วันเสาร์ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

‘ก้อนเพาะปลูก’ ทำเงินจากคนรักต้นไม้

‘ก้อนเพาะปลูก’ ทำเงินจากคนรักต้นไม้

การเพาะปลูกพืชสมัยนี้มีวิวัฒนาการจนไม่ต้องใช้พื้นดิน-ไม่ต้องใช้ดิน ก็ปลูกได้
และกับคนที่ช่างคิดช่างทำก็สามารถนำจุดนี้มาใช้เป็น “ช่องทางทำกิน” ได้
อย่างรายที่ทำ “ก้อนเพาะปลูก” ขาย รายนี้...

อรชุน แก้วกังวาล” เรียนจบจากพระจอมเกล้าพระนครเหนือ สาขาเทคโนโลยีการผลิตอุตสาหกรรม
หลังจากจบออกมาก็เป็นครูสอนหนังสืออยู่ 2 ปี
จากนั้นก็เข้าทำงานอยู่ที่ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ทำอยู่ 25 ปี
ก็ออกมาประกอบอาชีพส่วนตัว โดยช่วงที่ทำงานอยู่นั้นเขาก็มีที่ดินอยู่ ซึ่งปล่อยทิ้งไว้ไม่ได้ทำอะไร
จึงเข้าทำประโยชน์จากที่ดินที่มีอยู่ โดยช่วงแรกก็เลี้ยงปลาสวยงามขาย
จากนั้นก็เริ่มขุดบ่อเลี้ยงปลาดุกอุยขาย และตามขอบบ่อและพื้นที่ที่เหลือก็จะปลูกต้นไม้ต่างๆ

หลังจากนำต้นไม้มาปลูกก็พบปัญหา
เรื่องการดูแลต้นไม้ ที่จะต้องมาคอยใส่ปุ๋ยพรวนดิน
ซึ่งการดูแลต้นไม้นี้อรชุนมองว่าทำให้ต้องเสียเวลา-เสียแรงงาน
จนเป็นจุดที่ทำให้คิดหาวิธีประหยัดเวลาในการดูแลต้นไม้


อรชุน แก้วกังวาล

“คิดแก้ปัญหาในการดูแลต้นไม้ ก็มาคิดว่า
ต้นไม้ตามป่าเขา ไม่เห็นต้องมีใครไปคอยใส่ปุ๋ยพรวนดินต้นไม้ก็ยังโตได้ จึงคิดวิธีตามธรรมชาติที่มีอยู่จริง
จึงเริ่มมีความคิดที่จะทำการ ทำลองสร้างก้อนเพาะปลูกที่ไม่ต้องใส่ปุ๋ยพรวนดิน แต่ต้นไม้เจริญเติบโตได้ขึ้นมา
ใช้เวลาอยู่ประมาณ 3 ปี ก็ประสบผลสำเร็จได้ก้อนเพาะปลูกต้นไม้ ที่สามารถปลูกต้นไม้ได้ทุกชนิด
และไม่ต้องใส่ปุ๋ยพรวนดิน แล้วเรียกว่าก้อนเพาะปลูกมหัศจรรย์

ก้อนเพาะปลูกมหัศจรรย์” ของอรชุน มีองค์ประกอบหลักอยู่ 3 อย่างคือ
1. มีสารอาหาร ในก้อนเพาะปลูกจะมีสารอาหารที่จำเป็นสำหรับต้นไม้อยู่หลายชนิด
ทำให้สามารถปลูกต้นไม้ได้ทุกชนิด และไม่จำเป็นต้องใส่ปุ๋ยใดๆ
2. มีโครงสร้าง โดยไม่ต้องใช้กระถาง มีหลากหลายทรง ไม่มีการหดตัว ไม่บวม และ
3. มีการใช้งานได้หลายแบบ คือสามารถปลูกต้นไม้ได้ทุกวิธี ไม่ว่าจะเพาะเมล็ด ปักชำ ย้ายกล้า เป็นต้น

“ถึงจะมีการทดลองได้สำเร็จ แต่ก็มีการปรับปรุงพัฒนาให้ดีขึ้นเรื่อยๆ” อรชุนกล่าว
พร้อมทั้งขยายความว่า ก้อนเพาะปลูกนี้จะใช้วัสดุหลัก ประกอบด้วย ขุยมะพร้าว และหินบด-แร่บด
ที่ประกอบไปด้วยสารอาหารที่จำเป็นของต้นไม้ ซึ่งจะมีสารอาหารผสมอยู่ประมาณ 7 ชนิด

ขั้นตอนการทำ ก็จะใช้ขุยมะพร้าวผสมร่วมกับหินบด-แร่บดที่มีสารอาหารที่ต้นไม้ต้องการใช้ ผสมเข้าด้วยกัน
จากนั้นก็ใช้เครื่องตีให้ทั้งสองอย่างเข้ากันเป็นอย่างดี แล้วก็นำไปใส่ในแบบ
แล้วทำการอัดด้วยเครื่องอัดให้แน่นพอประมาณ ไม่แน่นมากไปจนทำให้ปลูกต้นไม้ไม่ขึ้น
และไม่หลวมเกินไปจนทำให้ก้อนแตกได้ง่าย

หลังจากที่อัดเรียบร้อยก็นำออกจากแบบ แล้วนำไปอบด้วยความร้อนเพื่อเป็นการฆ่าเชื้อโรค ป้องกันเชื้อรา
แล้วนำไปเคลือบด้วยพลาสติกเพื่อเป็นตัวช่วยในการเก็บรักษาความชื้น และสะดวกในการขนส่ง

‘ก้อนเพาะปลูก’ ทำเงินจากคนรักต้นไม้-3 ‘ก้อนเพาะปลูก’ ทำเงินจากคนรักต้นไม้-4

วิธีการปลูกต้นไม้ลงในก้อนเพาะปลูก มีหลากหลายวิธี

อย่างเช่น ย้ายต้นไม้ลงปลูก เริ่มจากการนำก้อนเพาะปลูกไปแช่ในน้ำให้หมดฟองอากาศประมาณ 2-24 ชม.
(เป็นขั้นตอนที่ต้องทำก่อนการปลูกทุกวิธี) จากนั้นขุดหลุมบนก้อนเพาะปลูกโดยเอาผงที่ขุดออกวางพักไว้
นำต้นไม้ที่ต้องการจะปลูกใส่ลงไปในหลุม แล้วใช้ผงที่ขุดพักไว้ใส่กลบกลับลงไป
รดน้ำให้มากหน่อย เพื่อให้ผงที่กลบนั้นสัมผัสกับรากต้นไม้ ต่อไปก็ดูแลตามปกติ

ถ้าเป็นการปลูกแบบเพาะเมล็ด ใช้วิธีขุดเจาะบนก้นเพาะ โดยทำให้มีผงกลบเต็มหลุม
จากนั้นใช้เมล็ดพันธุ์ไม้ที่ต้องการปลูกกดลงไปในหลุมให้จม แล้วจากนั้นจะใช้วิธีรดน้ำแบบปกติ
หรือนำไปตั้งไว้บนน้ำให้ก้อนเพาะปลูกดูดน้ำขึ้นมาเองก็ได้
หรือถ้าเป็นการปลูกต้นไม้แบบปักชำกิ่งพันธุ์ ถ้ากิ่งพันธุ์เล็กก็ใช้วิธีการเจาะก้อนเพาะ
จากนั้นนำกิ่งพันธุ์ใส่ลงไปในหลุมแล้วทำให้แน่น แล้วดูแลตามปกติ
ถ้าเป็นกิ่งหรือต้นที่มีรากรอย ก็ให้นำต้นพันธุ์ไปวางบนก้อนเพาะปลูกแล้วใช้ลวดหรือเชือกยึดให้แน่น
จากนั้นก็รดน้ำดูแลตามปกติ

ก้อนเพาะปลูก” ของอรชุนมีหลายขนาด หลายรูปแบบ แบ่งออกได้ 4 กลุ่ม ได้แก่ แบบที่เป็นกระถางต้นไม้,
แบบทรงกระบอก, แบบทรงสี่เหลี่ยม และแบบทรงรูปร่างอื่นๆ
ซึ่งการเลือกใช้งานนั้นก็ขึ้นอยู่กับชนิดของต้นไม้ที่ปลูก
ส่วนราคาขายก็มีตั้งแต่ชุดละ 5-95 บาท ต้นทุนผลิตอยู่ที่ประมาณ 70% ของราคา

ผู้ที่สนใจ “ก้อนเพาะปลูก” ต้องการติดต่อกับอรชุน
ก็ติดต่อได้ที่ เลขที่ 38 ม.9 ต.คลองสาม อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี 12120 โทร.0-2901-0075-6, 08-1809-4754


คู่มือลงทุน...ก้อนเพาะปลูกต้นไม้
ทุนเบื้องต้น ขึ้นอยู่กับรูปแบบ-ขนาดกิจการ
ทุนวัสดุ ประมาณ 70% ของราคาขาย
รายได้ ราคาขายชุดละ 5-95 บาท
แรงงาน ตั้งแต่ 1-2 คนขึ้นไป
ตลาด ขายเอง, ส่งขายตามร้านต้นไม้
จุดน่าสนใจ เข้ากับวิถีชีวิตของคนยุคปัจจุบัน


บดินทร์ ศักดาเยี่ยงยงค์ : รายงาน
จเร รัตนราตรี : ภาพ
ข้อมูลโดย : http://www.dailynews.co.th

ที่มา :
http://www.siaminfobiz.com
http://www.udclick.com



‘เรือจำลอง’ วัสดุ ‘จั่นมะพร้าว’ ก็เข้าท่า !

‘เรือจำลอง’ วัสดุ ‘จั่นมะพร้าว’ ก็เข้าท่า-2 ‘เรือจำลอง’ วัสดุ ‘จั่นมะพร้าว’ ก็เข้าท่า-1

การประดิษฐ์ “เรือจำลอง” โดยใช้วัสดุธรรมชาติจากต้นมะพร้าวด้วย
ส่วน “จั่นมะพร้าว” ก็เป็นอีกสินค้างานประดิษฐ์-ของตกแต่งที่น่าสนใจ
สามารถสร้างรายได้ให้กับผู้คิดประดิษฐ์จำหน่ายได้เป็นอย่างดี
ซึ่งวันนี้ทีม “ช่องทางทำกิน” ก็ไม่พลาดที่จะนำข้อมูลอาชีพนี้มานำเสนอให้แฟนๆ คอลัมน์ได้พิจารณากัน...

พุฒ ดวงแก้ว เป็นผู้ผลิตงานประดิษฐ์จากวัสดุธรรมชาติจำพวกต้นไม้
และเป็นเจ้าของงานตุ๊กตามวยไทยจากไม้กระถิน ที่ “ช่องทางทำกิน” ก็เคยนำเสนอไปแล้ว
ซึ่งเจ้าของงานรายนี้ เขามีการพัฒนาต่อยอดความคิดในการประดิษฐ์งานไปเรื่อยๆ
มีการคิดผลิตงานใหม่ๆ ของตัวเองออกมาจำหน่ายให้หลากหลายขยายตลาดสินค้าออกไป
และผลงาน “เรือจำลองจากจั่นมะพร้าว” ก็เป็นอีกหนึ่งผลงานที่คิดประดิษฐ์ขึ้นมาใหม่

“เริ่มทำงานเรือนี่หลังจากที่ทำตุ๊กตามวยได้ไม่นาน โดยมีความคิดที่จะทำสินค้าตัวใหม่ๆ
และได้ไปเห็นว่าจั่นมะพร้าวนั้นก็มีลักษณะคล้ายลำเรือ จึงมีความคิดที่จะลองนำมาทำเป็นเรือจำลองดู
ซึ่งนอกจากจะเป็นวัสดุที่หาได้ง่ายแล้ว ยังเป็นการนำวัสดุจากธรรมชาติ ที่ถูกทิ้งขว้างมาทำให้เกิดประโยชน์ด้วย”

ข้อดีของจั่นมะพร้าว นอกจากจะมีลักษณะคล้ายลำเรือแล้ว ยังมีความเหนียวทนทาน เหมาะสำหรับนำมาทำลำเรือ
ซึ่งหลังจากที่พุฒมีความคิดที่จะนำจั่นมะพร้าวมาทำเป็นเรือ เขาก็เริ่มศึกษาหาวิธีการทำ
พยายามหาวัสดุประกอบอื่นๆ ที่เหมาะสมที่เข้ากัน โดยลองฝึกหัดทำ ลองผิดลองถูกอยู่นานพอสมควร
จนในที่สุดก็สามารถประดิษฐ์ได้สำเร็จลงตัว และเมื่อทำออกจำหน่ายก็ได้รับการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี

เรือประดิษฐ์จากจั่นมะพร้าวที่ทำอยู่ขณะนี้ มี 3 แบบคือ เรือยาวประเพณี, เรือแจว, เรือสำเภา

วัสดุอุปกรณ์ในการทำ มีอาทิ... จั่นมะพร้าว, วัสดุอื่นจากต้นมะพร้าว, กระดาษทราย, คัทเตอร์, กาวร้อน,
เชือกที่ทำจากผักตบชวา, ไม้อัด เป็นต้น

‘เรือจำลอง’ วัสดุ ‘จั่นมะพร้าว’ ก็เข้าท่า-3

ขั้นตอนการทำ กรณีจะทำ “เรือแจวประดิษฐ์จากจั่นมะพร้าว
ก็เริ่มจากการนำส่วนที่เป็นกาบของจั่นมะพร้าว ที่มีลักษณะคล้ายลำเรือ มาทำความสะอาด
โดยการใช้ลูกลวดทองเหลืองขัดด้านในพอหยาบๆ เพื่อให้คราบสิ่งสกปรกที่ติดอยู่ออกไป
จากนั้นก็ใช้กระดาษทรายขัดทำความสะอาดอีกครั้ง แล้วก็ปัดไล่ฝุ่นออก ก่อนจะทาด้วยน้ำยากันเชื้อรา

การเลือกกาบจั่นมะพร้าวมาทำเรือนั้นจะต้องเลือกอันที่สวย ไม่แตก ไม่บิดเบี้ยว

ขั้นต่อไปก็เป็นการทำพื้นเรือ โดยการนำไม้อัดขนาดความหนาประมาณ 4 มิลลิเมตร
มาทำการตัดให้ได้ความกว้างประมาณ 3.5 นิ้ว ยาว 12 นิ้ว
จากนั้นก็ตัดตกแต่งส่วนหัวและท้ายให้ได้ขนาด และได้ตามรูปแบบของลำเรือที่เตรียมไว้

เมื่อทำการตกแต่งพื้นเรือเรียบร้อยก็นำไปประกอบเข้ากับ ลำเรือที่เตรียมไว้
โดยการนำไปวางใส่ลงในกาบจั่นมะพร้าวที่เป็นลำเรือ จากนั้นก็ใช้กาวร้อนหยอดเพื่อยึดให้ติดกัน
เท่านี้ก็จะได้เป็นลำเรือ

หลังจากนั้นก็เป็นการทำกาบข้างเรือ
โดยใช้กาบจั่นมะพร้าวมาวัดขนาด และตัดตกแต่งให้ได้ขนาดตามความเหมาะสมกับขนาดของลำเรือ
ขัดทำความสะอาดแล้วนำไปติดเข้ากับลำเรือ ใช้กาวร้อนยึดให้แน่น

