น้อยหน่า เป็นไม้ผลกึ่งเมืองร้อน ทรงพุ่มขนาดกลาง สามารถเจริญเติบโตได้ในดินเกือบทุกประเภท
แต่ต้องมีการระบายน้ำดี มีสภาพเป็นกรดเป็นด่างอยู่ระหว่าง 5-7
น้อยหน่าเป็นพืชที่ชอบสภาพอากาศร้อนแห้ง ไม่ชอบอากาศหนาวจัด หรือมีฝนตกชุกเกินไป
เนื่องจากต้องมีระยะแล้งเพื่อการทิ้งใบในการแตกใบใหม่และดอก ซึ่งจะอยู่ในเดือนธันวาคมถึงเดือนมกราคม
น้อยหน่าอายุ 2 ปี จะเริ่มให้ผลเพิ่มขึ้น 2-3 ปี หลังจากนั้นต้นก็จะเริ่มโทรม ต้องตัดแต่งและบำรุงต้น
ปกติแล้วต้นน้อยหน่าจะมีอายุ 8-10 ปี ต้นก็จะเริ่มโทรม
ผลขนาดเล็กและรูปร่างไม่สวยงาม จึงต้องตัดทิ้ง ปลูกต้นใหม่แทน ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับการดูแลบำรุงต้นด้วย
ระยะเวลาตั้งแต่ดอกบานถึงเก็บเกี่ยวผล ประมาณ 4 เดือน
ผลผลิตเฉลี่ยต่อ
ต้นน้อยหน่าที่ให้ผลผลิตเต็มที่ประมาณ 30-50 กิโลกรัม
น้ำหนักผลน้อยหน่าอยู่ระหว่าง 5-10 ผล ต่อกิโลกรัม
ฤดูกาลเก็บเกี่ยวผลผลิตระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงเดือนกันยายน
น้อยหน่า เป็นผลไม้ที่มีความสูงประมาณ 2-5 เมตร แตกกิ่งแถวโคนต้น ใบบางยาวเรียวรูปหอกหรือรูปไข่
ดอกเป็นดอกสมบูรณ์เพศ มีกลีบเลี้ยง 3 กลีบติดกัน กลีบดอก 3 กลีบแยกจากกัน ยาวประมาณ 2.5-3.5 เซนติเมตร
ดอกเป็นดอกเดี่ยวหรือเป็นช่อ ดอกเกิดตามกิ่งตรงข้ามกับใบ มีสีเขียวแกมเหลือง
ผลน้อยหน่าเป็นผลรวม ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง ประมาณ 7-10 เซนติเมตร
ผลกลมรีเรียวลงมาเป็นรูปหัวใจ ขั้วผลบุ๋มลงไปเล็กน้อย
ผิวของผลเป็นตาโปน สีเขียวแกมเหลือง เนื้อนุ่ม รสหวาน เมล็ดแข็งรูปยาวรี สีน้ำตาลเข้มหรือสีดำ
โดยทั่วไปน้อยหน่าเป็นพืชผสมข้าม เนื่องจากมีระยะผสมได้ไม่พร้อมกัน
โดยปกติเกสรตัวเมียพร้อมที่จะรับละอองเกสรตัวผู้ 1-2 วัน ก่อนดอกบาน
แต่เกสรตัวผู้จะยังไม่แตกจนกว่ากลีบดอกจะเริ่มบาน
การผสมเกสรจะทำได้ดีในช่วงเวลา 09.00-12.00 น. และเวลา 14.30-17.30 น.
