงานศิลปะเพิ่มลูกเล่นเข้าไป ก็เป็นการเพิ่มมูลค่าสร้างราคาให้กับสินค้าได้เป็นอย่างดี
ซึ่งวันนี้ทีม “ช่องทางทำกิน” มีข้อมูลการนำสายหนังชามัวร์สีสันต่างๆ มาถักเป็นสายนาฬิกาข้อมือ
นำศิลปะการเพนท์ลวดลายใส่ลงไปบนหน้าปัดนาฬิกา เป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้า
และฉีกแนวสินค้าให้แตกต่าง มานำเสนอให้พิจารณากัน...

เอิน-พัสตราภรณ์ สุขันธ์ เป็นเจ้าของผลงานนาฬิกาแฟชั่นแฮนด์เมด ทำ “นาฬิกาไอเดียศิลป์” จำหน่ายมา 3 ปี
เจ้าตัวเล่าว่า งานตัวนี้เริ่มทำมาตั้งแต่ยังเป็นนักศึกษา โดยแบ่งออกเป็นงานที่ใช้สายชามัวร์ถักเป็นสายข้อมือ
และงานเพนท์หน้าปัดนาฬิกาเป็นลวดลายต่างๆ ซึ่งสำหรับงานถักสายนั้นมาจากพี่สาวเป็นคนริเริ่มในตอนแรก
พอมีเวลาว่างจากการเรียนก็ลองฝึกทำกับพี่สาว แล้วลองนำไปขายที่ตลาดอินดี้ทาวน์

จากการที่ไปวางขายก็ได้รับการตอบรับจากกลุ่มลูกค้าเป็นอย่างดี จึงได้ทำขายอย่างเป็นจริงเป็นจัง
และเริ่มปรับปรุงพัฒนาสินค้าให้สวยงามดูดีขึ้นไปอีก โดยจะออกแบบสายนาฬิกาถัก เลือกสีให้เข้ากันกับตัวเรือน
และนำตุ๊กตาน่ารักๆ มาห้อยแทนลูกปัดที่ใช้ห้อยในตอนแรก เพื่อเป็นการทำให้นาฬิกาดูดีมีราคามากขึ้น

ต่อมาเริ่มมีคนทำเลียนแบบออกมาเยอะมาก ทำให้มีคู่แข่งทางการค้าเพิ่มขึ้น จึงต้องพัฒนาและฉีกรูปแบบใหม่
พอดีพอจะมีความรู้ทางศิลปะอยู่บ้าง จึงเกิดไอเดียที่จะเพนท์ลวดลายลงบนหน้าปัดนาฬิกา
เป็นสินค้าใหม่ขึ้นมาเพื่อสร้างความแตกต่างจากคนอื่น จึงได้ทดลองทำ โดยสั่งนาฬิกาที่เป็นรูปสี่เหลี่ยมมาใช้
เพราะมีพื้นที่ว่างให้สามารถออกแบบงานเพนท์เพิ่มเติมเข้าไปได้ ซึ่งก็ทดลองทำอยู่หลายวัน นาฬิกาเสียไปหลายเรือน

“ต้องไปขอเรียนรู้วิธีการถอดนาฬิกาเอาหน้าปัดออกจากตัวเรือน โดยไปขอเรียนจากร้านนาฬิกา
การเพนท์ก็ต้องระวังไม่ให้ไปโดนเครื่อง เพราะจะทำให้เครื่องนาฬิกาเสีย ทำเสร็จแล้วก็ใช้งานไม่ได้”

'นาฬิกาไอเดียศิลป์' ถักๆ เพนท์ๆ เป็นเงินงาม-1







นาฬิกาเพนท์หน้าปัดนั้น มีทั้งแบบเพนท์ลวดลายแล้วใช้สติกเกอร์รูปการ์ตูนต่างๆ ติดเพิ่มเข้าไป
หรือใส่ชื่อตามลูกค้าสั่ง หรือจะเป็นการเพนท์เป็นรูปต่างๆ ลงบนหน้าปัดล้วนๆ ก็มี ซึ่งราคาก็จะแตกต่างกันไป
และอาจจะเพิ่มเติมด้วยการถักสายใส่ แทนสายนาฬิกาที่ติดมาอยู่เดิมก็ได้

วัสดุอุปกรณ์ในการถักสายนาฬิกา และเพนท์หน้าปัดนาฬิกา
หลักๆ ก็มี... สายหนังชามัวร์หลากสี ขนาด 3 มิลลิเมตร, ตัวหนีบ (สำหรับหนีบปลายสาย หนังไว้ติดโซ่คล้องข้อมือ),
โซ่ที่เป็นตะขอไว้คล้องข้อมือ, คีม, สีอะคริลิก, พู่กัน, สติกเกอร์รูปการ์ตูนต่าง ๆ แบบนูน

“ตัวเรือนนาฬิกาเลือกซื้อได้ที่ตลาดสำเพ็ง โดยการเลือกนั้นต้องดูรูปแบบที่สวย สีสดใส
ส่วนงานที่เป็นแบบเพนท์หน้าปัดนั้น เราจะสั่งทำนาฬิกาโดยเฉพาะ เป็นทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า
เพื่อให้มีพื้นที่ในการเพนท์รูปลงไปได้ ส่วนอุปกรณ์อื่น ๆ ก็สามารถซื้อได้จากแหล่งเดียวกัน”