ลำดับถัดมาเป็นการทำหัวเรือ โดยการตกแต่งทำหัวเรือจะใช้ก้านมะพร้าว
ควรเลือกก้านมะพร้าวที่มีขนาดพอเหมาะกับลำเรือ ไม่เล็กและไม่ใหญ่เกินไป
นำมาตัดให้ได้ขนาดตามความเหมาะสมแล้วขัดทำความสะอาดให้เรียบร้อย นำไปติดไว้ที่หัวเรือ ติดกาวให้แน่น
จากนั้นก็ใช้เชือกที่ทำจากผักตบชวาพันทับให้แน่นอีกครั้ง เพื่อเป็นการปิดรอยต่อให้ดูเรียบร้อย

เมื่อได้ตัวเรือพร้อมแล้วก็ทำฐานใส่ประกอบกับตัวเรือให้เรียบร้อย
หลังจากนั้นก็เป็นการตกแต่งเรือ ทำประทุนเรือ โดยใช้วัสดุตามใจชอบ แต่ต้องดูให้เข้ากับเรือด้วย
ส่วนรูปร่างลักษณะก็ทำตามต้องการได้เลย

และเมื่อทำประทุนเสร็จ ก็ทำแจวโดยใช้ไม้ไผ่มาหลาวให้เป็นแจว
สุดท้ายก็ตกแต่งเรือให้เรียบร้อยอีกครั้ง เท่านี้ก็เป็นอันเรียบร้อย

เรือแจว เรือยาวประเพณี เรือสำเภา ที่เป็นเรือจำลองประดิษฐ์โดยใช้จั่นมะพร้าวเป็นวัสดุหลัก
ตั้งราคาขายอยู่ที่ลำละ 270 บาท ซึ่งก็มีผู้สนใจซื้อหาไปใช้ตกแต่งบ้านกันไม่น้อยเลย

สนใจ “เรือประดิษฐ์จากจั่นมะพร้าว” ของพุฒ จะสั่งซื้อหรือจะซื้อไปขายต่อ ก็ติดต่อได้ที่ โทร.08-6901-6858
หรือถ้าใครสนใจอยากเรียนรู้การทำ ก็ลองสอบถามกับเจ้าของผลงานกันดู
ทั้งนี้ “งานประดิษฐ์จากวัสดุธรรมชาติ” นั้นยังต่อยอดได้อีกเยอะ ก็อยู่ที่ว่าไอเดียใครจะโดนใจตลาด !

คู่มือลงทุน...เรือจากจั่นมะพร้าว
ทุนเบื้องต้น ประมาณ 12,000 บาท
ทุนวัสดุ ประมาณ 50% ของราคา
รายได้ ขายราคาลำละ 270 บาท
แรงงาน 1 คนขึ้นไป
ตลาด ตลาดนัด, ร้านของฝาก-ตกแต่ง
จุดน่าสนใจ ใช้วัสดุจากธรรมชาติเป็นจุดขาย

ข้อมูลโดย : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ออนไลน์
วันที่ : 06 กันยายน 2008
ข้อมูลโดย : http://www.dailynews.co.th
ที่มา : http://www.udclick.com

สารบัญแนะนำอาชีพสร้างรายได้ : งานประดิษฐ์ สิ่งของเครื่องใช้



‘ปลาการ์ตูน’ เพาะขายไม่ยากอย่างที่คิด

‘ปลาการ์ตูน’ เพาะขายไม่ยากอย่างที่คิด

ปลาการ์ตูน” หรือที่เด็กๆ จะรู้จักกันดีในชื่อ “ปลานีโม” กำลังเป็นที่นิยมเลี้ยงในปัจจุบัน
การขายปลาสวยงามชนิดนี้ จึงเป็นอีกอาชีพน่าสนใจ
แต่มีเรื่องที่ไม่ดี ก็คือมีการใช้สารเคมีไซยาไนต์จับปลาชนิดนี้จากทะเลธรรมชาติ
ซึ่งเป็นการทำลายทั้งพันธุ์ปลา ปะการัง ดอกไม้ทะเล สภาพแวดล้อม อย่างไรก็ตาม วันนี้ทีมงาน “ช่องทางทำกิน
มีข้อมูลการเพาะเลี้ยงปลาชนิดนี้โดยที่ไม่ทำลายธรรมชาติมาแนะนำกัน...

สิงห์-นฤดม พิสิษฐเกษม เจ้าของ “เพอคูล่าฟาร์ม (perculafarm)” ที่เพาะพันธุ์ปลาการ์ตูนหลายสายพันธุ์
เพื่อการจำหน่าย เล่าว่า ทำฟาร์มปลาการ์ตูนนี้มาก็ประมาณ 8 ปีแล้ว เริ่มจากความชอบเลี้ยงปลามาตั้งแต่เด็ก
เริ่มจากเลี้ยงปลาน้ำจืด เลี้ยงเล่นจนสามารถเพาะปลาคาร์ฟขายได้
ซึ่งเมื่อใจชอบจึงเริ่มศึกษาและเรียนทางด้านการเพาะเลี้ยงปลาโดยตรง
หลังจากเรียนจบมาก็ทดลองเพาะพันธุ์ “ปลาการ์ตูน” ซึ่งที่ผ่านมาส่วนใหญ่การเพาะพันธุ์ปลาการ์ตูนนั้น
จะเพาะกันในห้องแลป มีค่าใช้จ่ายที่สูง แต่คิดว่าน่าจะเพาะขยายพันธุ์นอกห้องแลปได้ไม่ยาก
จึงทำการทดลองเพาะอยู่ประมาณ 1 ปี จนสามารถขยายพันธุ์สำเร็จ

“การที่จะเพาะขยายพันธุ์ปลาการ์ตูนนั้น นอกจากจะต้องเป็นคนที่มีความชอบในการเลี้ยงปลาแล้ว
ยังจำเป็นที่จะต้องศึกษาและเรียนรู้ลักษณะนิสัย และชีววิทยาของปลาให้เข้าใจด้วย”

การเพาะเลี้ยงปลาการ์ตูนนั้น ไม่จำเป็นต้องใช้พื้นที่มาก
มีพื้นที่ประมาณ 25 ตารางเมตรก็สามารถทำเป็นสถานที่เพาะเลี้ยงได้ แต่ต้องทำเป็นห้องปิด
ที่ต้องเลี้ยงในห้องปิดนั้น ก็เพื่อไม่ให้อากาศเปลี่ยนแปลงเร็วเกินไป
เพราะถ้าอากาศเปลี่ยนเร็วไปปลาก็จะตายได้ และในห้องเพาะเลี้ยงต้องมีแสงสว่างพอ

“การซื้อปลามาขยายพันธุ์นั้น ควรซื้อพันธุ์ปลาจากฟาร์มจะดีกว่าปลาธรรมชาติ
เพราะปลาธรรมชาติมีความเสี่ยงที่จะตายสูงกว่า และถ้าซื้อพ่อแม่พันธุ์มาเลยก็จะใช้ทุนที่สูง
ทางที่ดีควรซื้อพันธุ์ปลาที่ตัวเล็กอายุประมาณ 6 เดือนมาเลี้ยงเพาะขยาย จะได้ในราคาที่ถูกกว่า
ครั้งแรกซื้อประมาณ 10 คู่ก็พอ”

การเตรียมน้ำที่จะเลี้ยง ใช้น้ำทะเล แต่ต้องใช้น้ำที่สะอาด ไม่ควรใช้น้ำที่อยู่ริมหาด
หรือจะใช้เกลือวิทยาศาสตร์สำหรับเลี้ยงปลาทะเลผสมกับน้ำจืดก็ได้
โดยผสมให้น้ำมีความเค็มประมาณ 30-35 PPT โดยใช้เครื่องวัดความเค็มวัด
น้ำที่เตรียมไว้ควรตีออกซิเจนทิ้งไว้ประมาณ 1 สัปดาห์ ก่อนที่จะปล่อยปลาลงไปเลี้ยง

ปลาที่ซื้อมาต้องเลี้ยงแยกไว้เป็นคู่ๆ โดยปลา 1 คู่ จะใช้น้ำ 70 ลิตร ในตู้ขนาด 24x12x12 นิ้ว
ในตู้ปลาจะต้องใส่กระเบื้องวางพิงไว้ให้ได้มุม 45 องศา เพื่อทำเป็นบ้านของปลา

ที่สำคัญจะต้องมีออกซิเจนและเครื่องกรองน้ำด้วย เพราะถ้าขาดออกซิเจนปลาก็ตาย
และปลาแต่ละคู่ที่ใส่ลงไปจะต้องให้มีขนาดที่ต่างกัน ให้เป็นเล็กตัวใหญ่ตัว เพื่อไม่ให้มันกัดกัน

โดยธรรมชาติแล้วปลาการ์ตูนเป็นปลาที่มี 2 เพศในตัว จะใช้เวลาประมาณ 5-6 เดือนในการแยกเพศ
และส่วนมากตัวเมียจะมีขนาดใหญ่กว่าตัวผู้

การให้อาหาร เน้นให้อาหารเม็ดจะดีกว่าอาหารสด เพราะไม่ทำให้น้ำเสีย
ที่สำคัญถึงให้อาหารเม็ดก็ไม่ควรให้มากจนเหลือค้างในตู้ปลา เพราะจะทำให้น้ำเสียและปลาตายได้
จะให้วันละ 1-2 มื้อก็ได้ แล้วแต่ เพียงแต่จะต้องให้อาหารตรงเวลา ในเวลาเดียวกันทุกวัน
ถ้าให้ผิดเวลาจะทำให้ปลาเครียด และจะไม่ออกไข่

“เราก็เลี้ยงไปตามปกติจนปลาการ์ตูนอายุได้ประมาณ 1 ปีครึ่งถึง 2 ปี ก็เริ่มเจริญพันธุ์พร้อมที่จะวางไข่
ถ้าเราให้อาหารดี มันกินอิ่ม อยู่สบาย รู้สึกว่าปลอดภัย มันก็จะเริ่มวางไข่

การวางไข่ของปลาที่เพาะมันจะวางบนกระเบื้อง เราก็ปล่อยไว้ให้พ่อแม่มันดูแลไปก่อน 7 วัน
พอคืนวันที่ 7 เราก็แยกไข่ออกมาใส่ในตู้อนุบาล ตีออกซิเจนใส่ไข่ตลอดเวลา แค่นี้ลูกปลาก็จะฟักออกจากไข่เอง
ที่ต้องแยกไข่ออกมาก็เพราะลูกปลาที่จะฟักมักจะฟักช่วงประมาณ 2-3 ทุ่ม
ถ้าปล่อยไว้รวมกับพ่อแม่ มันก็จะกินลูกมันเอง”

ปลาการ์ตูนจะวางไข่ครั้งหนึ่งประมาณ 200-500 ฟอง ซึ่งปลา 1 คู่จะวางไข่ประมาณปีละ 7 เดือน
จะออกได้กี่ครั้งก็ขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของปลา โดยเปอร์เซนต์การรอดอยู่ที่ 30%

ลูกปลาที่ออกมาจะเลี้ยงด้วยแพรงตรอนสัตว์จำพวก “โรติเฟอร์”
พออายุได้ 7 วันก็เปลี่ยนมาให้ไรทะเลที่มีอายุ 1 วัน
หลังจากลูกปลาอายุได้ 20-30 วันก็เริ่มให้เป็นอาหารเม็ดบด พออายุ 6 เดือนก็ส่งขายได้

“อุปกรณ์การเลี้ยงต่างๆ สามารถหาซื้อได้ที่สวนจตุจักร
สำหรับแพรงตรอนสัตว์ (โรติเฟอร์) นั้นซื้อเชื้อมาเพาะเลี้ยงเองได้
หากไม่รู้แหล่งซื้อที่ไหนก็สามารถสั่งซื้อจากที่พอคูล่าฟาร์มได้
ซึ่งคนที่สนใจทดลองเพาะเลี้ยงครั้งแรกใช้เงินทุนประมาณ 10,000 บาทก็น่าจะพอ” สิงห์กล่าว

ทั้งนี้ ปลาการ์ตูนของฟาร์มนี้มีหลายสายพันธุ์ อาทิ ลายปล้อง ส้มขาว อานม้า อินเดียแดง การ์ตูนแดง
การ์ตูนทอง เพอคูล่า ส่วนราคาขายพันธุ์ปลาถ้าเป็นราคาส่งอยู่ที่ตัวละ 80 บาท ราคาขายปลีกตัวละ 150 บาท
ขณะที่ต้นทุนการเลี้ยงชุดแรกอยู่ที่ประมาณ 60 ต่อตัว ชุดต่อไปมีพันธุ์-มีอุปกรณ์แล้ว ทุนก็จะลดลงอีก

สำหรับผู้ที่สนใจต้องการซื้อพันธุ์ปลาการ์ตูนสายพันธุ์ต่างๆ จากเพอคูล่าฟาร์มไปทดลองเพาะเลี้ยงขยายพันธุ์
ติดต่อไปได้ที่ 3/46 หมู่ 2 ต.แสมสาร อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี 20180 โทร.08-1313-6324
ซึ่งนอกจากจะซื้อพันธุ์ปลาและแพรงตรอนแล้ว ยังสามารถขอคำปรึกษาวิธีการเลี้ยงเพิ่มเติมได้ด้วย

นี่ก็เป็น “ช่องทางทำกิน” เกี่ยวกับ “ปลาการ์ตูน” ที่เป็นมิตรกับธรรมชาติ !!


บดินทร์ ศักดาเยี่ยงยงค์ :รายงาน
ข้อมูลโดย : http://www.dailynews.co.th
ที่มา : http://library.dip.go.th
ภาพจาก : http://www.fotosearch.com



‘กระท้อนทรงเครื่อง’ เพิ่มมูลค่าผลไม้-ทำเงิน

‘กระท้อนทรงเครื่อง’ เพิ่มมูลค่าผลไม้-ทำเงิน

ในบรรดาผลไม้ไทยที่มีการนำมาแปรรูป เพิ่มมูลค่าแล้วกลายเป็นสินค้าที่ได้รับความสนใจ
ก็รวมถึง “กระท้อน” ที่นำมาแปรรูปในลักษณะที่เรียกว่า “ทรงเครื่อง
ซึ่งวันนี้ทีม “ช่องทางทำกิน” จะพาไปสัมผัสกับข้อมูล “กระท้อนทรงเครื่อง เจ้าเก่าวังหลัง
ซึ่งทำขายมานานกว่า 10 ปีแล้ว...