ระยะเวลาตั้งแต่เป็นตุ่มดอกจนถึงดอกบานใช้เวลาประมาณ 31-45 วัน
แล้วแต่ความอุดมสมบูรณ์แข็งแรงและปริมาณความชื้นที่ต้นได้รับ
ถ้าความชื้นดี ดอกจะเจริญเติบโตเร็วและจะบานเร็วขึ้น
ปัจจุบันนี้ได้เกิดการเปลี่ยนแปลง เกี่ยวกับการปลูกน้อยหน่าเชิงพาณิชย์ในประเทศมากขึ้น
หลังจากที่มีการผสมพันธุ์น้อยหน่าและเกิดน้อยหน่าสายพันธุ์ใหม่ ที่ชื่อว่า "
เพชรปากช่อง"
ซึ่งเป็นผลงานวิจัยของสถานีวิจัยปากช่องและมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
ซึ่ง
น้อยหน่าเพชรปากช่องได้พิสูจน์ให้เห็นว่า เป็นน้อยหน่า
ลูกผสมที่ให้ผลผลิตดกมาก
มีลักษณะผลขนาดใหญ่ มีเนื้อมาก เมล็ดเล็ก และรสชาติหวานหากจะพูดถึงน้อยหน่าที่กำลังมาแรง เป็นที่ต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศนั้น
เห็นจะไม่มีน้อยหน่าพันธุ์ไหนเด่นดังเกินกว่าน้อยหน่าพันธุ์ "เพชรปากช่อง" ที่มีผลโต เนื้อหนา รสหวาน
ถึงแม้ว่าจะเป็นน้อยหน่าพันธุ์เก่า แต่น้อยหน่าพันธุ์นี้ก็ยังสามารถให้ผลผลิตดี มีคุณภาพ มีน้ำหนักดี
เกษตรกรสามารถขายได้ราคาสูง ใช้ระยะเวลาปลูกสั้น แค่ปลูกเพียง 2 ปีแรกก็สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้แล้ว
ที่สำคัญการดูแลง่าย ไม่มีปัญหาเรื่องโรคและแมลงศัตรูพืช อีกทั้งตลาดยังมีความต้องการน้อยหน่าพันธุ์นี้อีกมาก
น้อยหน่าพันธุ์ "เพชรปากช่อง" เกิดจากการผสมระหว่าง พันธุ์เซริมัวย่า (cherimoya x หนังครั่ง) x หนังเขียว
มีลักษณะต้นใหญ่และสูงกว่าน้อยหน่าพันธุ์ทั่วไป ใบเป็นรูปหอกสีเขียวเข็ม ต้นพุ่มโปร่งปานกลาง ดอกใหญ่
ผลเป็นรูปหัวใจ ผิวค่อนข้างเรียบ ร่องตาตื้นคล้ายน้อยหน่าหนัง ผลอ่อนสีเขียวเข้ม
เมื่อแก่จัดจะมีสีเขียวอ่อนถึงขาวนวล ผลไม่แตกเมื่อแก่ เปลือกบางลอกออกจากเนื้อได้เมื่อสุกจัด
เนื้อเหนียวคล้ายน้อยหน่าหนัง หลังจากปลูกอายุได้ 2 ปี จะเริ่มให้ผลผลิตเต็มที่ และเพิ่มขึ้นทุกๆ ปี
น้อยหน่า พันธุ์ "เพชรปากช่อง" มีจุดเด่นที่น่าสนใจอย่างหนึ่งก็คือ
เมื่อปลูกไปนานปี ก็จะยิ่งให้ผลผลิตที่เพิ่มพูนมากขึ้น คุณสุรพล บอกว่า การปลูกน้อยหน่าพันธุ์เพชรปากช่องในปีแรกจะให้ผลผลิตไม่เกิน 3 ลูก ต่อต้น
ปีที่ 2 ก็จะให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นเป็น 10 -15 ลูก และจะเพิ่มขึ้นทุกๆ ปี