ขั้นตอนการทำนาฬิกาถักสาย
เริ่มจากนำนาฬิกาที่ต้องการจะทำมาถอดสายเดิมออก เลือกสายหนังชามัวร์
โดยเลือกสีของสายหนังชามัวร์ให้อยู่ในโทนเข้ากันกับสีของตัวเรือน ไล่สีจากเข้มไปอ่อน
จะใช้จำนวนกี่เส้นก็อยู่ที่ขนาดหน้ากว้างของพื้นที่ใส่สายนาฬิกา
ตัดให้สายหนังชามัวร์ได้ความยาวมาตรฐาน โดยวัดจากข้อมือ

จากนั้นก็นำไปเรียงใส่ใต้ตัวเรือน ใช้หมุดจากสายเก่าล็อกสายหนังไว้
แล้วก็ทำการถักสายหนัง ลักษณะคล้ายการถักเปียให้สายไขว้ไปมาสลับสีดูสวยงาม
(สำหรับคนที่หัดใหม่ควรทดลองจากการใช้สายหนังแค่ 4 เส้นก่อน เพราะจะถักไม่ยากนัก) ถักจนสุดปลายสาย
ใช้กรรไกรตัดปลายให้เท่ากัน นำตัวหนีบมาหนีบปลาย ใช้คีมบีบตัวหนีบให้ติดแน่น ทำเหมือนกันอีกข้าง
จากนั้นติดโซ่คล้องติดข้อมือ ติดตัวการ์ตูนห้อยเข้าไป ก็เป็นอันเสร็จ

ขั้นตอนการเพนท์หน้าปัดนาฬิกา
นำนาฬิกามาทำการถอดแยกเอาหน้าปัดออกมา จากนั้นก็ใช้สีขาวทำการทารองพื้นหน้าปัดก่อน
พอสีรองพื้นแห้งก็ลงมือวาดลวดลายตามที่ต้องการ โดยต้องใช้สีที่อยู่ในโทนเดียวกับสายนาฬิกาด้วย
เมื่อเพนท์เสร็จแล้ว พักไว้ให้สีแห้ง จากนั้นก็ใช้สติกเกอร์รูปการ์ตูนติดเข้าไปตามต้องการ
แล้วก็ใช้ปากกาสีดำทำการตัดเส้นขอบอีกครั้ง ทำการประกอบหน้าปัดเข้ากับตัวเรือนนาฬิกา เท่านี้ก็เรียบร้อย

งานนาฬิกาถักสาย และนาฬิกา เพนท์หน้าปัดที่เอินทำอยู่ สามารถตั้งราคาขายได้ตั้งแต่ 250-450 บาท
โดยราคานาฬิกาถักสายนั้นขึ้นอยู่กับความสั้นยาวของสายที่ถัก
ส่วนราคานาฬิกาเพนท์หน้าปัดก็จะขึ้นอยู่กับความยากง่ายในการเพนท์
นอกจากนั้น ร้านของเอินยังมีงานรูปแบบอื่นๆ ให้ลูกค้าได้เลือกอีกหลากหลาย

ช่วงนี้เอินเปิดหน้าร้านอยู่แถวๆ สถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน จตุจักร สำหรับผู้ที่สนใจชิ้นงานลักษณะนี้ ก็แวะไปชมกันได้
หรือถ้าต้องการจะสั่งทำ ก็ลองโทรศัพท์ไปคุยได้ที่ โทร. 08-0465-4225
ทั้งนี้ งาน “นาฬิกาไอเดียศิลป์” การต่อยอดนาฬิกาแฟชั่นให้มีมูลค่าเพิ่มขึ้น
นี่ก็เป็นอีก “ช่องทางทำกิน” ที่มองข้ามไม่ได้.

บดินทร์ ศักดาเยี่ยงยงค์ : รายงาน
ที่มาข้อมูล : http://www.dailynews.co.th

อ่านเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง : ‘นาฬิกาดีไซน์’แปร ‘เศษไม้’ เป็นอาชีพ

สารบัญแนะนำอาชีพสร้างรายได้ : งานประดิษฐ์ สิ่งของเครื่องใช้

สบู่เหลว สมุนไพรใช้ประจำทำขายสบาย

สบู่เหลว สมุนไพรใช้ประจำทำขายสบาย














เครื่องอุปโภคที่เราใช้กันอยู่เป็นประจำทุกวันนั้น ส่วนใหญ่แล้วเกี่ยวกับการทำความสะอาดของร่างกาย
ไม่ว่าจะเป็น สบู่-ใช้ชำระล้างร่างกาย, แชมพู-ไว้สระผม, ผงซักฟอก-ซักผ้า, น้ำยาล้างจาน เป็นต้น