อารีย์ ศรีวิทัศน์ เจ้าของร้าน "กระท้อนทรงเครื่อง เจ้าเก่าวังหลัง" เผยว่า
เดิมทีมีอาชีพเป็นช่างตัดเย็บเสื้อผ้าขายมาก่อน และเมื่อ 10 ปีที่ผ่านมาได้ไปร่ำเรียนวิชาโหราศาสตร์
จากนั้นได้ย้ายมาอยู่ที่ย่านวังหลัง พร้อมกับเปิดร้านรับทำนายดวงชะตา ควบคู่ไปกับการขายเสื้อผ้าด้วย
จนต่อมาพี่สาวมาเยี่ยม และแนะนำว่าน่าจะทำกระท้อนทรงเครื่องขาย เพราะเห็นว่าย่านวังหลังมีคนเยอะ
ประกอบกับคุณแม่มีสูตรการทำอยู่แล้ว ตนเห็นว่าน่าจะทำเป็นรายได้เสริมได้อีก จึงลองทำขายดู

โดยเริ่มขายเป็นเจ้าแรกในย่านเริ่มต้นที่กระท้อนทรงเครื่อง จากนั้นยังได้เพิ่มเติมมะกอก, สละทรง
รวมทั้งมะม่วงน้ำปลาหวานด้วย ซึ่งกระท้อนกับสละจะมีผลผลิตเพียง 5-7 เดือนต่อปีเท่านั้น
แต่มะม่วงนั้นมีให้ขายตลอดทั้งปี และเมื่อหมดหน้ากระท้อน-สละแล้วก็จะทำเมี่ยงส้มโอมาขายด้วย
ก็เป็นเทคนิคการขายที่ทำให้มีสินค้าขายตลอดปี"

จริงๆ แล้วผลไม้ของไทยทุกชนิดสามารถนำมาทำเป็นผลไม้ทรงเครื่องได้หมด
ซึ่งสามารถเก็บไว้รับประทานหรือรอขายได้นานประมาณ 10 วัน
แต่ที่สำคัญอยู่ที่น้ำทรงเครื่อง และคุณภาพของผลไม้ ต้องยอมจ่ายแพงกว่าเพื่อให้ได้ของที่สดและดีจริง ๆ"

คุณอารีย์กล่าวต่อไปว่า สำหรับ "กระท้อนทรงเครื่อง" นั้น การเลือกกระท้อนจะสั่งซื้อโดยตรงจากสวนที่ระยอง
และต้องเป็นกระท้อนห่อ (ได้รับการห่อถุงกระดาษจากต้น) เพราะเนื้อจะฟูและอร่อย
ส่วนสละซื้อจากปากคลองตลาด มะกอกนั้นซื้อมาจากตลาดมหานาค มะม่วงที่ใช้ก็ต้องเป็นมะม่วงแรดที่ได้รสชาติ

โดยเฉลี่ยในแต่ละวันร้านนี้จะใช้กระท้อน 20 กก. โดยซื้อมา กก.ละ 25 บาท
ส่วนสละกับมะกอกใช้วันละ 10 กก. ซื้อมา กก.ละ 35 และ 25 บาทตามลำดับ
มะม่วงจะใช้ประมาณ 15 กก.ต่อวัน ซื้อมา กก.ละ 20 บาท
ราคาขายกระท้อนทรงเครื่องทั่วไปจะอยู่ที่ลูกละ 30 บาท แต่ถ้าเป็นลูกใหญ่ประมาณ 2 ลูกต่อ 1 กก.
จะขายลูกละ 80 บาท ส่วนสละทรงเครื่องขายถุงละ 30 บาท, มะกอกทรงเครื่องขายถุงละ 20 บาท
และมะม่วงน้ำปลาหวานขายถุงละ 30 บาท

วิธีการทำ เริ่มจากการปอกเปลือกกระท้อนก่อน จากนั้นนำไปแช่ในน้ำเกลือประมาณครึ่งชั่วโมง
แล้วหั่นไปรอบๆ ผล บีบตรงขั้วบน-ล่างลงมา และหมุนเล็กน้อย จะได้รูปทรงที่สวยงามและน่ารับประทาน
แต่ถ้าเป็นมะกอกนั้นเมื่อปอกเปลือกเสร็จ เมื่อนำไปล้างน้ำให้สะอาดเรียบร้อยแล้ว ให้นำไปลวกในน้ำร้อน
และบีบให้แตกโดยที่ไม่ต้องแคะเมล็ดออก ส่วนสละเมื่อปอกเปลือกล้างเสร็จแล้ว สามารถนำมาใช้ได้เลย

การทำ "น้ำทรงเครื่อง" อุปกรณ์-วัตถุดิบที่ต้องเตรียมตามสูตรก็มี หม้อสำหรับเคี่ยวน้ำ, น้ำเปล่า,
น้ำตาลปี๊บ 10 กก., พริกแดงปั่น 1 ขีด, กะปิอย่างดี 1 ขีด และแบะแซ 500 กรัมกรรม

วิธีขั้นตอนการทำ
คือ นำน้ำตาลปี๊บต้มกับน้ำเปล่าประมาณ 5 แก้วให้เดือดก่อน จากนั้นใส่พริกแดงปั่น, กะปิและแบะแซลงไป
เติมน้ำเปล่าอีกประมาณ 2 แก้ว เคี่ยวให้เข้ากันอีกประมาณครึ่งชั่วโมง รอจนเดือดแล้วนำขึ้นจากเตาได้เลย

มีน้ำทรงเครื่องแล้วก็ต้องมีเครื่องเคียงประกอบด้วย ได้แก่ มะพร้าวคั่ว, ถั่วลิสงคั่ว ทุบ ให้แตก และกุ้งแห้ง
โดยที่เวลาขายกระท้อนทรงเครื่อง 1 ถุงจะใช้มะพร้าวคั่ว 2 ช้อนโต๊ะ, ถั่วลิสงคั่ว 2 ช้อนโต๊ะ
และกุ้งแห้ง 1 ช้อนโต๊ะ แต่ถ้าเป็นน้ำปลาหวานจะใช้น้ำทรงเครื่องเหมือนกัน เพียงแต่เครื่องเคียงต่างกัน
โดยมะม่วงจะใช้หอมแดงซอย, พริกขี้หนูซอย และกุ้งแห้งแทน

คุณอารีย์ยังบอกเคล็ดลับให้ฟังอีกว่า "จุดสำคัญอยู่ที่มะพร้าวและถั่วลิสง ต้องนำมาคั่วเอง
ยอมเสียเวลาเพิ่มอีกนิด จะได้เครื่องเคียงที่หอม และมีคุณภาพมากกว่า"

นอกจากนี้ยังบอกต่ออีกว่า ตอนแรกเคยคิดจะเลิกขายเหมือนกัน เพราะคิดว่ารับดูดวงอย่างเดียวก็พอแล้ว
แต่พอมีลูกค้าติดอกติดใจฝีมือมากมาย อีกทั้งมีแฟนมาคอยช่วยขาย จึงไม่ได้คิดที่จะเลิกอีกเลย

ปกติแล้วร้านกระท้อนทรงเครื่องร้านนี้จะเปิดขายตั้งแต่ 8 โมงเช้าจนถึง 6 โมงเย็น
โดยในหนึ่งวันถ้าขายได้หมดตามการลงทุนซื้อของดังที่ว่ามาแต่ต้น จะทำรายได้เกือบ 3,000 บาท
จากราคาต้นทุนต่อวันประมาณ 1,500-1,700 บาท
ก็เรียกได้ว่าเป็นรายได้ที่น่าพอใจ คุ้มเหนื่อย และสามารถเลี้ยงครอบครัวได้

ใครผ่านไปแถววังหลังในกรุงเทพฯ อยากชิมรสชาติ "กระท้อนทรงเครื่อง" ของ อารีย์ ศรีวิทัศน์ ก็เชิญ
ร้านอยู่ตรงปากซอยวังหลัง ด้านถนนอรุณอมรินทร์ หรือสอบถามที่ โทร. 0-2412-4687, 08-9520-0672

ก็เป็นอีกหนึ่ง "ช่องทางทำกิน" เป็นอีกตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าการนำอะไรมาประยุกต์เพิ่มมูลค่า
ก็จะสามารถสร้างรายได้ที่ดีขึ้นอีกระดับ
ซึ่งในช่วงนี้ ก็เป็นช่วงที่มี "ผลไม้ไทย" ต่างๆ พาเหรดออกผลอย่างอุดมสมบูรณ์ จนบางอย่างมีปัญหาราคาตก
หากลองนำมาทำ "ทรงเครื่อง" อาจสร้างงาน-สร้างกำไรที่ดีได้ !!

ข้อมูลโดย : http://www.dailynews.co.th
ที่มา : http://library.dip.go.th
ภาพจาก : http://pirun.ku.ac.th

สารบัญแนะนำอาชีพสร้างรายได้ : งานด้านอาหาร

‘ทำเงินสงกรานต์’ น้ำอบไทย+ชุดผ้าไหว้

‘ทำเงินสงกรานต์’ น้ำอบไทย+ชุดผ้าไหว้

ใกล้ “สงกรานต์” อีกแล้ว วันนี้ทีม “ช่องทางทำกิน” ก็เลยมีข้อมูลการ “ทำเงินจากเทศกาลสงกรานต์”
มาฝากกันอีกครั้ง โดยเป็นเรื่องของการทำ “น้ำอบไทยสูตรโบราณ” แต่มิใช่เท่านี้...
ยังมีไอเดียการจัดทำเป็นชุดสินค้าสำหรับเทศกาลนี้ คือ “ชุดผ้าไหว้วันสงกรานต์
มานำเสนอให้ลองพิจารณากันด้วย...

คุณตุ่ย-อภิรมย์ ชำนิบรรณการ แห่งร้าน ยัวร์ฟลอริสท์ คือผู้ที่จะให้ข้อมูลการทำน้ำอบไทย
โดยคุณตุ่ยบอกว่า... น้ำอบไทยสูตรนี้เป็นตำรับดั้งเดิมของคุณหญิงสะอิ้งมาศย์
ที่มีจุดเด่นคือความหอมทน หอมนาน และเก็บรักษาได้นานถึง 1 ปี โดยที่ไม่ต้องใส่สารกันเสีย
ทำให้ได้รับการยอมรับจากผู้ที่เคยใช้งาน เหมาะจะนำมาประกอบกับพิธีรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่
หรือแม้แต่ใช้สำหรับประพรมร่างกาย รวมทั้งการสรงน้ำพระ โดยอาจใช้ประกอบกับแป้งร่ำ


“คนมักมองว่าน้ำอบมักใช้แค่ช่วงสงกรานต์ แต่จริงๆ แล้วหลายพิธีกรรม น้ำอบก็เป็นส่วนประกอบสำคัญ
ที่จะขาดไม่ได้ ตั้งแต่การทำบุญขึ้นบ้านใหม่หรือการมงคล อวมงคลทั้งหลาย
จึงทำให้น้ำอบไทยสามารถขายได้ทั้งปี ที่สำคัญเหลือคนทำจริงจังน้อยมาก ทำให้ในตลาดมีคู่แข่งขันน้อย”

สำหรับที่ร้านนั้นมีจำหน่ายอยู่ 2 ตำรับ คือตำรับในวังหลวงของพระบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพวงสร้อยสอางค์
อีกตำรับเป็นตำรับคุณหญิงสะอิ้งมาศย์ ซึ่งตำรับหลังนี้ที่ร้านของคุณตุ่ยมีการเปิด “อบรม” ด้วย

กับน้ำอบตำรับคุณหญิงสะอิ้งมาศย์นั้น ตามสูตรหากผลิตจำนวน 20 ขวด ขนาด 750 ซีซี
หรือขนาดเท่าขวดแม่โขงนั้น ส่วนผสมจำเป็นที่จะต้องใช้มีดังนี้...ใบเตยหอม 5 ใบ, น้ำสะอาด 2.5 ลิตร,
ชะลูดก้าน 1 ถ้วยตวง, หัวน้ำหอมกลิ่นต่าง ๆ ที่ผสมเสร็จแล้ว 1/4 ช้อนตวง, ดอกกระดังงา 1/2 ออนซ์,
มะลิ 1/2 ออนซ์, พิกุล 1/2 ออนซ์, กุหลาบ (ทีโรส) 1/2 ออนซ์, พุทธชาด 1/2 ออนซ์, หัวน้ำหอมไฮซิน 1/4 ออนซ์,
ผิวมะกรูดป่นหยาบ 1/4 ช้อนตวง, จันทน์เทศป่นหยาบ 4 ช้อนตวง, กำยานป่น 1 ช้อนตวง,
น้ำตาลทรายขาว 1/4 ช้อนตวง, น้ำตาลทรายแดง 1/4 ช้อนตวง, เทียนอบ 1 แท่ง, แป้งร่ำ 2 ก้อน,
แป้งหิน(ดินสอพอง) 3 ถ้วยตวง และชะมดเช็ด 1 เม็ดถั่วเขียว

แหล่งวัตถุดิบเหล่านี้สามารถหาซื้อได้ที่ย่านถนนจักรวรรดิ
ซึ่งมีร้านสมุนไพรมากมายหลายร้าน อาทิ ร้านเวชพงศ์ ร้านฮงฮวด และร้านถาวรธนสาร เป็นต้น”

ส่วนอุปกรณ์นั้น ที่จำเป็นในการผลิตน้ำอบไทยก็มี... หม้อทรงโอ หรือหม้อทรงสูงขนาด 14 นิ้ว,
โถกระเบื้องสำหรับอบ, ทวนหรือตะคันสำหรับจุดเทียน, ผ้าขาวบาง, คีมคีบถ่าน และมีด เป็นต้น

เงินลงทุนในเบื้องต้นนั้น อยู่ที่ประมาณ 3,000 บาท แต่ถ้ามีอุปกรณ์อยู่แล้ว
ก็อาจจะลงทุนเพียงเฉพาะค่าวัตถุดิบประมาณ 1,250 บาท ต่อการผลิตน้ำอบไทยขวดขนาด 750 ซีซี 20 ขวด
โดยต้นทุนเฉลี่ยต่อขวดอยู่ที่ประมาณ 62.50 บาท
ส่วนราคาขายต่อขวดอยู่ที่ 450 บาท หากเป็นขวดเล็กขนาด 180 ซีซี ราคาขายอยู่ที่ 195 บาท

ขั้นตอนการทำน้ำอบตำรับคุณหญิงสะอิ้งมาศย์ คุณตุ่ยแจกแจงว่า...
เริ่มจากนำน้ำสะอาด 2.5 ลิตร มาต้มรอให้น้ำเดือด เมื่อน้ำเดือดได้ที่ให้นำชะลูดและใบเตยหอมที่เตรียมไว้ใส่ลงไป
จากนั้นต้มด้วยไฟอ่อนต่อไปอีก 15-20 นาที เมื่อครบเวลาที่กำหนดให้นำน้ำที่ได้มาพักไว้ให้เย็น
จากนั้นแยกเป็นโถๆ แต่ห้ามปิดฝาจนกว่าน้ำจะเย็นสนิทลำดับต่อมา นำเทียนมาอบโดยใช้ฝาสำหรับการอบขนม
โดยอบ 3 ครั้ง ครั้งละ 15 นาที ขณะที่จะปิดฝาต้องดับเทียนก่อนทุกครั้ง เพื่อให้กลิ่นหอมของเทียนกระจายไปทั่วโถ
จากนั้นทำการร่ำกำยานประมาณ 5 ครั้ง ครั้งละ 3 นาที โดยใช้กำยานประมาณ 1/2 ช้อนชา
เมื่อจะเปลี่ยนกำยานนั้น ทุกครั้งต้องกวนน้ำตลอด

เมื่อผ่านพ้นจากขั้นตอนดังกล่าวก็มาถึงการปรุงน้ำอบ โดยให้ใส่ชะมดเช็ดลงไป
นำพิมเสนประมาณ 3 เกล็ดมาบดให้ละเอียด จากนั้นนำแป้งร่ำและแป้งหินมาบดให้ละเอียด
และนำหัวน้ำหอมเติมลงไป โดยต้องหมั่นเติมน้ำที่อบไว้ครั้งละประมาณ 3 ช้อนโต๊ะ
คนให้เข้ากันประมาณ 3-5 ครั้ง จากนั้นกวนให้เหลวแล้วเทลงในน้ำที่อบไว้
จากนั้นกวนให้เข้ากัน นำมาบรรจุใส่ภาชนะหรือขวดเก็บไว้ เป็นอันเสร็จขั้นตอนการทำ