เรียกว่าปลูกครั้งเดียวสามารถทีจะเก็บผลผลิตได้นานนับ 10 ปี ถ้าหากดูแลรักษาให้ดีๆ
สำหรับพื้นที่แหล่งผลิตน้อยหน่าพันธุ์เพชร ปากช่องที่มีคุณภาพและมีพื้นที่การปลูกมากที่สุดในประเทศไทย
คงจะหนีไม่พ้นพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา โดยเฉพาะในเขตพื้นที่อำเภอปากช่อง ซึ่งบริเวณนี้มีสภาพดินแดง
หรือดินชุดปากช่อง เป็นพื้นที่ที่มีความเหมาะสม ต่อการปลูกน้อยหน่าพันธุ์เพชรปากช่องมากที่สุด
ผลผลิตที่ออกมานั้นจะมีขนาดใหญ่ มีเนื้อมาก เมล็ดเล็กและรสชาติหวานจัด
ที่สำคัญราคาขายผลผลิตจากสวนเกรดเอ ที่มีน้ำหนักผล ประมาณ 1 กิโลกรัม ขึ้นไป
สามารถขายได้กิโลกรัมละ 100 บาท โดยเฉพาะผลผลิตที่มาจากสวนของ คุณสุรพล พลแก้ว
คุณสุรพล พลแก้ว อายุ 43 ปี อยู่บ้านเลขที่ 16 หมู่ที่ 10 ตำบลจันทึก อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา
ประกอบอาชีพทำการเกษตร เดิม ตัวคุณสุรพลเองทำงานเป็นพนักงานอยู่ในบริษัทเอกชนที่กรุงเทพมหานคร
คุณสุรพล ทำงานได้ระยะหนึ่ง ก็ตัดสินใจลาออกจากงานที่ทำ และกลับมาอยู่ที่บ้านช่วยพ่อแม่พัฒนาไร่นา
สวนผลไม้ ขณะนั้นพ่อและแม่จะทำการเกษตรแบบดั้งเดิม ทำตามบรรพบรุษ ไม่มีการพัฒนา
ตัวคุณสุรพลเองนั้นพอจะมีความรู้ทางด้านการเกษตรอยู่บ้าง จึงมองว่าถ้าหันมาทำการเกษตรแบบพัฒนา
ใช้ข้อมูลทางวิชาการเข้ามาช่วยก็น่าจะดีขึ้น
พอปี 2531 คุณสุรพล ก็ได้แต่งงานกับ คุณสมมาศ พลแก้ว มีบุตรด้วยกัน 2 คน
ขณะนั้นคุณสมมาศเองก็มีอาชีพทำการเกษตรเหมือนกัน ทั้งสองเลยหันมาทำการเกษตรแบบพัฒนา
โดยปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 420 ไร่ สลับกับการปลูกฟักทอง มีการดูแลเหมือนกับสวนอื่นๆ ทั่วไป
แต่จะต่างกันตรงที่ใช้พื้นที่ปลูกผืนเดียวกัน ซึ่งพืชสองตัวนี้ถ้าปลูกสลับกันแล้ว 1 ปี
จะสามารถเก็บผลผลิตได้พอดี ทั้งสองทำการเกษตรแบบนี้มาเป็นเวลา 15 ปี
ผลผลิตทางการเกษตรออกมาก็เป็นที่น่าพอใจดี ทำแล้วไม่เคยขาดทุน แต่ได้ผลกำไรที่น้อย
ถ้าต้องการผลกำไรที่มากก็ต้องทำในปริมาณที่มากและใช้พื้นที่มาก ใช้ต้นทุนในการผลิตที่มีปริมาณมาก
พอเข้าปี 2547 มีเพื่อนที่รู้จักกันมาแนะนำให้ลองปลูกน้อยหน่าพันธุ์เพชรปากช่องดู
เพราะพืชตัวนี้ให้ผลผลิตต่อไร่ดี และได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่ากว่า คุณสุรพลเองเห็นว่าน่าจะดี