ดังนั้นตลาดของสินค้าประเภทนี้จึงไม่มีวันตาย
เพราะมีความจำเป็นจะต้องใช้กันทุกวัน ทุกคน และทุกครัวเรือนนั่นเอง
หากคุณแม่บ้านสามารถทำไว้เพื่อใช้ในครัวเรือนได้เอง นอกจากจะเป็นการประหยัดแล้ว
ยังสามารถนำไปจำหน่ายให้กับเพื่อนบ้าน เพื่อเป็นรายได้เสริมอีกทางหนึ่งด้วย

ขณะนี้มีการนำสมุนไพรมาเป็นส่วนผสม เพื่อเป็นการส่งเสริมสินค้าเกษตรกรรม
รวมทั้งเป็นการนำของพื้นบ้านเรามาใช้ให้เป็นประโยชน์มากขึ้น

สมัยโบราณนั้น ใช้ขี้เถ้า ขี้ผึ้ง มาชำระคราบไคลจากร่างกาย ก่อนที่จะมีวิวัฒนาการเรื่อยมาจนเป็น สบู่ก้อน
ซึ่งเวลาจะใช้ต้องนำก้อนสบู่มาถูกับน้ำให้เกิดฟอง แล้วจึงจะนำมาทำความสะอาดร่างกายได้
จากนั้นจึงพัฒนาต่อจนเป็น สบู่เหลว

สบู่เหลว หรือ ครีมอาบน้ำ ถือกำเนิดมาเมื่อ 10 กว่าปีนี่เอง ซึ่งเป็นความสะดวกสบายของผู้ใช้
ที่เทครีมแล้วใส่น้ำเล็กน้อย ลูบไล้ไปทั่วตัว เท่านี้ก็จะเกิดฟองทำหน้าที่ชำระสิ่งสกปรกได้เหมือนสบู่ก้อน
ใช่แล้วค่ะ! วันนี้จะพาคุณแม่บ้าน-พ่อเรือนไปทดลองทำ สบู่เหลว กัน โดยผู้ใหญ่หวานคนเดิม
ที่เคยให้ข้อมูลเรื่องการทำ ลอดช่องสิงคโปร์กึ่งสำเร็จรูป กับคอลัมน์ฯ มาแล้วครั้งหนึ่ง
คราวนี้ผู้ใหญ่หวานบอก ว่ายินดีให้ข้อมูลและเปิดสอนฟรีอีกด้วย

ไม่ต้องรอช้ามาเตรียมอุปกรณ์กันก่อนเลย
มีกะละมัง-ถังพลาสติก, ไม้พายไม้, เตาแก๊ส, หม้อสำหรับต้มน้ำ, ผ้าขาวบาง, เครื่องบดอาหาร, กรวยพลาสติก

ส่วนผสม มีดังนี้
ไทรเอทาโนลามีนลอรัลซัลเฟต (หัวสบู่เหลว) 5 กก.,
โซเดียมลอรัลอีเธอร์ซัลเฟต (N8000) 1 กก.,
โซเดียมลอรัลซัลเฟต (ผงฟอง) 200 กรัม,
โซเดียมคลอไรด์ (ผงข้น) 2 ปอนด์,
หัวน้ำหอม(กลิ่นตามชอบ) 2 ออนซ์,
ขมิ้นสด 1 กก. หรือแตงกวา 4 กก. หรือมะขามเปียก 1.5 กก.
น้ำกลั่น 12 ลิตรและสีผสมอาหารเล็กน้อย
ทั้งหมดนี้หาซื้อได้ที่ สี่แยกวัดตึก กรุงเทพฯ ราคาไม่รวมสมุนไพรตก 700-900 บาท

วิธีการเตรียม
ขมิ้นชัน
ล้างน้ำให้สะอาดปอกเปลือก แล้วบดให้ละเอียด ขณะที่บดนั้นใส่น้ำลงไปด้วย 1-2 ลิตร จะได้ละเอียดดี
นำมาผสมน้ำอีก 2 ลิตร แล้วกรองด้วยผ้าขาวบาง
นำน้ำที่ได้ไปต้มกับน้ำกลั่นอีก 5 ลิตร ต้มให้เดือดนำมากรองอีกครั้ง ตั้งพักไว้ให้เย็น

แตงกวา
ล้าง-หั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ ปั่นผสมน้ำสัก 1-2 ลิตรให้ละเอียด ผสมกับน้ำอีก 2 ลิตร แล้วกรองด้วยผ้าขาวบาง
นำน้ำแตงกวาที่ได้ไปต้มกับน้ำอีก 5 ลิตรให้เดือด แล้วยกลงมา กรองด้วยผ้าขาวบางอีกครั้ง ตั้งพักไว้ให้เย็น

มะขามเปียก
ต้องใช้มะขามที่ไม่มีเมล็ดและแกะสาแหรกออกเรียบร้อยแล้ว ต้มกับน้ำ 5 ลิตร คั้นเอาแต่น้ำมะขาม
กรองด้วยผ้าขาวบาง นำไปต้มกับน้ำอีก 5 ลิตร แล้วยกลงมากรองด้วยผ้าขาวบางอีกครั้ง ตั้งพักไว้ให้เย็น