“กระบวนการค่อนข้างจะยุ่งยาก กว่าจะเสร็จทุกขั้นตอนก็ใช้เวลาประมาณ 3 วันต่อการทำหนึ่งครั้ง
แต่ทำครั้งเดียวก็เก็บไว้ขายได้นาน บางคนนอกจากจะใช้ในงานพิธีแล้วยังนำมาประพรมร่างกาย
ซึ่งน้ำอบไทยจะหอมเย็น หอมนาน เหมาะกับสภาพอากาศของบ้านเรา”

คุณตุ่ยยังบอกอีกว่า นอกจากจะขายเฉพาะน้ำอบอย่างเดียวแล้ว กับ “เทศกาลสงกรานต์”
ก็สามารถจัดทำเป็น “กิฟต์เซตสำหรับการไหว้ หรือที่เรียกแบบไทยๆ ว่า “ชุดผ้าไหว้วันสงกรานต์
ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าของสินค้าที่ปกติขายเพียงชิ้นเดียว และยังช่วยดึงดูดใจลูกค้าให้สนใจในสินค้ามากขึ้นด้วย

“สามารถนำเอาจุดเด่นเรื่องของความสะดวกมาเป็นจุดขายได้อีก
เพราะลูกค้าไม่ต้องไปหาซื้อของสำหรับนำไปไหว้ผู้ใหญ่เพิ่ม สิ่งของจำเป็นทั้งหมดถูกบรรจุไว้ครบหมดแล้ว”

ในชุดผ้าไหว้สงกรานต์สำหรับ “ผู้ใหญ่” นั้น เจ้าของแนวคิดอธิบายว่า...
ในชุดหนึ่งจะประกอบด้วย น้ำอบไทย, ผ้าขนหนู, แป้งร่ำ, บุหงา, ยาหม่องน้ำ บรรจุลงกระเช้าหรือกล่องมีฝาปิด
ส่วนชุดไหว้สำหรับ “พระสงฆ์” ก็ประกอบด้วย น้ำอบไทย, ผ้าอาบน้ำฝน, สบู่เหลว, ยาหม่องน้ำ, ยาดมส้มมือ,
พัดโบก, บุหงาไทย และชุดดอกไม้ธูปเทียน เป็นต้น

ราคาขายสำหรับชุดไหว้นั้น ก็มีตั้งแต่ 500-2,000 บาท ขึ้นกับสิ่งของที่บรรจุและขนาดเป็นสำคัญ
ใครที่สนใจอยากจะติดต่อ คุณตุ่ย-อภิรมย์ ชำนิบรรณการ ร้านยัวร์ฟลอริสท์
ร้านอยู่ที่เลขที่ 17 ถนนเทศบาลสงเคราะห์ (ซอยวัดเสมียนนารี) แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ
โทร.0-2954-2783-4 ก็หวังว่าแฟน “ช่องทางทำกิน” คงจะได้ไอเดีย “ทำเงินรับสงกรานต์” กันไม่มากก็น้อย !!.

‘ศิริโรจน์ ศิริแพทย์’ : รายงาน
เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 1 เม.ย. 2549
ข้อมูลโดย : http://www.dailynews.co.th
ที่มา : http://library.dip.go.th
ภาพจาก : http://media1.th.88db.com

สารบัญแนะนำอาชีพสร้างรายได้ : งานประดิษฐ์ สิ่งของเครื่องใช้

‘บุหงารำไป’ เครื่องหอมไทยชาววัง

‘บุหงารำไป’ เครื่องหอมไทยชาววัง

วันนี้ทีมงาน “ช่องทางทำกิน” นำเรื่องราวของเครื่องหอมไทยชนิดหนึ่ง
อีกหนึ่งมรดกทางปัญญาบรรพบุรุษไทย มานำเสนอ นั่นคือ “บุหงารำไป” เครื่องหอมไทยโบราณ
ทำด้วยดอกไม้หลายชนิด ผึ่งแห้ง พรมด้วยน้ำหอมหรือน้ำปรุง แล้วบรรจุในห่อผ้าโปร่งหรือผ้าตราพริกไทย
ใช้สำหรับอบผ้าให้หอม หรือใช้เป็นของชำร่วยก็ได้

เจ้าของผลิตภัณฑ์เครื่องหอมไทย “ช่อแก้วอ.ทัศพร เพ่งเจริญ เจ้าหน้าที่สถาบันพยาธิวิทยา กรมการแพทย์
กระทรวงสาธารณสุข สนใจเรื่องเครื่องหอมไทย จึงใช้เวลาว่างวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ให้เป็นประโยชน์
โดยไปเรียนที่วิทยาลัยในวัง ได้รับการถ่ายทอดการทำเครื่องหอมไทย และน้ำอบไทยเป็นสูตรต้นตำรับชาววัง
จากนั้นไปศึกษาค้นคว้าสูตรและวิธีการต่าง ๆ ต่อ 2-3 แห่ง เพื่อต่อยอดและพัฒนาสูตรที่ได้เรียนมา
ให้เป็นสูตรของตัวเอง แล้วปรับใช้ให้เหมาะสมกับยุคปัจจุบัน เพื่อให้มีความโดดเด่น เน้นคุณภาพและบรรจุภัณฑ์
คัดสรรวัตถุดิบที่ดีที่สุด เพื่อที่จะสามารถนำไปเป็นของฝาก ที่สามารถสร้างความประทับใจทั้งผู้ให้และผู้รับ

“ผลิตภัณฑ์ตัวแรกที่ผลิตขึ้นมาคือน้ำอบไทย ตามด้วยบุหงารำไป เหตุที่ใช้ชื่อแบรนด์ช่อแก้ว
เพื่อให้คนจดจำได้ และพูดติดปาก ดอกแก้วเป็นดอกไม้ไทยที่มีชื่อไพเราะ กลิ่นหอม ออกดอกเป็นช่อสวย
ปัจจุบันผลิตภัณฑ์ช่อแก้วย่างเข้าปีที่ 5 แล้ว และได้รับการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี
เช่น เครื่องหอมบุหงารำไป มะกรูดหอม พิมเสนน้ำ น้ำอบไทย น้ำปรุง สีผึ้งชาววัง สบู่กรีเซอรีนใส่แผ่นทองคำเปลว
ซึ่งคนโบราณนำมาใช้ในการสมานแผล เพราะทำให้เย็น และของชำร่วยที่รับจัดให้กับงานมงคลต่างๆ”

ผลิตภัณฑ์ช่อแก้วนี้ อ.ทัศพรบอกว่า เริ่มจากการที่ผลิตขึ้นมาแล้วใช้เอง แล้วแจกให้เพื่อนใช้ก่อน
เมื่อเพื่อนใช้แล้วเห็นว่าดีก็สั่งซื้อกันเข้ามา จากนั้นคนก็เริ่มรู้จักผลิตภัณฑ์ช่อแก้วมากขึ้น
ซึ่ง “บุหงารำไป” ได้รับเลือกให้เป็นสินค้าหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ของเขตบางแค
เวลามีงานก็ได้รับเชิญจากเขตเข้าร่วมงานแสดงสินค้าเป็นประจำ

จุดเด่นของบุหงารำไปช่อแก้ว คือดอกไม้จะไม่ผ่านการทำสี ไม่ใส่สารสังเคราะห์
กลิ่นหอมของบุหงาได้มาจากกลิ่นดอกไม้ไทยที่สกัดขึ้นมา ไม่ใช่กลิ่นสังเคราะห์
แม้ไม่มีกลิ่นให้เลือกมากเหมือนกับบุหงาที่ขายกันทั่วไป แม้สีไม่สด
แต่ลูกค้าส่วนใหญ่ก็ชอบ เพราะ “กลิ่นธรรมชาติ” และยังมีจุดเด่นอยู่ที่ “บรรจุภัณฑ์ไม่เหมือนใคร”


อุปกรณ์ที่ใช้ในการทำบุหงารำไปก็มี...
หม้อเคลือบพร้อมฝาปิด, โถแก้ว, กระด้ง, โกร่งบดยา (ครกบดยาเล็ก ๆ), ผ้าโปร่ง-ผ้าลูกไม้-ผ้าฉลุลาย, ดิ้นทอง,
กรรไกร, ปืนกาว, เข็ม, ด้าย เชือกสี, ริบบิ้น, เขียง, มีด และภาชนะจักสานอย่างอื่น
เพื่อให้มองเห็นสีสันของกลีบดอกไม้ชนิดต่างๆ ที่นำมาปรุง และเพื่อให้กลิ่นหอมระเหยได้

วัตถุดิบประกอบด้วย...
ดอกไม้สด เช่น ดอกมะลิ, ดอกกุหลาบ, ดอกพิกุล, ดอกสแตนติส, ดอกรัก, ดอกบานไม่รู้โรย และใบเตยหอม,
หัวน้ำหอม, เทียนหอมอบขนม เป็นต้น

สำหรับขั้นตอนการทำ “บุหงารำไป” มีดังนี้...ก่อนนำดอกไม้สดมาทำบุหงา ควรล้างดอกไม้ด้วยน้ำสะอาดก่อน
โดยเริ่มจากการนำเอาใบเตยหอมมาล้างน้ำให้สะอาด ผึ่งให้แห้ง
แล้วหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ นำใส่กระด้ง เกลี่ยให้กระจายทั่วกระด้ง
จากนั้นนำดอกไม้สดที่เตรียมไว้แต่ละชนิดไปล้างแบบสรงน้ำเบาๆ ผึ่งให้แห้ง
แล้วนำดอกไม้มาปลิดเอาแต่กลีบ ส่วนของก้านดอกทิ้งแยกไป เช่น
กุหลาบ ดอกรัก ให้แกะเปลือกทิ้ง แล้วฉีกเอากลีบดอกรักแต่ละกลีบ รวมทั้งไส้ดอกรักก็นำมาใช้ด้วย,
ดอกพิกุลและดอกสแตนติสต้องใช้ทั้งดอก, ดอกมะลิ เด็ดกลีบเลี้ยงทิ้ง, ดอกบานไม่รู้โรย เด็ดแต่ละกลีบดอก
ดอกไม้แต่ละชนิดที่เด็ดกลีบเสร็จแล้ว โรยบนกระด้งให้กระจาย (แยกกระด้งละชนิด ห้ามปนกัน)
นำไปผึ่งแดดรำไร ประมาณ 5-7 วัน (ขึ้นอยู่กับความชื้นของดอกไม้ด้วย)
จากนั้นให้นำดอกไม้ทุกชนิดมาใส่หม้อเคลือบ คลุกเคล้าเบาๆ ให้เข้ากัน

ลำดับต่อมา ทำการอบเทียน โดยจุดเทียนหอมที่ใช้สำหรับอบขนม รอจนมีควันออกจากเทียน
เป่าเทียนให้ดับวางลงในถ้วยที่อยู่ในหม้อเคลือบดอกไม้แห้ง ที่เตรียมไว้ ปิดฝาให้สนิท
ตั้งทิ้งไว้ประมาณ 15 นาทีต่อหนึ่งครั้ง ทำอย่างนี้ประมาณ 4-5 ครั้ง

จากนั้นนำกลิ่นน้ำหอมที่ชอบใส่ลงไป เพื่อตรึงกลิ่น
ตามด้วยพิมเสนเพียงเล็กน้อยบดละเอียดโรยลงบนดอกไม้ ใช้มือคลุกเคล้าเบาๆ ให้ทั่ว
จะช่วยให้หอมเย็นๆ สดชื่นโล่งจมูกแล้วก็นำใส่บรรจุภัณฑ์ตามความชอบ

ราคาก็ขึ้นอยู่กับบรรจุภัณฑ์ มีตั้งแต่ 45-190 บาท
ปัจจุบัน อ.ทัศพร เป็นวิทยากร “เครื่องหอมไทยโบราณ” อยู่ที่วิทยาลัยในวัง (ศาลายา)
ได้รับเชิญจากสถาบันการศึกษา มูลนิธิ หน่วยงานต่างๆ ให้ไปเป็นอาจารย์สอนเป็นประจำ
ส่วนใครสนใจ “บุหงารำไป” ผลิตภัณฑ์เครื่องหอมไทย “ช่อแก้ว” ติดต่อ อ.ทัศพร ได้ที่ 114 หมู่ 1
ซอยเพชรเกษม 70 แขวงบางแคเหนือ เขตบางแค กรุงเทพฯ 10160 โทร. 08-9520-8815, 0-2454-0498.

เชาวลี ชุจเร รัตนราตรี : รายงาน
เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 23 ก.ค. 2549
ข้อมูลโดย : http://www.dailynews.co.th
ที่มา : http://library.dip.go.th
ภาพจาก : http://202.129.59.73

สารบัญแนะนำอาชีพสร้างรายได้ : งานประดิษฐ์ สิ่งของเครื่องใช้

วันศุกร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

‘ข้าวโพดคลุก’ ‘ธัญพืช’ เพิ่มจุดขาย

‘ข้าวโพดคลุก’ ‘ธัญพืช’ เพิ่มจุดขาย

ธัญพืช” เพื่อสุขภาพ จำพวกข้าวบาร์เลย์ เมล็ดบัว ลูกเดือย เมล็ดงา
ปัจจุบันมีการนำมาใช้ “เพิ่มจุดขาย” ให้อาหารหลายชนิด เพราะผู้บริโภคยุคใหม่กำลังให้ความนิยม
รวมถึง “ข้าวโพดคลุก” ซึ่งวันนี้ทีม “ช่องทางทำกิน” ก็มีเรื่องราวของ “ข้าวโพดคลุกธัญพืช” มานำเสนอ
ให้ลองพิจารณากัน...