เลยทดลองปลูกน้อยหน่าพันธุ์เพชรปากช่อง ไปพร้อมกับปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และฟักทอง
ปลูกน้อยหน่าพันธุ์เพชรปากช่อง จำนวน 240 ไร่คุณ สุรพล ทดลองปลูกน้อยหน่าพันธุ์เพชรปากช่อง จำนวน 40 ไร่
พร้อมกับปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และฟักทองไปพร้อมๆ กัน คุณสุรพล เริ่มต้นปลูกในช่วงฤดูฝน
ซึ่งเป็นช่วงที่ธรรมชาติของต้นไม้จะสร้างกิ่งให้แข็งแรงพอดี การสะสมอาหารก็จะครบถ้วน
ซึ่งใช้เวลาในการสร้างกิ่ง สร้างใบ ซึ่งน้อยหน่าพันธุ์นี้สามารถทำให้ออกผลได้ 2 ครั้ง ต่อ 1 ปี
ซึ่งตอนนั้นคุณสุรพลเองก็ยังไม่แน่ใจว่า ต้นน้อยหน่าพันธุ์เพชรปากช่องนั้นจะให้ผลผลิตมากน้อยเพียงใด
แต่พอถึงเวลาเก็บเกี่ยวผลผลิตก็ยิ้มออก เพราะผลผลิตที่ออกมาเป็นไปตามความคาดหวัง
สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ คุ้มค่ากับต้นทุนที่ถือว่าแพงพอสมควร ซึ่งมีรายได้ดีกว่าปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์
และฟักทอง พอปี 2549 คุณสุรพล เลยตัดสินใจขยายพื้นที่ปลูกเพิ่มอีก 200 ไร่
แต่ก็ยังปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์กับฟักทองไปพร้อมๆ กันด้วย
เกษตรกรรายนี้ เลือกซื้อกิ่งพันธุ์มาจากเพื่อนชาวสวนที่ปากช่องด้วยกันเองนำมาปลูก
โดยหลุมที่ใช้ปลูกมีความกว้าง ยาว และลึก 40 เซนติเมตร หลังจากขุดหลุมเสร็จก็นำปุ๋ยคอกเก่าใส่ลงไป
หลุมละครึ่งปุ้งกี๋ จากนั้นเอาดินที่ขุดขึ้นมาลงไปคลุกเคล้ากับปุ๋ยคอกเก่า
หลังจากนั้น ก็ปลูกน้อยหน่าพันธุ์เพชรปากช่องลงไปจนเต็ม โดยมีระยะปลูกห่างกันประมาณ 4x4 เมตร ต่อต้น
เมื่อปลูก
น้อยหน่าพันธุ์เพชรปากช่องไปได้ 3 เดือน ก็ตัดยอดให้ต้นมีความสูงจากพื้นดินประมาณ 30 เซนติเมตร
เมื่อตัดเสร็จต้นน้อยหน่าจะมีการแตกตาข้างออกมามาก เจ้าของจะเลือกเฉพาะกิ่งที่สมบูรณ์และไม่ชิดกันไว้
ประมาณ 2-3 กิ่ง ที่เหลือก็จะตัดทิ้ง เลี้ยงกิ่งที่เหลือไว้ประมาณ 3 เดือน และตัดยอดแบบเดิมอีก
โดยให้ความยาวจากรอยตัดครั้งแรก ประมาณ 1 คืบ จาก 2-3 กิ่ง ที่เหลือก็จะแตกตาข้างออกมามาก
ให้ตัดออกเหลือไว้กิ่งละ 2-3 กิ่ง ที่สมบูรณ์ เมื่อต้นน้อยหน่า 1 ต้น อายุ 6 เดือน
หลังจากตัดแต่งทรงต้นแล้วจะได้จำนวนกิ่ง 6-9 กิ่ง เมื่อต้นน้อยหน่ามีอายุครบ 1 ปี ก็จะตัดแต่งกิ่งอย่างเดิม