ขั้นตอนต่อไป ให้นำผงฟองมาผสมกับน้ำ 2 ลิตรในถังพลาสติก ใช้ไม้พายไม้คนให้ละลาย
นำน้ำที่เหลือใส่ลงไปผสมลงไปให้หมด แล้วค่อยๆ ใส่หัวสบู่, N8000, น้ำหอม และน้ำสมุนไพรที่ตั้งทิ้งไว้ให้เย็นดีแล้ว

หากเป็นสูตรขมิ้นก็ใช้แต่น้ำขมิ้น สูตรแตงกวาก็ใช้น้ำแตงกวา สูตรมะขามเปียกก็ใช้น้ำมะขามเปียกที่เตรียมไว้
ใช้อย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น ห้ามนำมาผสมรวมกัน

แล้วจึงใช้ไม้พายกวนไปในทางเดียวกันให้ส่วนผสมเข้ากันดี แล้วจึงค่อยๆ ใส่ผงข้น
หากเป็นสูตรแตงกวาให้ใช้สีเขียวอ่อนสัก 1-2 ฝา ผสมน้ำเล็กน้อยก่อนใส่ลงไป
สูตรขมิ้นนั้นไม่ต้องใส่สีเพราะสีขมิ้นสวยอยู่แล้ว
สูตรมะขามเปียกใช้สีน้ำตาลอ่อน 1-2 ฝาผสมน้ำก่อนใส่ลงไปเช่นกัน

แล้วจึงกวนต่อ ที่ต้องกวนไปทางเดียวกันนั้นเพราะว่าการกวนไปมาจะเกิดฟอง ทำให้กวนลำบาก
และไม่ทราบว่าเข้ากันดีหรือยัง กวนไปทางเดียวกันจะทำให้ส่วนผสมเข้ากันได้ดี เนื้อเนียนเสมอกันเร็วกว่า
ทั้งหมดนี้ใช้เวลากวนประมาณ 1 ชม. แต่จะต้องทิ้งไว้ 1 คืนเพื่อให้หมดฟอง วันรุ่งขึ้นจึงจะนำมาบรรจุขวดได้

ตามสูตรนี้จะได้สบู่เหลว มะขามเปียก 20 ลิตร แตงกวา 22 ลิตร ขมิ้น 19 ลิตร
แบ่งบรรจุขวดละ 400 ซีซี ต้นทุนรวมค่าแรง ค่าขวด ค่าฉลาก ตกขวดละ 25 บาท ขายส่ง 27 บาท ขายปลีก 35 บาท

จะเห็นได้ว่าตามส่วนผสมนี้ผู้ใหญ่หวานไม่ใส่สารกันบูดเลย ครีมอาบน้ำที่ทำสำเร็จแล้วจึงมีอายุอยู่ได้ 3-6 เดือน
แต่ถ้าใครจะใส่ก็ใส่ไปตอนที่ต้มสมุนไพร แต่ไม่แนะนำให้ใช้
เพราะการใช้สารเคมีนั้น จะต้องมีความรู้เรื่องวิธีการใช้ว่าต้องใช้ปริมาณเท่าใด แบบไหนจึงจะไม่เป็นอันตราย
ดังนั้นเมื่อเราไม่มีความรู้ก็ไม่ต้องใช้เลยจะดีกว่า** ?

คุณแม่บ้านพ่อเรือนสามารถนำสูตรนี้ไปทดลองทำกันได้เลย
หากคิดว่าทำไว้ใช้เอง ก็สามารถลดส่วนผสมลงตามอัตราส่วน
ทดลองลงมือทำกันดูก่อน เมื่อติดขัดแล้วจึงค่อยสอบถาม จะได้ความรู้ทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ
หากว่ายังไม่ลงมือทำ มัวแต่สงสัยก็ยังคงมีความสงสัยอยู่ร่ำไป** ?

ลงมือปฏิบัติกันก่อนเถอะค่ะ!** เมื่อสงสัยก็ถาม** นำไปปฏิบัติต่อจะได้ความกระจ่าง
ติดต่อ ผู้ใหญ่หวาน กัญญา ตระกูลชีวพานิตต์ ได้ที่กลุ่มแม่บ้านสายบัว หมู่ 5 แขวงและเขตคันนายาว กรุงเทพฯ
โทร. (02) 517-2519, (01) 319-7292

ขณะนี้ได้ทำการเปิดสอนฟรีตั้งแต่เวลา 10.00-12.00 น. ทุกวันอาทิตย์แรกของเดือน.