เจี๊ยบ-จันทร์นภา ทองเชื้อ เป็นเจ้าของร้าน Sweet Corn ที่ขาย “ข้าวโพดคลุกธัญพืช” โดยเจ้าตัวเล่าให้ฟังว่า
เป็นคนชอบทานข้าวโพด กล้วยต้ม และฟักทองมาก ทั้งซื้อทานและทำทานเอง
ต่อมาจึงได้ใช้เวลาว่างหลังจากเลิกงานประจำ มาเปิดร้านขายอาหารเพื่อสุขภาพที่ฟูดส์ เซ็นเตอร์ เมืองทอง
เริ่มต้นจากการขายข้าวโพดต้ม ข้าวโพดคลุกเนย และข้าวโพดต้มคลุกมะพร้าว
และภายหลังก็นำฟักทอง และกล้วยต้มมาขายเพิ่มด้วย


เมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา ปรากฏว่าข้าวโพดคลุกเนยได้รับความนิยมมาก มีขายทั่วบ้านทั่วเมือง
ซึ่งทำให้ที่ร้านขายได้ยากมากขึ้น...จึงต้องพยายามพลิกแพลง และหาจุดขายใหม่ๆ

“วันหนึ่งมีของเหลือ คือ ข้าวโพดต้ม กล้วยต้ม และฟักทองต้มเต็มร้านเลย
จึงได้นำของทั้ง 3 อย่างนี้มาจัดแบ่งแยกเป็นชุดเดียวกันในปริมาณเท่าๆ กัน ซึ่งปรากฏว่าขายดี
ทำให้เรารู้ว่าคนต้องการกินทั้ง 3 อย่างในปริมาณอย่างละไม่มาก จึงได้จัดทำเป็นชุดขายเช่นนี้มาตลอด”

คุณเจี๊ยบเล่าต่อไปว่า ต่อมาก็ได้เพิ่มการคลุกธัญพืชต่าง ๆ โดยเริ่มมาได้ 6 เดือนแล้ว
เพราะเห็นว่าคนเริ่มหันมาสนใจเรื่องสุขภาพมากขึ้น จึงได้คิดนำธัญพืชมาประกอบเพิ่ม
ซึ่งก็พยายามที่จะศึกษาว่าแต่ละอย่างมีคุณสมบัติอะไรบ้างต่อร่างกาย จนความรู้แตกฉานในระดับหนึ่งแล้ว
จึงได้ทดลองทำขายดู ในราคาที่ไม่แพง และก็ได้รับการตอบรับดีมากทีเดียว คนให้ความสนใจมาก
เป็นทางเลือกในการค้าขายอีกทางหนึ่ง

สำหรับการขายอาหารเพื่อสุขภาพรูปแบบนี้ จริงๆ แล้วไม่ใช่เรื่องยากอะไร
แต่อาจจะต้องวุ่นวายในเรื่องของการเตรียมของเท่านั้นเอง เพราะของที่ขายนั้นเป็นของทาน
ดังนั้นเรื่องของความสด ความสะอาด และถูกหลักอนามัย จึงเป็นสิ่งที่ต้องคำนึงถึงเป็นอันดับแรก

เริ่มต้นที่ ข้าวโพด ต้องใช้ข้าวโพดเกรดเอ วันละ 150-200 ฝัก ปอกเปลือกล้างน้ำให้สะอาด แล้วนำไปต้มให้สุก
แต่ในระหว่างขายอาจจะต้องนึ่งร้อนไปด้วย, ฟักทอง เลือกที่เนื้อแน่นเหนียว ใช้วันละ 20 กก.
ปอกเปลือก คว้านเม็ด และต้มให้สุก, กล้วยน้ำว้า วันละ 7-10 หวี ปอกเปลือก และต้มใส่เกลือ
ธัญพืชต่างๆ ที่ใช้คลุกผสม ประกอบไปด้วย ถั่วแดง, ถั่วเหลือง, ข้าวบาร์เลย์ และลูกเดือย ใช้วันละ 1 กิโลกรัม
โดยต้องนำมาแช่น้ำค้างคืน และนำไปต้มให้สุกเสียก่อนจึงนำมาใช้

นอกจากนี้ก็เตรียม น้ำตาลอ้อย, งาขาวคั่วบด, งาดำคั่วบด และงาขาว-งาดำคั่วผสมกัน
เน้นว่าต้องใช้ของสด ของใหม่ ทุกวัน

การขาย “ข้าวโพดคลุกธัญพืช” มีหลายแบบคือ คลุกขายกันสดๆ หรือคลุกแล้วบรรจุลงในกล่องโฟม
ปิดด้วยพลาสติกใสให้เรียบร้อย หรือจัดเตรียมเป็นชุดๆ
เพื่อให้ลูกค้านำไปทำทานเอง ในปริมาณที่เหมาะสมกับราคา แต่อิ่มท้อง ไม่มากเกินไป และไม่น้อยเกินไป

ข้าวโพดคลุกธัญพืช ขายราคา 15 บาท ประกอบไปด้วย ข้าวโพดต้ม และเครื่องธัญพืช ได้แก่
บาร์เลย์+ลูกเดือย+ถั่วเหลือง+ถั่วแดง+น้ำตาลอ้อย+งาดำบด+งาขาวบด +งาขาว-งาดำคั่ว และเกลือนิดหน่อย

การคลุกจะใช้ข้าวโพดต้ม 1/2 ฝักเป็นตัวยืนพื้น
ส่วนธัญพืชอย่างบาร์เลย์ ลูกเดือย ถั่วเหลือง ถั่วแดง อย่างละ 1 ทัพพี คลุกเคล้ากับน้ำตาลอ้อย 2 ทัพพี
และเพิ่มสีสันด้วยงาดำบด งาขาวบด งาขาว-งาดำคั่ว ปรุงรสด้วยเกลืออีกนิดหน่อย เท่านี้ก็เรียบร้อยแล้ว

ส่วนการขายแบบรวมชุด ราคา 15 บาท ประกอบด้วย ข้าวโพดต้ม ฟักทองต้ม และกล้วยน้ำว้าต้ม
มีเครื่องธัญพืช ได้แก่ บาร์เลย์+ลูกเดือย+ ถั่วเหลือง+ถั่วแดง+น้ำตาลอ้อย+งาดำบด+งาขาวบด และงาขาว-งาดำคั่ว

นอกจากนี้ที่ร้านคุณเจี๊ยบก็ยังมีแบบเดิมๆ ขายให้ลูกค้าอยู่ คือ ข้าวโพดคลุกมะพร้าว ขายราคา 15 บาท
และข้าวโพดคลุกเนย ขายราคา 12 บาท

ร้านของคุณเจี๊ยบ-จันทร์นภา อยู่ที่บริเวณฟูดส์ เซ็นเตอร์ เมืองทองธานี โซนซี
ขายทุกวันตั้งแต่เวลา 13.00-20.00 น. และยังมีที่ห้างโลตัส พระ ราม 5
หรือติดต่อคุณเจี๊ยบได้ที่ โทร. 0-1813-6473 (ปัจจุบันเป็น 08-1813-6473)

ขายอาหารการกินยุคที่ใครๆ ก็ขาย จำเป็นต้องเน้นคุณภาพสินค้า
และหากสามารถพัฒนารูปแบบให้แปลกใหม่ได้ด้วย ก็จะยิ่งดี อย่างกรณี “ข้าวโพดคลุกธัญพืช” นี่เป็นต้น !!.

สุภารัตน์ ยอดศิริวิชัยกุล : รายงาน
จเร รัตนราตรี : ภาพ
เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 23 เม.ย. 2549
ข้อมูลโดย : http://www.dailynews.co.th
ที่มา : http://library.dip.go.th
ภาพจาก : http://www.fotosearch.com.au

สารบัญแนะนำอาชีพสร้างรายได้ : งานด้านอาหาร

สุรพล พลแก้ว เผยสูตรเด็ด ผลิตน้อยหน่าให้ผลโต ผิวมัน เนื้อดี รสหวาน

สุรพล พลแก้ว เผยสูตรเด็ด ผลิตน้อยหน่าให้ผลโต ผิวมัน เนื้อดี รสหวาน

น้อยหน่า เป็นไม้ผลกึ่งเมืองร้อน ทรงพุ่มขนาดกลาง สามารถเจริญเติบโตได้ในดินเกือบทุกประเภท
แต่ต้องมีการระบายน้ำดี มีสภาพเป็นกรดเป็นด่างอยู่ระหว่าง 5-7
น้อยหน่าเป็นพืชที่ชอบสภาพอากาศร้อนแห้ง ไม่ชอบอากาศหนาวจัด หรือมีฝนตกชุกเกินไป
เนื่องจากต้องมีระยะแล้งเพื่อการทิ้งใบในการแตกใบใหม่และดอก ซึ่งจะอยู่ในเดือนธันวาคมถึงเดือนมกราคม

น้อยหน่าอายุ 2 ปี จะเริ่มให้ผลเพิ่มขึ้น 2-3 ปี หลังจากนั้นต้นก็จะเริ่มโทรม ต้องตัดแต่งและบำรุงต้น
ปกติแล้วต้นน้อยหน่าจะมีอายุ 8-10 ปี ต้นก็จะเริ่มโทรม
ผลขนาดเล็กและรูปร่างไม่สวยงาม จึงต้องตัดทิ้ง ปลูกต้นใหม่แทน ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับการดูแลบำรุงต้นด้วย

ระยะเวลาตั้งแต่ดอกบานถึงเก็บเกี่ยวผล ประมาณ 4 เดือน
ผลผลิตเฉลี่ยต่อต้นน้อยหน่าที่ให้ผลผลิตเต็มที่ประมาณ 30-50 กิโลกรัม
น้ำหนักผลน้อยหน่าอยู่ระหว่าง 5-10 ผล ต่อกิโลกรัม
ฤดูกาลเก็บเกี่ยวผลผลิตระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงเดือนกันยายน

น้อยหน่า เป็นผลไม้ที่มีความสูงประมาณ 2-5 เมตร แตกกิ่งแถวโคนต้น ใบบางยาวเรียวรูปหอกหรือรูปไข่
ดอกเป็นดอกสมบูรณ์เพศ มีกลีบเลี้ยง 3 กลีบติดกัน กลีบดอก 3 กลีบแยกจากกัน ยาวประมาณ 2.5-3.5 เซนติเมตร
ดอกเป็นดอกเดี่ยวหรือเป็นช่อ ดอกเกิดตามกิ่งตรงข้ามกับใบ มีสีเขียวแกมเหลือง

ผลน้อยหน่าเป็นผลรวม ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง ประมาณ 7-10 เซนติเมตร
ผลกลมรีเรียวลงมาเป็นรูปหัวใจ ขั้วผลบุ๋มลงไปเล็กน้อย
ผิวของผลเป็นตาโปน สีเขียวแกมเหลือง เนื้อนุ่ม รสหวาน เมล็ดแข็งรูปยาวรี สีน้ำตาลเข้มหรือสีดำ

โดยทั่วไปน้อยหน่าเป็นพืชผสมข้าม เนื่องจากมีระยะผสมได้ไม่พร้อมกัน
โดยปกติเกสรตัวเมียพร้อมที่จะรับละอองเกสรตัวผู้ 1-2 วัน ก่อนดอกบาน
แต่เกสรตัวผู้จะยังไม่แตกจนกว่ากลีบดอกจะเริ่มบาน
การผสมเกสรจะทำได้ดีในช่วงเวลา 09.00-12.00 น. และเวลา 14.30-17.30 น.
ระยะเวลาตั้งแต่เป็นตุ่มดอกจนถึงดอกบานใช้เวลาประมาณ 31-45 วัน
แล้วแต่ความอุดมสมบูรณ์แข็งแรงและปริมาณความชื้นที่ต้นได้รับ
ถ้าความชื้นดี ดอกจะเจริญเติบโตเร็วและจะบานเร็วขึ้น

ปัจจุบันนี้ได้เกิดการเปลี่ยนแปลง เกี่ยวกับการปลูกน้อยหน่าเชิงพาณิชย์ในประเทศมากขึ้น
หลังจากที่มีการผสมพันธุ์น้อยหน่าและเกิดน้อยหน่าสายพันธุ์ใหม่ ที่ชื่อว่า "เพชรปากช่อง"
ซึ่งเป็นผลงานวิจัยของสถานีวิจัยปากช่องและมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
ซึ่งน้อยหน่าเพชรปากช่องได้พิสูจน์ให้เห็นว่า เป็นน้อยหน่า ลูกผสมที่ให้ผลผลิตดกมาก
มีลักษณะผลขนาดใหญ่ มีเนื้อมาก เมล็ดเล็ก และรสชาติหวาน


หากจะพูดถึงน้อยหน่าที่กำลังมาแรง เป็นที่ต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศนั้น
เห็นจะไม่มีน้อยหน่าพันธุ์ไหนเด่นดังเกินกว่าน้อยหน่าพันธุ์ "เพชรปากช่อง" ที่มีผลโต เนื้อหนา รสหวาน
ถึงแม้ว่าจะเป็นน้อยหน่าพันธุ์เก่า แต่น้อยหน่าพันธุ์นี้ก็ยังสามารถให้ผลผลิตดี มีคุณภาพ มีน้ำหนักดี
เกษตรกรสามารถขายได้ราคาสูง ใช้ระยะเวลาปลูกสั้น แค่ปลูกเพียง 2 ปีแรกก็สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้แล้ว
ที่สำคัญการดูแลง่าย ไม่มีปัญหาเรื่องโรคและแมลงศัตรูพืช อีกทั้งตลาดยังมีความต้องการน้อยหน่าพันธุ์นี้อีกมาก

น้อยหน่าพันธุ์ "เพชรปากช่อง" เกิดจากการผสมระหว่าง พันธุ์เซริมัวย่า (cherimoya x หนังครั่ง) x หนังเขียว
มีลักษณะต้นใหญ่และสูงกว่าน้อยหน่าพันธุ์ทั่วไป ใบเป็นรูปหอกสีเขียวเข็ม ต้นพุ่มโปร่งปานกลาง ดอกใหญ่
ผลเป็นรูปหัวใจ ผิวค่อนข้างเรียบ ร่องตาตื้นคล้ายน้อยหน่าหนัง ผลอ่อนสีเขียวเข้ม
เมื่อแก่จัดจะมีสีเขียวอ่อนถึงขาวนวล ผลไม่แตกเมื่อแก่ เปลือกบางลอกออกจากเนื้อได้เมื่อสุกจัด
เนื้อเหนียวคล้ายน้อยหน่าหนัง หลังจากปลูกอายุได้ 2 ปี จะเริ่มให้ผลผลิตเต็มที่ และเพิ่มขึ้นทุกๆ ปี

น้อยหน่า พันธุ์ "เพชรปากช่อง"
มีจุดเด่นที่น่าสนใจอย่างหนึ่งก็คือ เมื่อปลูกไปนานปี ก็จะยิ่งให้ผลผลิตที่เพิ่มพูนมากขึ้น
คุณสุรพล บอกว่า การปลูกน้อยหน่าพันธุ์เพชรปากช่องในปีแรกจะให้ผลผลิตไม่เกิน 3 ลูก ต่อต้น
ปีที่ 2 ก็จะให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นเป็น 10 -15 ลูก และจะเพิ่มขึ้นทุกๆ ปี
เรียกว่าปลูกครั้งเดียวสามารถทีจะเก็บผลผลิตได้นานนับ 10 ปี ถ้าหากดูแลรักษาให้ดีๆ

สำหรับพื้นที่แหล่งผลิตน้อยหน่าพันธุ์เพชร ปากช่องที่มีคุณภาพและมีพื้นที่การปลูกมากที่สุดในประเทศไทย
คงจะหนีไม่พ้นพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา โดยเฉพาะในเขตพื้นที่อำเภอปากช่อง ซึ่งบริเวณนี้มีสภาพดินแดง
หรือดินชุดปากช่อง เป็นพื้นที่ที่มีความเหมาะสม ต่อการปลูกน้อยหน่าพันธุ์เพชรปากช่องมากที่สุด
ผลผลิตที่ออกมานั้นจะมีขนาดใหญ่ มีเนื้อมาก เมล็ดเล็กและรสชาติหวานจัด
ที่สำคัญราคาขายผลผลิตจากสวนเกรดเอ ที่มีน้ำหนักผล ประมาณ 1 กิโลกรัม ขึ้นไป
สามารถขายได้กิโลกรัมละ 100 บาท โดยเฉพาะผลผลิตที่มาจากสวนของ คุณสุรพล พลแก้ว