จนได้กิ่งใหม่ทั้งหมด 27 กิ่ง ซึ่งเป็นการดูแลรักษาต้นน้อยหน่าพันธุ์เพชรปากช่องในระยะปีแรก
พอต้นน้อยหน่าเพชรปากช่องมีอายุครบ 2 ปี ก็เริ่มมีผลบ้างเล็กน้อย ต้นละ 1-2 ลูก ซึ่งยังไม่มากนัก
ช่วงปีที่ 2 นี้ คุณสุรพลจะตัดแต่งกิ่งเพื่อจะผลิตน้อยหน่าให้ได้ปีละ 2 รุ่น โดยจะหนีบกิ่งกระโดงออกจากลำต้น
ซึ่งธรรมชาติของต้นไม้นั้น ถ้าหนีบกิ่งออกไปแล้วต้นก็จะสร้างกิ่งใหม่ออกมา
และเมื่อสร้างกิ่งออกมาแล้วก็จะมีดอกออกมาใหม่ด้วยเช่นกัน ซึ่งเรียกน้อยหน่าช่วงนี้ว่า
น้อยหน่าทะวาย ซึ่งการผลิตน้อยหน่าพันธุ์เพชรปากช่องรุ่นที่สองนั้น จะทำหลังจากที่เก็บเกี่ยวผลผลิตรุ่นแรกเสร็จ
และก่อนที่จะผลิตน้อยหน่าพันธุ์เพชรปากช่องรุ่นที่สอง จะต้องมีการบำรุงต้นใหม่อีกครั้ง
โดยใส่ปุ๋ยคอก ต้นละ 1-2 ปุ้งกี๋ หลังจากนั้น ให้ตัดแต่งกิ่ง
แต่ในการตัดแต่งกิ่งรุ่นนี้ จะมีความแตกต่างจากการตัดแต่งกิ่งรุ่นแรก
ซึ่งเป็นช่วงฤดูหนาวจะตัดแต่งกิ่งทั้งหมดไม่เหลือใบเลย
แต่การตัดแต่งกิ่งในครั้งนี้จะตัดออกประมาณ 60-70% จะเหลือกิ่งไว้ช่วงสร้างอาหารเพื่อบำรุงต้น
ในการตัดแต่งกิ่งรุ่นที่สองนี้ คุณสุรพล บอกว่า จะตัดแต่งกิ่งในช่วงไหนก็ได้
ให้นับเอาว่าต้องการจะเก็บผลผลิตขายในช่วงเวลาใด ก็ให้นับถอยหลังไป 5 เดือน
ยกตัวอย่างว่าจะเก็บผลผลิตน้อยหน่าพันธุ์เพชรปากช่องขาย ในช่วงประมาณเดือนพฤศจิกายน
ให้ไปตัดแต่งกิ่งในช่วงเดือนกรกฎาคม
(
แต่ไม่ควรตัดแต่งกิ่งในช่วงฤดูหนาว เพราะตาที่แตกออกมาใหม่จะไม่ค่อยดี จะไม่พัฒนาผลที่ติดในช่วงนี้
ไม่ค่อยโตหรือมีดอก แต่มีการติดผลน้อย )
ส่วน
การให้น้ำกับต้นน้อยหน่าพันธุ์เพชรปากช่องในระยะเริ่มปลูกจนถึง 1 ปี นั้น จะให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ
ซึ่งจะทำให้ต้นเติบโตเร็ว รากจะมีการแผ่กระจายอย่างรวดเร็วและสม่ำเสมอ พอต้นน้อยหน่าเริ่มอยู่ตัว
ระบบการให้น้ำจะใช้เป็นระบบสปริงเกลอร์โดยเปิด-ปิด เป็นเวลา
ในขณะที่
การให้ปุ๋ยนั้นจะใส่ปุ๋ยเป็นช่วงๆ
เริ่มใส่ครั้งแรกหลังจากการตัดแต่งกิ่งจะใส่ปุ๋ยเคมี สูตรเสมอ 15-15-15 ประมาณ 2 กำมือ
ครั้งที่สอง ใส่ในช่วงที่ติดผลอ่อนขนาดเท่าหัวแม่มือ โดยใส่ปุ๋ยเคมี สูตรเสมอ 15-15-15 เหมือนเดิม
แต่เพิ่มเป็น 3 กำมือ ครั้งที่สาม ใส่ในช่วงลูกเท่าไข่ไก่ โดยใส่ปุ๋ยเคมี สูตรเสมอ 15-15-15