จาก คอลัมน์ช่องทางทำกิน เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 25 ต.ค. 2543
ที่มาข้อมูล : http://library.dip.go.th
ภาพประกอบจาก : http://www.fotosearch.com

อ่านเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง :
สบู่ลูกยอ... สร้างงาน สร้างรายได้สู่ชุมชน

สารบัญแนะนำอาชีพสร้างรายได้ : งานประดิษฐ์ สิ่งของเครื่องใช้

น้ำหมักกําจัดเชื้อราในโรงเห็ดฟางโรงเรือน

การเพาะเห็ดฟางในโรงเรือนเปนอาชีพหนึ่งที่นายประนอม สุวรรณคติ เกษตรกรตําบลโรงชางไดนํามาเปนอาชีพหลัก
เพราะเปนอาชีพที่ไมยุงยาก ประกอบกับทําใหมีรายไดดีมีตลาดรองรับแนนอน
แตการเพาะเห็ดฟางโรงเรือนก็มีศัตรูที่สําคัญมาก
หากไมมีวิธีการปองกันกําจัดก็จะทําใหไดผลผลิตนอย ไมคุมคาตอการลงทุน
ก็คือเห็ดคูแขงหรือที่เรียกวาเห็ดที่ไมไดเพาะแตขึ้นมาดวยไดแกเชื้อราเขียว, ราสีสม, ราขาว

นายประนอม สุวรรณคติ จึงไดพยายามคิดคนวิธีการวาทําอยางไรจึงจะกําจัดเชื้อราที่เราไมตองการได
และไมมีสารพิษตกคางที่ผลผลิตได พยายามศึกษาโดยสอบถามจากเจาหนาที่เกษตร, เอกสาร
และไดทดลองทําแลวนําไปใช ปรากฏวาไดผลดีมาก

มีวัสดุการทําดังนี้
วัสดุ
1. เปลือกมังคุดหั่นชิ้นพอประมาณ
2. เอสทินแอลกอฮอล 70% (แอลกอฮอลลางแผล)
3. ถังพลาสติก 1 ใบ

วิธีการทํา
1. นําเปลือกมังคุดมาหั่นใหมีขนาดเล็กพอประมาณ
2. นําเอสทินแอลกอฮอลเทลงพอทวมเปลือกมังคุด หมักนาน 24 ชั่วโมง
3. นําน้าหมักมากรองดวยผาขาวบาง เทใสขวดตั้งไวในที่รม

อัตราการใช
อัตรา 20 ซีซี/น้ำ 3 ลิตร (ใชเขมขน) ฉีดบริเวณที่เปนเชื้อรา เชื้อราจะตายไปไมลุกลามไปที่อื่น


โดย นางทองอุไร เอี่ยมละออ
สํานักงานเกษตรอําเภอพรหมบุรี

ข้อมูลจาก : http://phromburi.singburi.doae.go.th/KM/organic/Km_001.pdf

อ่านเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง :
'เพาะเห็ดฟาง' ถึงไม่ใหม่แต่ก็ยังขายดี
การเพาะเห็ดฟางในตะกร้าพลาสติก