คุณสุรพล พลแก้ว อายุ 43 ปี อยู่บ้านเลขที่ 16 หมู่ที่ 10 ตำบลจันทึก อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา
ประกอบอาชีพทำการเกษตร เดิม ตัวคุณสุรพลเองทำงานเป็นพนักงานอยู่ในบริษัทเอกชนที่กรุงเทพมหานคร
คุณสุรพล ทำงานได้ระยะหนึ่ง ก็ตัดสินใจลาออกจากงานที่ทำ และกลับมาอยู่ที่บ้านช่วยพ่อแม่พัฒนาไร่นา
สวนผลไม้ ขณะนั้นพ่อและแม่จะทำการเกษตรแบบดั้งเดิม ทำตามบรรพบรุษ ไม่มีการพัฒนา
ตัวคุณสุรพลเองนั้นพอจะมีความรู้ทางด้านการเกษตรอยู่บ้าง จึงมองว่าถ้าหันมาทำการเกษตรแบบพัฒนา
ใช้ข้อมูลทางวิชาการเข้ามาช่วยก็น่าจะดีขึ้น

พอปี 2531 คุณสุรพล ก็ได้แต่งงานกับ คุณสมมาศ พลแก้ว มีบุตรด้วยกัน 2 คน
ขณะนั้นคุณสมมาศเองก็มีอาชีพทำการเกษตรเหมือนกัน ทั้งสองเลยหันมาทำการเกษตรแบบพัฒนา
โดยปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 420 ไร่ สลับกับการปลูกฟักทอง มีการดูแลเหมือนกับสวนอื่นๆ ทั่วไป
แต่จะต่างกันตรงที่ใช้พื้นที่ปลูกผืนเดียวกัน ซึ่งพืชสองตัวนี้ถ้าปลูกสลับกันแล้ว 1 ปี
จะสามารถเก็บผลผลิตได้พอดี ทั้งสองทำการเกษตรแบบนี้มาเป็นเวลา 15 ปี
ผลผลิตทางการเกษตรออกมาก็เป็นที่น่าพอใจดี ทำแล้วไม่เคยขาดทุน แต่ได้ผลกำไรที่น้อย
ถ้าต้องการผลกำไรที่มากก็ต้องทำในปริมาณที่มากและใช้พื้นที่มาก ใช้ต้นทุนในการผลิตที่มีปริมาณมาก

พอเข้าปี 2547 มีเพื่อนที่รู้จักกันมาแนะนำให้ลองปลูกน้อยหน่าพันธุ์เพชรปากช่องดู
เพราะพืชตัวนี้ให้ผลผลิตต่อไร่ดี และได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่ากว่า คุณสุรพลเองเห็นว่าน่าจะดี
เลยทดลองปลูกน้อยหน่าพันธุ์เพชรปากช่อง ไปพร้อมกับปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และฟักทอง


ปลูกน้อยหน่าพันธุ์เพชรปากช่อง จำนวน 240 ไร่

คุณ สุรพล ทดลองปลูกน้อยหน่าพันธุ์เพชรปากช่อง จำนวน 40 ไร่
พร้อมกับปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และฟักทองไปพร้อมๆ กัน คุณสุรพล เริ่มต้นปลูกในช่วงฤดูฝน
ซึ่งเป็นช่วงที่ธรรมชาติของต้นไม้จะสร้างกิ่งให้แข็งแรงพอดี การสะสมอาหารก็จะครบถ้วน
ซึ่งใช้เวลาในการสร้างกิ่ง สร้างใบ ซึ่งน้อยหน่าพันธุ์นี้สามารถทำให้ออกผลได้ 2 ครั้ง ต่อ 1 ปี
ซึ่งตอนนั้นคุณสุรพลเองก็ยังไม่แน่ใจว่า ต้นน้อยหน่าพันธุ์เพชรปากช่องนั้นจะให้ผลผลิตมากน้อยเพียงใด
แต่พอถึงเวลาเก็บเกี่ยวผลผลิตก็ยิ้มออก เพราะผลผลิตที่ออกมาเป็นไปตามความคาดหวัง
สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ คุ้มค่ากับต้นทุนที่ถือว่าแพงพอสมควร ซึ่งมีรายได้ดีกว่าปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์
และฟักทอง พอปี 2549 คุณสุรพล เลยตัดสินใจขยายพื้นที่ปลูกเพิ่มอีก 200 ไร่
แต่ก็ยังปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์กับฟักทองไปพร้อมๆ กันด้วย

เกษตรกรรายนี้ เลือกซื้อกิ่งพันธุ์มาจากเพื่อนชาวสวนที่ปากช่องด้วยกันเองนำมาปลูก
โดยหลุมที่ใช้ปลูกมีความกว้าง ยาว และลึก 40 เซนติเมตร หลังจากขุดหลุมเสร็จก็นำปุ๋ยคอกเก่าใส่ลงไป
หลุมละครึ่งปุ้งกี๋ จากนั้นเอาดินที่ขุดขึ้นมาลงไปคลุกเคล้ากับปุ๋ยคอกเก่า
หลังจากนั้น ก็ปลูกน้อยหน่าพันธุ์เพชรปากช่องลงไปจนเต็ม โดยมีระยะปลูกห่างกันประมาณ 4x4 เมตร ต่อต้น

เมื่อปลูกน้อยหน่าพันธุ์เพชรปากช่องไปได้ 3 เดือน ก็ตัดยอดให้ต้นมีความสูงจากพื้นดินประมาณ 30 เซนติเมตร
เมื่อตัดเสร็จต้นน้อยหน่าจะมีการแตกตาข้างออกมามาก เจ้าของจะเลือกเฉพาะกิ่งที่สมบูรณ์และไม่ชิดกันไว้
ประมาณ 2-3 กิ่ง ที่เหลือก็จะตัดทิ้ง เลี้ยงกิ่งที่เหลือไว้ประมาณ 3 เดือน และตัดยอดแบบเดิมอีก
โดยให้ความยาวจากรอยตัดครั้งแรก ประมาณ 1 คืบ จาก 2-3 กิ่ง ที่เหลือก็จะแตกตาข้างออกมามาก
ให้ตัดออกเหลือไว้กิ่งละ 2-3 กิ่ง ที่สมบูรณ์ เมื่อต้นน้อยหน่า 1 ต้น อายุ 6 เดือน
หลังจากตัดแต่งทรงต้นแล้วจะได้จำนวนกิ่ง 6-9 กิ่ง เมื่อต้นน้อยหน่ามีอายุครบ 1 ปี ก็จะตัดแต่งกิ่งอย่างเดิม
จนได้กิ่งใหม่ทั้งหมด 27 กิ่ง ซึ่งเป็นการดูแลรักษาต้นน้อยหน่าพันธุ์เพชรปากช่องในระยะปีแรก

พอต้นน้อยหน่าเพชรปากช่องมีอายุครบ 2 ปี ก็เริ่มมีผลบ้างเล็กน้อย ต้นละ 1-2 ลูก ซึ่งยังไม่มากนัก
ช่วงปีที่ 2 นี้ คุณสุรพลจะตัดแต่งกิ่งเพื่อจะผลิตน้อยหน่าให้ได้ปีละ 2 รุ่น โดยจะหนีบกิ่งกระโดงออกจากลำต้น
ซึ่งธรรมชาติของต้นไม้นั้น ถ้าหนีบกิ่งออกไปแล้วต้นก็จะสร้างกิ่งใหม่ออกมา
และเมื่อสร้างกิ่งออกมาแล้วก็จะมีดอกออกมาใหม่ด้วยเช่นกัน ซึ่งเรียกน้อยหน่าช่วงนี้ว่าน้อยหน่าทะวาย
ซึ่งการผลิตน้อยหน่าพันธุ์เพชรปากช่องรุ่นที่สองนั้น จะทำหลังจากที่เก็บเกี่ยวผลผลิตรุ่นแรกเสร็จ
และก่อนที่จะผลิตน้อยหน่าพันธุ์เพชรปากช่องรุ่นที่สอง จะต้องมีการบำรุงต้นใหม่อีกครั้ง
โดยใส่ปุ๋ยคอก ต้นละ 1-2 ปุ้งกี๋ หลังจากนั้น ให้ตัดแต่งกิ่ง
แต่ในการตัดแต่งกิ่งรุ่นนี้ จะมีความแตกต่างจากการตัดแต่งกิ่งรุ่นแรก
ซึ่งเป็นช่วงฤดูหนาวจะตัดแต่งกิ่งทั้งหมดไม่เหลือใบเลย
แต่การตัดแต่งกิ่งในครั้งนี้จะตัดออกประมาณ 60-70% จะเหลือกิ่งไว้ช่วงสร้างอาหารเพื่อบำรุงต้น

ในการตัดแต่งกิ่งรุ่นที่สองนี้ คุณสุรพล บอกว่า จะตัดแต่งกิ่งในช่วงไหนก็ได้
ให้นับเอาว่าต้องการจะเก็บผลผลิตขายในช่วงเวลาใด ก็ให้นับถอยหลังไป 5 เดือน
ยกตัวอย่างว่าจะเก็บผลผลิตน้อยหน่าพันธุ์เพชรปากช่องขาย ในช่วงประมาณเดือนพฤศจิกายน
ให้ไปตัดแต่งกิ่งในช่วงเดือนกรกฎาคม
( แต่ไม่ควรตัดแต่งกิ่งในช่วงฤดูหนาว เพราะตาที่แตกออกมาใหม่จะไม่ค่อยดี จะไม่พัฒนาผลที่ติดในช่วงนี้
ไม่ค่อยโตหรือมีดอก แต่มีการติดผลน้อย
)


ส่วนการให้น้ำกับต้นน้อยหน่าพันธุ์เพชรปากช่องในระยะเริ่มปลูกจนถึง 1 ปี นั้น จะให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ
ซึ่งจะทำให้ต้นเติบโตเร็ว รากจะมีการแผ่กระจายอย่างรวดเร็วและสม่ำเสมอ พอต้นน้อยหน่าเริ่มอยู่ตัว
ระบบการให้น้ำจะใช้เป็นระบบสปริงเกลอร์โดยเปิด-ปิด เป็นเวลา

ในขณะที่การให้ปุ๋ยนั้นจะใส่ปุ๋ยเป็นช่วงๆ
เริ่มใส่ครั้งแรกหลังจากการตัดแต่งกิ่งจะใส่ปุ๋ยเคมี สูตรเสมอ 15-15-15 ประมาณ 2 กำมือ
ครั้งที่สอง ใส่ในช่วงที่ติดผลอ่อนขนาดเท่าหัวแม่มือ โดยใส่ปุ๋ยเคมี สูตรเสมอ 15-15-15 เหมือนเดิม
แต่เพิ่มเป็น 3 กำมือ ครั้งที่สาม ใส่ในช่วงลูกเท่าไข่ไก่ โดยใส่ปุ๋ยเคมี สูตรเสมอ 15-15-15
แต่เพิ่มปริมาณขึ้นเป็น 4 กำมือ และครั้งที่สี่ เป็นช่วงสุดท้ายเป็นช่วงที่เรากำลังจะได้เก็บผลผลิต
ก็จะใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 16-8-16 ประมาณ 4 กำมือ โดยหว่านรอบโคนต้นพร้อมกับรดน้ำให้ชุ่มทุกครั้งที่ใส่ปุ๋ยเคมี

และในส่วนของยาฆ่าแมลงนั้น จะใช้อะบาเม็กติน ไดเมโทเอต คาร์โบซันแฟน สลับกัน
โดยใช้ฉีดพ่น 10 วัน 1 ครั้ง เพื่อป้องกันไม่ให้แมลงดื้อยา
และในส่วนของธาตุอาหารเสริมจะฉีดแคลเซียมโบรอน แคลเซียม แมกนีเซียมสลับกัน
และเมื่อเริ่มติดผลจะฉีดฮอร์โมนขยายผล ประมาณ 3 ครั้ง

ช่วงที่ปลูกน้อยหน่านั้น คุณสุรพล ก็เกิดปัญหาในเรื่องของโรคและแมลง ทั้งโรคเพลี้ยแป้ง ศัตรูธรรมชาติรบกวน
ขั้วผลหลวมทำให้ผลร่วง ผลแตก ปริมาณผลเล็กมีมากกว่าผลใหญ่ ใน 1 ต้น ทำให้ผลผลิตออกมามีเกรดต่ำ
ผลตอบแทนได้น้อย ไม่คุ้มค่ากับเวลาที่เสียไป แต่ก็ยังได้กำไร

พอปี 2552 คุณฉัตรกมล ทัพวงศ์ ตัวแทนขายผลิตภัณฑ์อาหารเสริมพืชของ บริษัท สยาม ซิตโต้ จำกัด
ซึ่งเป็นบริษัทที่จำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารเสริมและสารเคมีทางการเกษตร
มาแนะนำ ให้รู้จักกับผลิตภัณฑ์ของซิตโต้ ทั้งหมด 4 ตัวด้วยกัน ประกอบด้วย คีเลท อีปิน CB และกัมโบโร่


ใช้ผลิตภัณฑ์ซิตโต้ กับน้อยหน่าพันธุ์เพชรปากช่อง บนพื้นที่ 10 ไร่

คุณ สุรพล ตัดสินใจทดลองใช้ผลิตภัณฑ์ของซิตโต้ ทั้ง 4 ตัว กับน้อยหน่าพันธุ์เพชรปากช่อง 10 ไร่ จำนวน 930
ซึ่งในแปลงนี้จะไม่ใช้อาหารเสริมและสารเคมีตัวอื่นๆ มาเกี่ยวข้องในแปลงเลย ยกเว้นเรื่องของยาฆ่าแมลงที่ใช้อยู่

คุณสุรพล จะใส่ผลิตภัณฑ์ของซิตโต้หลังจากที่ตัดแต่งกิ่งรอบแรก
โดยจะใส่คีเลทและอีปินผสมกันและฉีดพ่นทางใบ 10 วัน 1 ครั้ง ทำแบบนี้ประมาณ 2 ครั้ง
พอครั้งที่สาม ผลเท่ากับหัวแม่มือ ก็จะใส่กัมโบโร่เพิ่มเข้าไปกับคีเลทและอีปิน
ครั้งที่สี่ ก็จะเพิ่มCB เพื่อช่วยให้ขั้วเหนียว ติดลูกดี ครั้งที่ห้า ก็จะฉีดคีเลทกับอีปินเพื่อบำรุงทั้งหมด
ครั้งที่หก สังเกตว่าผลเท่าลูกไข่ไก่ ก็จะฉีดกัมโบโร่เสริมเข้าไปอีกเป็นครั้งที่สอง
พอหลังจากนั้นก็จะเริ่มห่อผลและจะฉีดคีเลทและอีปินในช่วงห่อผลอีก 1 รอบ
พอหลังจาก 20 วัน ก็จะฉีด CB เพิ่มเข้าไป เพื่อป้องกันผลแตกหรือผลดำ
และพอน้อยหน่าใกล้ที่จะเก็บผลผลิตได้ ก็จะฉีดทั้ง 4 ตัว อีกครั้ง ซึ่งเป็นรอบสุดท้าย

ซึ่งผลที่ออกมานั้นเกินความคาดหมายอย่างเห็นได้ชัด ผลผลิตที่ได้มีขนาดใหญ่ รสชาติหวาน
ผลมีผิวมันวาวไม่ด้าน ผลไม่แตก ขั้วผลไม่หลุด เปอร์เซ็นต์ผลขนาดใหญ่มากกว่าขนาดเล็ก
เพลี้ยแป้งไม่มีมารบกวน และในส่วนของปริมาณและรายได้นั้นก็เพิ่มขึ้น
ซึ่งเดิมที่ผลผลิต 10 ไร่ จากที่ไม่ได้ใช้ผลิตภัณฑ์ซิตโต้ทั้ง 2 รอบ การเก็บเกี่ยวจะได้เงินประมาณ 600,000 บาท
แต่พอมาเริ่มใช้ผลิตภัณฑ์ของซิตโต้ สามารถทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้นถึง 700,000-800,000 บาท
ซึ่งยังไม่รวมรอบที่สามที่สามารถทำได้อยู่ในขณะนี้อีกด้วย