แต่เพิ่มปริมาณขึ้นเป็น 4 กำมือ และครั้งที่สี่ เป็นช่วงสุดท้ายเป็นช่วงที่เรากำลังจะได้เก็บผลผลิต
ก็จะใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 16-8-16 ประมาณ 4 กำมือ โดยหว่านรอบโคนต้นพร้อมกับรดน้ำให้ชุ่มทุกครั้งที่ใส่ปุ๋ยเคมี
และในส่วนของยาฆ่าแมลงนั้น จะใช้อะบาเม็กติน ไดเมโทเอต คาร์โบซันแฟน สลับกัน
โดยใช้ฉีดพ่น 10 วัน 1 ครั้ง เพื่อป้องกันไม่ให้แมลงดื้อยา
และในส่วนของธาตุอาหารเสริมจะฉีดแคลเซียมโบรอน แคลเซียม แมกนีเซียมสลับกัน
และเมื่อเริ่มติดผลจะฉีดฮอร์โมนขยายผล ประมาณ 3 ครั้ง
ช่วงที่ปลูกน้อยหน่านั้น คุณสุรพล ก็เกิดปัญหาในเรื่องของโรคและแมลง ทั้งโรคเพลี้ยแป้ง ศัตรูธรรมชาติรบกวน
ขั้วผลหลวมทำให้ผลร่วง ผลแตก ปริมาณผลเล็กมีมากกว่าผลใหญ่ ใน 1 ต้น ทำให้ผลผลิตออกมามีเกรดต่ำ
ผลตอบแทนได้น้อย ไม่คุ้มค่ากับเวลาที่เสียไป แต่ก็ยังได้กำไร
พอปี 2552 คุณฉัตรกมล ทัพวงศ์ ตัวแทนขายผลิตภัณฑ์อาหารเสริมพืชของ บริษัท สยาม ซิตโต้ จำกัด
ซึ่งเป็นบริษัทที่จำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารเสริมและสารเคมีทางการเกษตร
มาแนะนำ ให้รู้จักกับผลิตภัณฑ์ของซิตโต้ ทั้งหมด 4 ตัวด้วยกัน ประกอบด้วย คีเลท อีปิน CB และกัมโบโร่
ใช้ผลิตภัณฑ์ซิตโต้ กับน้อยหน่าพันธุ์เพชรปากช่อง บนพื้นที่ 10 ไร่คุณ สุรพล ตัดสินใจทดลองใช้ผลิตภัณฑ์ของซิตโต้ ทั้ง 4 ตัว กับน้อยหน่าพันธุ์เพชรปากช่อง 10 ไร่ จำนวน 930
ซึ่งในแปลงนี้จะไม่ใช้อาหารเสริมและสารเคมีตัวอื่นๆ มาเกี่ยวข้องในแปลงเลย ยกเว้นเรื่องของยาฆ่าแมลงที่ใช้อยู่
คุณสุรพล จะใส่ผลิตภัณฑ์ของซิตโต้หลังจากที่ตัดแต่งกิ่งรอบแรก
โดยจะใส่คีเลทและอีปินผสมกันและฉีดพ่นทางใบ 10 วัน 1 ครั้ง ทำแบบนี้ประมาณ 2 ครั้ง
พอครั้งที่สาม ผลเท่ากับหัวแม่มือ ก็จะใส่กัมโบโร่เพิ่มเข้าไปกับคีเลทและอีปิน
ครั้งที่สี่ ก็จะเพิ่มCB เพื่อช่วยให้ขั้วเหนียว ติดลูกดี ครั้งที่ห้า ก็จะฉีดคีเลทกับอีปินเพื่อบำรุงทั้งหมด
ครั้งที่หก สังเกตว่าผลเท่าลูกไข่ไก่ ก็จะฉีดกัมโบโร่เสริมเข้าไปอีกเป็นครั้งที่สอง
พอหลังจากนั้นก็จะเริ่มห่อผลและจะฉีดคีเลทและอีปินในช่วงห่อผลอีก 1 รอบ
พอหลังจาก 20 วัน ก็จะฉีด CB เพิ่มเข้าไป เพื่อป้องกันผลแตกหรือผลดำ