สารบัญแนะนำอาชีพสร้างรายได้ : งานการเกษตร เพาะพันธุ์พืช

วันอังคารที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2554

งานด้านอาหาร

‘กบกระป๋อง’ ทางเลือก ‘เพิ่มมูลค่า’
‘กระท้อนทรงเครื่อง’ เพิ่มมูลค่าผลไม้-ทำเงิน
‘กวนเชียงปลา’ ทำเงินจากคนเบื่อหมู
‘กลีบลำดวน’ ขนมมงคล-สร้างอาชีพ
กุยช่ายแป้งสด ทำเงินแบบแตกต่าง
'ก๋วยเตี๋ยวน้ำปลาหมึก' น้ำซุปเด่น...สร้างจุดขาย
‘ขนมจีนบุฟเฟ่ต์’ ไม่ใหม่...แต่ยังไปได้ดี!!
‘ขนมจีนไหหลำ’ อร่อยแปลกแหวกตลาด
'ขนมดอกกระโดน'จับอดีตมาหยอดเป็นเงิน
'ขนมตาล-ขนมกล้วย' ขนมอนุรักษ์ที่ยังทำเงินงาม
'ขนมโตเกียว' ทำขายได้ตลอดไม่ตกยุค
ขนมเบื้องญวน สูตรโบราณ...บานกำไร
ขนมปังหน้าหมู ขายคล่อง-ทำง่าย-รายได้ดี
'ขนมเปี๊ยะดอกไม้' หน้าตาแปลกใหม่ น่าสน
'ข้าวตังเสวยธัญพืช' อาชีพอิงกระแสสุขภาพ
‘ไข่เค็มปลอดสาร’ ‘อาหารสุขภาพ’ ทำเงิน
ขายขนมวุ้นเป็นอาชีพเสริม ไม่ยากอย่างที่คิด
ข้าวเกรียบสาหร่ายไร้น้ำตาลอาหารว่างจาก "วังสวนจิตรฯ"
‘ข้าวเกรียบอ่อนเบญจรงค์’ ‘2 ซอส-5 ไส้’ไอเดียวัยโจ๋ !
'ข้าวแกงปักษ์ใต้' ชื่อได้-มีสูตรดี-มีอาชีพ
ข้าวแกงทอด "คุณตุ้ย" นวัตกรรมประยุกต์ "อิ่มอร่อยหลายรส" คนไทยคิด คนไทยผลิต
‘ข้าวโพดคลุก’ ‘ธัญพืช’ เพิ่มจุดขาย
'ข้าวเหนียวมูน-น้ำกะทิทุเรียน' ทำง่ายๆ แต่ก็ 'ไม่ธรรมดา'
“ข้าวเหนียวสองดัง” อีกหนึ่งขนมพื้นถิ่นทำเงิน
'เครป20บาท''ไม่จำกัดไส้'ขายคล่อง
‘คุกกี้น้องหนอน’ ขนมทำง่าย-ขายคล่อง
'จานด่วนมังสวิรัติ' 'เพื่อสุขภาพ' เป็นจุดขาย
"ชะอำบาร์บีคิว" เผยสูตรเด็ด แฟรนไชส์ของคนทุนน้อย
‘ซอสผัดปรุงรส’ ไม่มีโรงงานก็ทำขายได้
ซาลาเปาลูกท้อ ยังขายได้ รายได้ไม่ชวนท้อ
‘ซาลาเปารสขิง’ เมนูสุขภาพ...มัดใจลูกค้า
‘ซูชิข้าวกล้อง’ คิดจุดต่าง-สร้างจุดขาย
'ต้มยำหัวปลา'ไม่ใหม่..แต่ยังน่าทำขาย
‘บัวลอยไข่เค็ม’ หา ‘จุดต่าง’ สร้างอาชีพ
“บัวลอยแฟนซี มีไส้” แปลกใหม่ได้ใจลูกค้า
ปลานิลแดดเดียว แปรรูปง่ายๆ รายได้งาม
‘ปลาดุกเส้น’ แปรรูปเด่น-ราคาดี !!
‘ปลาร้ายี่สกข้าวคั่ว’ สูตรนี้ขายดี-ไม่เหมือนใคร
ปลุกชีพข้าวหมากตลาดน้ำ เติมความรู้เจาะคนรุ่นใหม่
แปรรูป มะขาม‘จี๊ดจ๊าดบ๊วย’ก็สูตรเด็ด
ผัดไทย“แป้งเผือก”เมนูอาหารเทศกาลเจ
'น้ำผัดหมี่ปรุงสำเร็จ'ต่อยอดทำเงินจากเมนูดัง
‘น้ำปรุงผัดไทย’ ต่อยอดอาชีพเพิ่มรายได้
อย่ามองข้าม "น้ำพริกกระปุก" อาชีพนี้ทำง่าย ขายได้เรื่อยๆ
'มะเฟืองหยี' จี๊ดจ๊าดโดนใจ-กำไรดี
เม็ดมะม่วงกรอบแก้ว ขายได้ตลอดปี-ขายดีปีใหม่
มารักษาสุขภาพ กับอาหารเจ (ไม่ใส่ผงชูรส) ด้วยฝีมือกุ๊กชำนาญกว่า 30 ปี
โรตีรสชาติไทยๆ สูตร 'กะเพราไก่-ไข่ชะอม'
ร้านอาหารอีสาน แซบให้ดีก็ต้องมี 'เทคนิค'
‘ลูกอมกากฝรั่ง’ กับ ‘สังขยาแปะก๊วย’
'วุ้นสารพัดหน้า' สวย+อร่อย..รับรองขายดี
'ส้มตำเมนูใหม่' ไอเดียแปลกก็แหวกตลาด
สารพัด ‘ขนมปี๊บ’ ‘แบ่งแพ็กขาย’ กำไรดี
'มันบด-ซุปเห็ด'ปรุงรสไทยๆ ขายฉลุย
หน่อไม้ฝรั่งแผ่นปรุงรส อุดมด้วยคุณค่าโภชนาการ
'หม้อแกงถ้วยเมล็ดขนุน' รูปแบบใหม่-สูตรใหม่..น่าสน
'หม้อแกงหม้อดิน' 'อ่อนหวาน' รายได้ไม่อ่อน
'หมูสะเต๊ะ' ยังขายได้ขายดีไม่มีตก
'หมูอบโอ่ง' รสชาติเข้าที-มีจุดขาย
‘หอยทับทิม’ แปรรูปขายรายได้น่าสน
'ห่อหมก(จิ๋ว)'ไม่ต้องมีหน้าร้านก็ขายได้
ห่อหมกย่าง ใส่มะพร้าวอ่อน
อดีตนักฟุตบอลทีมชาติ ผันอาชีพ "ขายหมูไม้กระเทียมพริกไทย" สร้างงาน ทำเงิน
'อิตาเลียนจานด่วน' จุดขายแปลกใหม่ไม่จำเจ

‘ไอศกรีมผมไม้’ จุดขายเพื่อสุขภาพ
‘ไอศกรีมมะพร้าวหอม’ จุดเด่นที่ถ้วย-จุดขายที่เครื่อง
ไอศกรีมมะพร้าวอ่อนในถ้วยดินเผา เสิร์ฟอร่อยบนความต่าง
'ไอศกรีมโฮมเมด' แข่งขันสูง...แต่ยังมีช่องว่าง


เครื่องดื่ม
Coffee Car กาแฟสด ธุรกิจคนขยันต้นทุนน้อย
‘เครื่องดื่มธัญพืช’ เพื่อสุขภาพคือจุดขาย
‘เครื่องดื่มสมุนไพร’ ‘ผงสำเร็จรูป’ ยังขายได้
‘เฉาก๊วยปั่นเกล็ดหิมะ’ เพิ่ม ‘จุดต่าง’ สร้างธุรกิจ!
‘ธุรกิจนมปั่น’ เพื่อสุขภาพ...ยังไปได้ดี !!
เปิดสูตร “โกโก้” ร้านกาแฟไฮโซติดดิน