คุณสุรพล ยังฝากบอกอีกว่า การปลูกน้อยหน่าพันธุ์เพชรปากช่องยังมีช่องทางรวยอีกมาก
หากสามารถเปิดตลาดส่งออกได้ในอนาคต โดยเฉพาะในประเทศจีนและอีกหลายประเทศ
แต่ที่สำคัญต้องพัฒนาผลผลิต ให้มีคุณภาพดีตรงตามความต้องการของตลาดผู้ซื้อต่างประเทศ
ซึ่งตลาดขณะนี้ของคุณสุรพลเองก็จะอยู่ที่ตลาดไท และตลาดเขตทางเหนือ อีสาน เป็นหลัก
ส่วนตลาดต่างประเทศนั้น ยังไม่มีส่งขายโดยตรง แต่จะมีพ่อค้าคนกลางมารับซื้อและส่งไปยังต่างประเทศอีกที
ซึ่งตรงนี้ก็นับว่าเป็นสัญญาณที่ดีแล้วว่า ผลผลิตนั้นส่วนหนึ่งได้รับการยอมรับจากต่างประเทศบ้างแล้ว

หากเกษตรกรท่านใดกำลังมองหาไม้ผลคุณภาพดี สามารถทำเงินและสร้างผลกำไรที่ดี
สามารถติดต่อสอบถามขอคำปรึกษาเทคนิคและวิธีการปลูกได้ที่ คุณสุรพล พลแก้ว
บ้านเลขที่ 16 หมู่ที่ 10 ตำบลจันทึก อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา โทร. (081) 725-7056

ส่วนท่านใดต้องการหาซื้อผลิตภัณฑ์ซิตโต้ไปทดลองใช้กันดู
ก็สามารถติดต่อได้ที่ คุณฉัตรกมล ทัพวงศ์ (ตัวแทนจำหน่าย สาขาสระบุรี) โทร. (086) 355-3828
หรือติดต่อโดยตรงที่ บริษัท ซิตโต้ (ประเทศไทย) จำกัด คุณสรรพ์ บุญเจริญ (กรรมการผู้จัดการ)
โทร. (086) 048-2111, (085) 111-8484

อภิวัฒน์ คำสิงห์ : รายงาน
คอลัมน์ เทคโนโลยีการเกษตร หนังสือ เทคโนชาวบ้าน
วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553 ปีที่ 23 ฉบับที่ 490
ที่มา : http://info.matichon.co.th
ภาพจาก : http://guru.sanook.com

สารบัญแนะนำอาชีพสร้างรายได้ : งานการเกษตร เพาะพันธุ์พืช

"หมูหลับ" สูตรเลี้ยงแบบ ประหยัด มงคลเทพ ที่ไชยปราการ



"เราต้องเลี้ยงหมูให้นอนหลับ ถ้าหมูนอนไม่หลับ หมูก็จะไม่โต"

ชายสูงอายุร่างสันทัด ผู้เป็นประธานศูนย์เรียนรู้พอเพียงชุมชนบ้านมิตรอรัญ คุณลุงประหยัด มงคลเทพ
บอกกล่าวถึงสิ่งสำคัญ ที่นำพาไปสู่ความสำเร็จในการเลี้ยงหมูแบบเกษตรธรรมชาติ
หรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า การเลี้ยงหมูหลุม ที่สามารถสร้างรายได้จากการจำหน่ายหมู
และปุ๋ยคอกที่เป็นผลพลอยได้จากการเลี้ยงมากกว่า 50,000 บาท ต่อปี
และยังเป็นจุดการเรียนรู้ที่ศูนย์ แห่งนี้ได้ถ่ายทอดให้กับเกษตรกรผู้สนใจ ได้เรียนรู้และนำไปปฏิบัติ
เพื่อสร้างทั้งอาชีพและรายได้ให้มากขึ้น สามารถยังชีพได้อย่างยั่งยืนตลอดไป

เดินตามแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

ศูนย์เรียนรู้พอเพียงชุมชนบ้านมิตรอรัญ ตั้งอยู่ บ้านเลขที่ 70 หมู่ที่ 4 ตำบลปงตำ อำเภอไชยปราการ
จังหวัดเชียงใหม่ ได้เริ่มดำเนินการ เมื่อปี พ.ศ. 2552 โดยได้มีการพัฒนาจากจุดสาธิตศูนย์บริการ
และถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตร ภายใต้การสนับสนุนของ คุณโชคดี อมรวัฒน์ นายอำเภอไชยปราการ
และส่วนงานที่เกี่ยวข้องในทุกภาคส่วน

วัตถุประสงค์สำคัญในการก่อตั้ง เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้การเกษตรของชุมชน
โดยให้เกษตรกรผู้สนใจเข้ามาเรียนรู้ และเพิ่มทักษะอาชีพการเกษตรร่วมกันในลักษณะนำทำ นำพา
ภายใต้การทำการเกษตรตามแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

โดยทั้งนี้จะเปิดโอกาสให้เกษตรกร ประชาชน ยุวเกษตรกร เยาวชน ผู้สนใจ
ได้เรียนรู้และฝึกปฏิบัติจริงในการทำการเกษตร
เพื่อยกระดับการสร้างผลผลิต และรายได้ตามความต้องการของศักยภาพพื้นที่อย่างยั่งยืน

ในส่วนการดำเนินงาน ได้ทำในรูปแบบของคณะกรรมการ ประกอบด้วย คุณประหยัด มงคลเทพ ประธาน
คุณบุญยืน สวนพลู กรรมการ คุณปรานอม เพ็ชรชัย กรรมการ คุณธัญพิสิษฐ์ ศรีทูล กรรมการ
คุณจันทร์ติ๊บ กันทะยานัง กรรมการ และ คุณบุญนำ แสงนำชัย เลขานุการ

นอกเหนือจากกิจกรรมการเลี้ยงหมูแบบเกษตรธรรมชาติแล้ว ศูนย์เรียนรู้พอเพียงชุมชนบ้านมิตรอรัญ
ยังมีกิจกรรมการเรียนรู้ที่น่าสนใจ อีกมากมาย ทั้งด้านพืช ประมง การอนุรักษ์ดินและน้ำ
อาทิ การผลิตลำไยให้ได้คุณภาพมาตรฐาน การผลิตพืชผัก สมุนไพรให้ได้คุณภาพมาตรฐาน
การทำการเกษตรแบบธรรมชาติตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง

นอกจากนี้ ยังมีการเลี้ยงไก่พื้นเมือง การเลี้ยงปลา กบ แบบเกษตรธรรมชาติ
ปลูกหญ้าแฝกเพื่อการอนุรักษ์ดินและน้ำ ปลูกหญ้าแฝกเพื่อขยายพันธุ์กล้าหญ้าแฝก
การปรับปรุงบำรุงดินด้วยอินทรียวัตถุ เป็นต้น

ซึ่งในพื้นที่ 4 ไร่ ของคุณลุงประหยัดได้มีการใช้พื้นที่อย่างคุ้มค่า
ภายใต้กิจกรรมต่างๆ ที่สามารถสร้างรายได้รวมกันมากกว่า 200,000 บาท ต่อปี
ประกอบด้วย บ่อซีเมนต์สำหรับเลี้ยงกบ เลี้ยงรุ่นละ 350 ตัว โรงเรือนสำหรับเลี้ยงหมูหลุม เลี้ยงรุ่นละ 26 ตัว
เล้าไก่พันธุ์พื้นเมือง เล้าเป็ด สำหรับเลี้ยงไว้บริโภคภายในครัวเรือนและขาย

พร้อมกันนี้ ยังแบ่งใช้เป็นพื้นที่ผลิตปุ๋ยหมัก โดยการใช้เชื้อจุลินทรีย์ สารเร่ง พด.1 ในการช่วยย่อยสลาย
โดยวิธีการพลิกกลับกองปุ๋ยหมัก โรงผลิตน้ำหมักอินทรีย์ชีวภาพ โดยการใช้เชื้อจุลินทรีย์สารเร่ง พด. 2
และผลิตน้ำหมักสมุนไพรสำหรับควบคุมโรคและไล่แมลงศัตรูพืช โดยการใช้เชื้อจุลินทรีย์สารเร่ง พด.7
รวมถึงโรงเพาะเลี้ยงไส้เดือน เพื่อนำเอาน้ำหมักจากมูลของไส้เดือนไปรดราดพืช ผัก และเตาผลิตน้ำส้มควันไม้
เพื่อนำมาฉีดพ่นไล่แมลงและควบคุมเชื้อโรคให้กับพืชผัก ผลไม้ที่ปลูก และคอกสัตว์เลี้ยง

พร้อมกันนี้ยังมีสระน้ำในไร่นาขนาดเล็ก ขนาดปริมาตร 1,260 ลูกบาศก์เมตร จำนวน 2 บ่อ
เพื่อเก็บกักน้ำไว้ใช้ภายในพื้นที่ทำการเกษตรของศูนย์เรียนรู้ฯ
และเลี้ยงปลากินพืช เช่น ปลานิล และปลาดุก จำนวน 4,000 ตัว
พื้นที่ปลูกหญ้าแฝกเพื่อการอนุรักษ์ดินและน้ำรอบขอบสระน้ำ
และพื้นที่ปลูกขยายพันธุ์หญ้าแฝก พื้นที่ปลูกไม้ผลแบบผสมผสาน เช่น ลำไย มะม่วง มะนาว กล้วย
พื้นที่ปลูกพืชผักสวนครัวและพืชสมุนไพรต่างๆ
และพื้นที่ปลูกพืชปุ๋ยสด เช่น พืชตระกูลถั่วต่างๆ ประกอบด้วยถั่วพร้า ถั่วดำพุ่ม


ขายได้ทั้งตัวและปุ๋ย ปีละแสน

ก่อน ที่คุณลุงประหยัดจะปรับเปลี่ยนวิธีการเลี้ยงหมูมา สู่การเลี้ยงแบบหมูหลุม
รูปแบบการเลี้ยงแต่เดิมจะเป็นเหมือนกับการเลี้ยงหมูทั่วไป ที่เน้นการเลี้ยงบนพื้นซีเมนต์

"แต่เลี้ยงแล้วก็มีปัญหา เรื่องกลิ่นไปรบกวนชาวบ้าน เดือดร้อนกันไปทั่ว
จนมีการร้องเรียนไปที่เทศบาลตำบลปงตำ ซึ่งทางเทศบาลก็ได้เข้ามาช่วยดำเนินการแก้ไขปัญหาให้
ด้วยการเข้ามาสนับสนุนด้านการปรับเปลี่ยนรูปแบบการเลี้ยง
โดยพาไปศึกษาดูงานการเลี้ยงหมูหลุมของ อาจารย์พงษ์พันธ์ นันทขว้าง ที่จังหวัดลำพูน"

จากข้อมูลที่ได้รับมาเกี่ยวกับการเลี้ยงหมูหลุม ซึ่งมีทั้งวิธีการและรูปแบบที่ก่อให้เกิดประโยชน์
และลดปัญหาสิ่งแวดล้อม จึงทำให้คุณลุงประหยัดตัดสินใจปรับเปลี่ยนระบบการเลี้ยง มาสู่การเลี้ยงหมูหลุม
และได้ประสบความสำเร็จมาจนถึงทุกวันนี้

"เลี้ยงหมูหลุมนอกจากหมดปัญหาเรื่องกลิ่นแล้ว เรายังได้ปุ๋ยหมักอินทรีย์ด้วย
ซึ่งนอกจากจะนำมาใช้ประโยชน์ ในการใส่ให้กับต้นผลไม้ภายในสวนของเราเองแล้ว
ยังสามารถจำหน่ายเป็นรายได้เสริมได้อีกด้วย โดยตอนนี้ขายอยู่ที่กระสอบละ 50 บาท"

คุณลุงประหยัด บอกว่า การเลี้ยงหมูในปัจจุบัน ปัญหาที่สำคัญคือ ต้นทุนที่เพิ่มสูงมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ดังนั้น เพื่อช่วยให้สามารถดำรงอาชีพอยู่ได้ จำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องมีการลดต้นทุนการเลี้ยงให้ต่ำลงได้มากที่สุด

"อย่างเรื่องของลูกหมูที่จะนำเข้าเลี้ยง เวลานี้มีราคาสูงมาก ถึงตัวละ 1,200-1,400 บาท
ผมมองว่าถ้าเราประหยัดต้นทุนส่วนนี้ลงให้ได้ จำเป็นที่จะต้องมีการเลี้ยงแม่พันธุ์เพื่อผลิตหมูขุนเอง
ตอนนี้ผมจึงเริ่มเลี้ยงแม่พันธุ์เพิ่มขึ้นมาอีกส่วนหนึ่ง โดยจะจ้างพ่อพันธุ์จากฟาร์มเข้ามาผสม
ซึ่งคำนวณแล้วต้นทุนค่าลูกหมูผมจะเหลือเพียง ตัวละ 600 บาท เท่านั้น" คุณลุงประหยัด กล่าว

ในรูปแบบการเลี้ยงหมูแบบหมูหลุมที่คุณลุง ประหยัดได้ดำเนินการอยู่ในทุกวันนี้
จะใช้ระยะเวลาเลี้ยงไปจนถึงจับหมูขายได้นานประมาณ 4 เดือนครึ่ง ถึง 5 เดือน
โดยรายได้เฉลี่ยจากการจำหน่ายหมูอยู่ที่ ตัวละ 5,000 บาท

"สายพันธุ์ที่เลี้ยงตอนนี้จะเป็นลูกผสมสามสายเลือด ซึ่งผมจะใช้วิธีการนำเข้าเลี้ยงเป็นชุด ชุดละ 15 ตัว
เพื่อให้สามารถหมุนเวียนขายได้อย่างต่อเนื่อง โดยปีหนึ่งจะสามารถเลี้ยงหมูได้ 2 รุ่น
รวมทั้งขายตัวหมูและปุ๋ยด้วย ปีหนึ่งจะมีรายได้ประมาณ 100,000 บาท"

สำหรับการเลี้ยงหมูหลุมนั้น คุณลุงประหยัดได้กล่าวถึงขนาดของพื้นที่คอกเลี้ยงว่า สามารถทำได้ใน 2 ขนาด
คือ ขนาดพื้นที่ 3 x3 ตารางเมตร จะเลี้ยงหมูได้ 6 ตัว และขนาด 3x3.50 ตารางเมตร จะเลี้ยงหมูได้ 7 ตัว

"พอทำคอกได้ตามขนาดพื้นที่ที่เลือก ซึ่งขึ้นอยู่กับความสะดวกของเจ้าของว่าต้องการเท่าไร
หรือมีพื้นที่เหมาะสมแค่ไหน จากนั้นให้ขุดพื้นคอกให้ลึก ประมาณ 90-100 เซนติเมตร
ปรับแต่งขอบให้เรียบร้อย จากนั้นนำวัสดุปูพื้นที่ที่มีส่วนผสมของ แกลบ ขี้วัว และเกลือ ใส่ลงไปให้
โดยให้เติมวัสดุปูพื้นที่เป็นชั้นๆ ชั้นละ 30 เซนติเมตร
ทุกชั้นจะต้องราดด้วยปุ๋ยน้ำหมักที่ผลิตจากเชื้อจุลินทรีย์ 3 ประเภท 7 ชนิด
ให้ทำหนาประมาณ 3 ชั้น ก็จะเต็มหลุมที่ขุดไว้พอดี"