และพอน้อยหน่าใกล้ที่จะเก็บผลผลิตได้ ก็จะฉีดทั้ง 4 ตัว อีกครั้ง ซึ่งเป็นรอบสุดท้าย
ซึ่งผลที่ออกมานั้นเกินความคาดหมายอย่างเห็นได้ชัด ผลผลิตที่ได้มีขนาดใหญ่ รสชาติหวาน
ผลมีผิวมันวาวไม่ด้าน ผลไม่แตก ขั้วผลไม่หลุด เปอร์เซ็นต์ผลขนาดใหญ่มากกว่าขนาดเล็ก
เพลี้ยแป้งไม่มีมารบกวน และในส่วนของปริมาณและรายได้นั้นก็เพิ่มขึ้น
ซึ่งเดิมที่ผลผลิต 10 ไร่ จากที่ไม่ได้ใช้ผลิตภัณฑ์ซิตโต้ทั้ง 2 รอบ การเก็บเกี่ยวจะได้เงินประมาณ 600,000 บาท
แต่พอมาเริ่มใช้ผลิตภัณฑ์ของซิตโต้ สามารถทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้นถึง 700,000-800,000 บาท
ซึ่งยังไม่รวมรอบที่สามที่สามารถทำได้อยู่ในขณะนี้อีกด้วย
คุณสุรพล ยังฝากบอกอีกว่า การ
ปลูกน้อยหน่าพันธุ์เพชรปากช่องยังมีช่องทางรวยอีกมาก
หากสามารถเปิดตลาดส่งออกได้ในอนาคต โดยเฉพาะในประเทศจีนและอีกหลายประเทศ
แต่ที่สำคัญต้องพัฒนาผลผลิต ให้มีคุณภาพดีตรงตามความต้องการของตลาดผู้ซื้อต่างประเทศ
ซึ่งตลาดขณะนี้ของคุณสุรพลเองก็จะอยู่ที่ตลาดไท และตลาดเขตทางเหนือ อีสาน เป็นหลัก
ส่วนตลาดต่างประเทศนั้น ยังไม่มีส่งขายโดยตรง แต่จะมีพ่อค้าคนกลางมารับซื้อและส่งไปยังต่างประเทศอีกที
ซึ่งตรงนี้ก็นับว่าเป็นสัญญาณที่ดีแล้วว่า ผลผลิตนั้นส่วนหนึ่งได้รับการยอมรับจากต่างประเทศบ้างแล้ว
หากเกษตรกรท่านใดกำลังมองหาไม้ผลคุณภาพดี สามารถทำเงินและสร้างผลกำไรที่ดี
สามารถติดต่อสอบถามขอคำปรึกษาเทคนิคและวิธีการปลูกได้ที่ คุณสุรพล พลแก้ว
บ้านเลขที่ 16 หมู่ที่ 10 ตำบลจันทึก อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา โทร. (081) 725-7056
ส่วนท่านใดต้องการหาซื้อผลิตภัณฑ์ซิตโต้ไปทดลองใช้กันดู
ก็สามารถติดต่อได้ที่ คุณฉัตรกมล ทัพวงศ์ (ตัวแทนจำหน่าย สาขาสระบุรี) โทร. (086) 355-3828
หรือติดต่อโดยตรงที่ บริษัท ซิตโต้ (ประเทศไทย) จำกัด คุณสรรพ์ บุญเจริญ (กรรมการผู้จัดการ)
โทร. (086) 048-2111, (085) 111-8484
อภิวัฒน์ คำสิงห์ : รายงาน
คอลัมน์ เทคโนโลยีการเกษตร หนังสือ เทคโนชาวบ้าน
วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553 ปีที่ 23 ฉบับที่ 490
ที่มา : http://info.matichon.co.th
ภาพจาก : http://guru.sanook.com
| สารบัญแนะนำอาชีพสร้างรายได้ : งานการเกษตร เพาะพันธุ์พืช |
|---|