วันจันทร์ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2554

'เมี่ยงปลาหมุน' เมนูเพื่อสุขภาพทำเงิน

'เมี่ยงปลาหมุน' เมนูเพื่อสุขภาพทำเงิน











หากพูดถึง “เมี่ยง” หลายๆ คนคงจะนึกถึงเมี่ยงคำเป็นอันดับแรกๆ
ซึ่งวันนี้ทีม “ช่องทางทำกิน” ก็มีข้อมูลอาชีพเกี่ยวกับเมี่ยงมาให้พิจารณากัน
แต่ไม่ใช่เมี่ยงคำ เป็นอีกหนึ่งเมนูเมี่ยงที่ดีต่อสุขภาพ
เพราะวัตถุดิบหลักทำจากปลา อุดมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการ เมี่ยงที่ว่านี้ก็คือ “เมี่ยงปลา

ไพฑูล เพ่งกลิ่น เจ้าของสูตร “เมี่ยงปลาหมุน” เล่าว่า ทำอาชีพขายเมี่ยงปลาหมุนมาประมาณ 2 ปี
ก่อนหน้านี้เป็นพนักงานฝ่ายการตลาดหนังสือพิมพ์กีฬาฉบับหนึ่งนานถึง 14 ปี เมื่อถึงจุดหนึ่งก็อยากมีธุรกิจส่วนตัวทำ
จึงลาออกจากงานมามองหาลู่ทาง ซึ่งช่วงเป็นพนักงานฝ่ายการตลาดนั้นออกต่างจังหวัดตลอด
มีโอกาสได้เจอกับของกินแปลก ๆ โดยเฉพาะอาหารพื้นเมืองจะชอบกินมาก ก็พุ่งเป้าไปที่การขายอาหารกลุ่มนี้

ระหว่างที่มองหาอาชีพใหม่ ก็ทราบว่าธุรกิจเมี่ยงปลาเผากำลังดังอยู่ที่ชลบุรี และย่านหลังมหาวิทยาลัยรามคำแหง
ก็สนใจ เลยสำรวจดูในโซนที่ตั้งใจจะทำการค้า พบว่ายังไม่มีใครทำ จึงตัดสินใจทำอาชีพนี้โดยนำสูตรจากซีพีมาปรับ
ลองผิดลองถูกอยู่นาน 3 เดือน ก็ลงตัวเป็นสูตรมาตรฐานของตัวเอง ซึ่งกระแสตอบรับก็ดี

ปลาที่ไพฑูลใช้เป็นปลาทับทิม ใช้ปลาสดๆ นำมาย่าง เนื้อปลาจะหวานสดอร่อย
ไม่มีการย่างค้างเอาไว้รอขายให้ลูกค้าเสียความรู้สึก ซึ่งสำหรับลูกค้าประจำจะมีการโทรฯสั่งล่วงหน้า 20-30 นาที
เมื่อลูกค้ามาถึงปลาก็ย่างสุกพอดี นอกจากนี้ ยังมีการเพิ่มเติมกลยุทธ์เรียกลูกค้าแบบถึงอกถึงใจด้วยระบบ “เดลิเวอรี่”
บริการส่งอาหารถึงบ้านลูกค้าในย่านซอยวัชรพล และบริเวณใกล้เคียง โดยไม่คิดค่าบริการเพิ่มแต่อย่างใด

สำหรับการทำอาชีพนี้ วัสดุอุปกรณ์หลักๆ ก็มี เตาหมุนย่างอัตโนมัติ, ถาดสเตนเลส, กะละมัง, คีมคีบถ่าน
และถ่านหุงข้าว ขณะที่ส่วนผสม-วัตถุดิบ หลักๆ คือ ปลาทับทิม, เกลือป่น, ตะไคร้, ใบมะกรูด

เครื่องเคียงที่กินคู่กับปลา ก็ประกอบด้วย เส้นหมี่ลวก และผักสด นานาชนิด
โดยผักที่ใช้รอง ก็เช่น ผักกาดหอม, ผักกาดขาว และใบชะพลู
ส่วนผักแกล้ม ก็มี ใบสะระแหน่, โหระพา, ผักชีฝรั่ง, ผักชีไทย เป็นต้น

หัวใจสำคัญของอาหารชนิดนี้ ซึ่งไพฑูลเรียกว่า “เมี่ยงปลาหมุน” อยู่ที่ “น้ำจิ้มรสเด็ด
จะมีทั้งน้ำจิ้มเผ็ด หรือน้ำจิ้มซีฟู้ด รสชาติเปรี้ยว หวาน เค็ม เผ็ดสะใจ และน้ำจิ้มหวาน รสกลมกล่อม หวานอมเปรี้ยว

ขั้นตอนการทำ “เมี่ยงปลาหมุน”
เริ่มจากนำปลามาทำความสะอาด ผ่าท้องควักไส้ ไม่ต้องขอดเกล็ด ล้างให้สะอาด พักพอสะเด็ดน้ำ
นำตะไคร้ทุบพอแตก ใบมะกรูดฉีก ยัดเข้าไปในพุงปลาให้เต็ม เพื่อดับกลิ่นคาว
นำเกลือป่นที่เตรียมไว้มาคลุกให้ทั่วตัวปลา นำเหล็กแหลมหรือไม้ที่ใช้ย่างปลามาเสียบตัวปลา ก่อนจะนำไปย่าง

การย่างจะใช้เตาถ่านที่ไฟร้อนกรุ่นๆ อยู่ด้านล่าง โดย อุปกรณ์สำหรับย่างต้องสั่งทำพิเศษ
ใช้มอเตอร์เป็นตัวขับเคลื่อน ใช้ไฟฟ้าเป็นแหล่งพลังงาน ทำให้เกิดการหมุนตัวปลาที่ย่าง
ใช้เวลาหมุนย่างประมาณ 25 นาที ปลาก็จะสุกสม่ำเสมอกันดี มีสีสันและกลิ่นหอมชวนรับประทาน

สำหรับน้ำจิ้มรสเด็ด
ถ้าเป็นน้ำจิ้มชนิดเผ็ด หรือน้ำจิ้มซีฟู้ด ส่วนผสมก็มี พริกขี้หนูสวนสีเขียวสด, รากผักชี,
กระเทียมกลีบเล็กปอกเปลือก, โหระพา, มะนาว, เกลือ และน้ำตาลทราย
โดยนำน้ำตาลทรายกับน้ำไปต้มจนเป็นน้ำเชื่อม แล้วทิ้งไว้ให้เย็น ปั่นกระเทียม ใบโหระพา รากผักชี,
พริกขี้หนูทั้งหมด ให้ละเอียดเป็นเนื้อเดียวกัน เทใส่ในชาม
เติมน้ำเชื่อม เกลือ น้ำมะนาว คนให้เกลือละลาย ปรุงรสให้แซบสะใจ เปรี้ยว เค็ม หวาน

ถ้าเป็นน้ำจิ้มหวาน ใช้น้ำมะขามเปียก, น้ำปลา, น้ำตาลปี๊บ และถั่วลิสงตำหยาบ
โดยนำน้ำตาลปี๊บใส่หม้อต้ม เติมน้ำสะอาดลงไปนิดหน่อย
พอเดือดก็ใส่น้ำปลา น้ำมะขามเปียก คนผสมให้เข้ากัน เคี่ยวต่อจนงวด ชิมให้ได้รสเปรี้ยว เค็ม หวาน
โรยหน้าด้วยถั่วลิสงคั่วตำหยาบๆ หรือจะใช้ถั่วตัดก็ได้ รสชาติจะจัดจ้านอีกแบบ

การขาย เมื่อลูกค้าสั่งเมี่ยงปลาหมุน ก็จะเสิร์ฟ หรือขายเป็นชุดๆ พร้อมกับผักสด เส้นหมี่ลวก น้ำจิ้มรสเด็ด 2 ชนิด
ส่วนวิธีรับประทานเมี่ยงปลาหมุน ก็เหมือนแหนมเนือง เริ่มจากเด็ดผักสดขนาดพอคำวางไว้ในจาน
แกะเนื้อปลาวางตามลงไป ตามด้วยเส้นหมี่ลวก ราดด้วยน้ำจิ้มรสเด็ด ซึ่งมี 2 รสชาติให้เลือกตามชอบ

ราคาขาย “เมี่ยงปลาหมุน” ของไพฑูล ขึ้นอยู่กับขนาดของปลา
ขนาดเล็ก น้ำหนัก 8-9 ขีด ราคา 180 บาท
ขนาดกลาง 1-1.2 กก. ราคา 200 บาท
ขนาดใหญ่ น้ำหนัก 1.3 กก.ขึ้นไป ราคา 220 บาท

ไพฑูลขาย “เมี่ยงปลาหมุน” อยู่ที่ลานจอดรถหน้าห้างเนเบอร์เซ็นเตอร์ ห้าแยกวัชรพล
ขายทุกวันช่วง 17.00-21.00 น. พร้อมมีชุดอุปกรณ์เตาย่างแบบหมุนอัตโนมัติขายให้ผู้สนใจด้วย
โดยใครต้องการติดต่อไพฑูลก็ติดต่อได้ที่ โทร.08-7001-5888
ซึ่งนี่ก็เป็นอีก “ช่องทางทำกิน” ด้วยเมนูปลาเพื่อสุขภาพ.

-------------

คู่มือลงทุน เมี่ยงปลาหมุน
ทุนเบื้องต้น ขึ้นอยู่กับขนาด-รูปแบบร้าน
ทุนวัตถุดิบ ประมาณ 60% ของราคา
รายได้ ราคาชุดละ 180-220 บาท
แรงงาน 1-2 คนขึ้นไป
ตลาด ย่านอาหาร, ตลาดนัด, ชุมชน
จุดน่าสนใจ เมนูปลาเพื่อสุขภาพเป็นจุดขาย


เชาวลี ชุมขำ รายงาน
ที่มา : http://www.dailynews.co.th