สำหรับเชื้อจุลินทรีย์ 3 ประเภท 7 ชนิด ที่คุณลุงประหยัดบอก จะประกอบด้วย
หนึ่ง การทำน้ำหมักจากพืช มี 3 ชนิด ได้แก่ จากพืชสีเขียวและสด จากผลไม้สุก และจากพืชสมุนไพร
สอง การทำน้ำหมักจากน้ำซาวข้าว มี 3 ชนิด คือ แลกโตบาซิลลัสจากนมสดแคลเซียมจากเปลือกไข่
และฟอสฟอรัสจากถ่านกระดูกสัตว์
และ สาม การทำน้ำหมักจากสัตว์ ได้แก่ กุ้ง หอย ปู ปลา ไส้เดือน รกหมู ฯลฯ อย่างใดอย่างหนึ่ง

สำหรับเชื้อจุลินทรีย์ที่เพาะขยายพันธุ์ขึ้นนี้ คุณลุงประหยัดยังบอกอีกว่า จะนำมาผสมให้กับหมูกินด้วย
เพื่อช่วยป้องกันปัญหาเรื่องท้องร่วง โดยจะใช้เชื้อจุลินทรีย์ 2 ช้อนโต๊ะ ต่อน้ำ 1 ถัง

นอกจากนี้ คุณลุงประหยัดยังผลิตน้ำหมักสกัดจากพืชสมุนไพรและผลิตน้ำส้มควันไม้ เพื่อนำมาใช้ฉีดพ่น
หรือราดรดให้กับพืชผักไม้ผลและภายในโรงเรือน ทั้งหมูหลุม บ่อปลา บ่อเลี้ยงกบ เล้าไก่ เล้าเป็ด
เพื่อเป็นการป้องกันโรคและแมลงเข้ารบกวน ตลอดจนเป็นการดับกลิ่นของเสียจากการเลี้ยงสัตว์
เป็นการรักษาสภาพสิ่งแวดล้อมภายในชุมชนอีกด้วย

"อีกเรื่องที่หายไปเลย เมื่อปรับเปลี่ยนมาสู่การเลี้ยงหมูหลุม นั่นคือ แมลงวัน
สาเหตุสำคัญน่าจะเป็นเพราะไข่ของแมลงวันไม่สามารถฟักเป็นตัวได้ด้วย
เมื่อแมลงวันมาวางไข่ที่วัสดุปูพื้นในคอก ซึ่งภายในจะมีอุณหภูมิถึง 50 องศาเซลเซียส
จึงส่งผลให้ไข่ไม่สามารถฟักเป็นตัวได้
" คุณลุงประหยัด กล่าว

สำหรับในเรื่องของอาหารที่ให้หมูกิน คุณลุงประหยัด บอกว่า
ในช่วง 1-2 เดือนแรก จะเน้นให้อาหารข้นที่ผสมขึ้นเอง ให้เป็นหลักก่อน
โดยส่วนประกอบจะมีรำกลาง 30 กิโลกรัม ขี้วัว 15 กิโลกรัม ดินแดง 8 กิโลกรัม เปลือกไข่ป่น 1.5 กิโลกรัม
กระดูกป่น 1.5 กิโลกรัม และปลาป่น 1.5 กิโลกรัม ผสมคลุกเคล้ากันแล้วให้กินวันละ 2 มื้อ เช้า-เย็น

"พอหมูอายุได้ 3 เดือนจะมีการเปลี่ยนเป็นให้หยวกกล้วยหมัก
หยวกกล้วยที่นำมาใช้นั้น ต้องไปตัดในช่วงเช้ามืดก่อนพระอาทิตย์ขึ้น จะเป็นหยวกกล้วยที่ดี
มีสารอาหารที่จำเป็นต่างๆ ครบถ้วน โดยจะวัดจากก้านใบสุดท้ายลงมา 50 เซนติเมตร แล้วตัดมาใช้"

"หยวกกล้วยหมักนั้น จะมีส่วนประกอบของหยวกกล้วย 50 กิโลกรัม น้ำตาลทรายขาว 4 กิโลกรัม
และเกลือ 1 กิโลกรัม ผสมคลุกเคล้าให้เข้ากัน แล้วหมักไว้ในถัง นานประมาณ 5-7 วัน
ก็จะสามารถนำไปใช้เป็นอาหารหมูที่เลี้ยงได้" คุณลุงประหยัด กล่าว

จากสูตรอาหารดังกล่าว คุณลุงประหยัด บอกว่า จะช่วยลดต้นทุนการเลี้ยงลงได้ถึงร้อยละ 50 ทีเดียว
และที่สำคัญยังได้หมูที่ปลอดจากสารเคมีใดๆ ทั้งสิ้น

"พอเราจับหมูขายแล้ว ขั้นต่อไปก็จะขุดเอาแกลบขึ้นมา
ซึ่งจะมีการผสมคลุกเคล้าของทั้งขี้หมู จุลินทรีย์ต่างๆ ที่รดลงไป ทำให้กลายเป็นปุ๋ยหมักคุณภาพดี
ใส่ต้นไม้แล้วก็จะช่วยทำให้เจริญเติบโตได้เป็นอย่างดีอีกด้วย" คุณลุงประหยัด กล่าว

ด้วยหลักการเลี้ยงที่เน้นการอิงธรรมชาติเป็นหลัก ผนวกกับการเอาใจใส่ดูแลเป็นอย่างดีของคุณลุงประหยัด
จึงทำให้หมูที่เลี้ยงอยู่อย่างสุขสบาย ซึ่งคุณลุงประหยัดบอกว่า หมูที่เลี้ยงจะนอนหลับ และเติบโตได้เป็นอย่างดี
ซึ่งแนวทางการเลี้ยงเช่นนี้สำหรับผู้สนใจสามารถเรียนรู้ได้ที่ ศูนย์เรียนรู้พอเพียงชุมชนบ้านมิตรอรัญ
โทร. (086) 102-3139 คุณลุงประหยัด บอกพร้อมให้ข้อแนะนำทุกขั้นตอน

ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ : รายงาน
คอลัมน์ เทคโนฯ ปศุสัตว์ หนังสือ เทคโนชาวบ้าน
วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 23 ฉบับที่ 488
ที่มา : http://info.matichon.co.th
ภาพจาก : http://www.moac-info.net

อ่านเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง : ‘เลี้ยงหมูขุน’ รายย่อย-รายได้ก็ใช่ย่อย

สารบัญแนะนำอาชีพสร้างรายได้ : งานปศุสัตว์ เพาะเลี้ยงสัตว์

โคมไฟระบบรีโมต ช่วยลดโลกร้อน

โคมไฟระบบรีโมต ช่วยลดโลกร้อน

"...หากคนทั่วโลกนับล้านคนใช้ระบบเปิด-ปิดไฟฟ้า ด้วยรีโมตคอนโทรล
การลืมปิดไฟหรือเปิดไฟทิ้งไว้ในบ้านนับล้านหลังมันอาจหมดไป การใช้พลังงานไฟฟ้าย่อมลดลง

การซื้อเชื้อเพลิงเพื่อมาผลิตไฟฟ้าก็ลดน้อยลงตามไปอีก..."

ยุคนี้ไม่ว่าจะมองไปทางไหน พบเห็นคนส่วนใหญ่เริ่มตื่นตัวกับปัญหา "โลกร้อน" มากขึ้น
หลายฝ่ายร่วมใจคนละไม้ละมือ ทำหน้าที่ช่วยแก้ไขกันไปตามแต่ศักยภาพของตัวเอง

โดยเฉพาะภาคธุรกิจนั้น หากลองสำรวจคร่าวๆ คงพบว่าในท้องตลาดปัจจุบันนั้น มีผลิตภัณฑ์หลายหลากชนิด
ที่นอกจากจะเป็นส่วนหนึ่งของกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจแล้ว

ยังมีส่วนช่วยทำให้ปัญหาสิ่งแวดล้อมระดับโลกดังกล่าว ทุเลาเบาบางลงได้บ้าง ไม่มากก็น้อย

"โคมไฟระบบรีโมต"
แม้จุดเริ่มจะมาจากความต้องการแก้ไขปัญหารำคาญใจ ในชีวิตประจำวันของพ่อลูกอ่อนธรรมดาๆ คนหนึ่ง
แต่เมื่อมาถึงวันนี้ สินค้าดีฝีมือไทยร้อยเปอร์เซ็นต์ กำลังได้การยกย่องจากนานาชาติ
ให้เป็น "โนว์ฮาว-Know How" ที่มีส่วนช่วยแก้ปัญหาภาวะโลกร้อน
เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีความสำคัญระดับสังคมโลกเลยทีเดียว


ลูกร้องกลางดึก จุดเริ่มธุรกิจ

คุณ กิตติพงศ์ บุษสาย กรรมการผู้จัดการ บริษัท เค.บี.สมาร์ท คอนโทรล จำกัด ในวัย 44 ปี
ที่อนุญาตให้เรียกชื่อแบบกันเองว่า คุณเก่ง กรุณาสละเวลามาให้ข้อมูลเกี่ยวกับธุรกิจที่ดูแลอยู่
โดยย้อนความเป็นมาส่วนตัวให้รู้จักกันก่อน เริ่มจากจบการศึกษาระดับปริญญาตรี ด้านบริหารงานบุคคล
จากมหาวิทยาลัยเกริก เคยผ่านงานมาหลายด้าน ทั้งดีเจเปิดแผ่นในเธค เจ้าของผับ ฝ่ายขายของโรงแรม
และบริษัทกระเบื้องชื่อดัง

กระทั่งอายุได้ 36 ปี แต่งงานมีครอบครัว ภรรยาอยากให้เลิกชีวิตกลางคืน
จึงหันมาทำธุรกิจส่วนตัวของครอบครัว เพื่อจะได้มีเวลาดูแลลูก
ช่วงชีวิตนี้เองที่เป็นจุดเริ่มของการทำธุรกิจ "โคมไฟรีโมต" ซึ่งเป็นหัวข้อการสนทนากันในครั้งนี้

"ตอนนั้นมีลูกเล็ก ชอบร้องไห้ตอนตี 2 ตี 3 ทุกวัน
ผมเป็นคนดูแลลูกแต่เตียงนอนกับสวิตช์ไฟ มันไกลกันเกือบ 10 เมตร พอต้องเดินไปเปิดไฟ ต้องเตะพัดลมทุกคืน
บางทีเดาผิดเดาถูกไม่รู้ลูกเป็นอะไร เข้าใจว่าเขาหิว พอไปชงนมให้เขาไม่กิน นมก็เปลือง เสียเวลาก็เสีย ง่วงก็ง่วง
เลยมานั่งคิดว่าจะทำยังไงดี" คุณเก่ง เล่าปัญหาเมื่อครั้งเป็นพ่อลูกอ่อน

หลังจากนำปัญหาดังกล่าว มาขบคิดเพื่อไขที่ต้นเหตุ คุณเก่งได้ข้อสรุปว่า หากไม่ต้องการชงนมเสียเปล่า
หรือเดินเตะข้าวของในห้องนอนตอนลูกร้องไห้กลางดึก เขาต้องเปิดไฟให้สว่างก่อน
ซึ่งทางแก้ไข คือเลื่อนสวิตช์ไฟกลางห้องมาไว้ใกล้มือ ซึ่งคงเป็นเรื่องยุ่งยากเกินไป
หรือไม่ก็ต้องย้ายโคมไฟมาไว้ใกล้หัวเตียง
แต่ด้วยความที่มีลูกในวัยซน การมีเครื่องใช้ไฟฟ้าใกล้มือ อาจเป็นอันตรายได้

เมื่อประมวลข้อมูล ได้ดังว่า คุณเก่งจึงได้ข้อสรุปการแก้ปัญหาเปิดไฟห้องนอนช่วงกลางดึก
ถ้ามี "รีโมตคอนโทรล" เหมือนกับโทรทัศน์หรือเครื่องปรับอากาศ น่าจะดีไม่น้อย

คิดได้ดังนั้นจึงดั้นด้นไปยัง "บ้านหม้อ" แหล่งจำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้าแหล่งใหญ่ที่สุดในเวลานี้
แต่จนแล้วจนรอด หาเท่าไหร่ไม่ว่าร้านไหนก็ไม่มีขาย

"พอพบว่าสินค้าตามต้องการ ยังไม่มีขาย ด้วยความที่มีประสบการณ์ด้านการตลาดมาก่อน
จึงทำให้เกิดความคิดว่าคนที่มีฐานะพอๆ กับผมน่าจะมีถึงหลักล้านคน และคนที่มีฐานะดีกว่าต้องมีอยู่ไม่น้อย
ฉะนั้น คนทั้ง 2 กลุ่มนี้อาจกำลังเผชิญปัญหากวนใจเหมือนกับเรา
แต่พวกเขาหาซื้ออุปกรณ์มาอำนวยความสะดวกไม่ได้เหมือนกัน"

"ฉะนั้น ถ้าเราทำออกขายก่อนคนอื่นมันน่าจะไปได้ เลยเริ่มทดลองทำ แต่ต้องคิดและทำเงียบๆ คิดดังไม่ได้
เพราะเชื่อว่าธุรกิจตัวนี้ ถ้ามีเงินทุนที่เหมาะสม สามารถผลิตสินค้าแล้วขายไปได้ทั่วโลก" คุณเก่ง บอกอย่างนั้น

เจ้าของเรื่องราวท่านเดิม เล่าต่อว่า ธุรกิจที่ต้องเริ่มต้นด้วยการ "คิดเงียบๆ" ของเขานี้
มีเพื่อนอีกคนหนึ่งเข้าร่วมเป็นหุ้นส่วน โดยได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่เป็นคนออกแบบวงจรไฟฟ้า
ดัดแปลงให้เป็นรีโมตคอนโทรลทั้งแบบคลื่นวิทยุและแสงอินฟราเรด "ลองผิด-ลองถูก" เป็นเวลานานราว 1 ปี
ใช้เงินทุนไปราว 1 ล้านบาท กว่าผลงานจะออกมา


"นิ่ง" อยู่ในระดับน่าพอใจ

"ช่วงแรกออกแบบเป็น กล่องพลาสติคธรรมดา ใช้เป็นรีโมตเปิด-ปิดสวิตช์ไฟ
แต่พอไปหารือกับทางสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ ได้รับคำแนะนำให้เขียนออกมาเป็นแผนธุรกิจ

ก่อนที่ทางเอสเอ็มอีแบงก์ จะเข้ามาสนับสนุนเรื่ององค์ความรู้ ผ่านทางโครงการเสริมสร้างผู้ประกอบการใหม่"
คุณเก่ง บอก

ภายหลังจากผ่านการอบรมและหารือกับทางผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่าย ทำให้คุณเก่งสามารถต่อยอดความคิด
หา "จุดขาย" ของสินค้าในแบบของเขาได้มากกว่า 1 มุม

"ถ้าขายเฉพาะระบบเปิด-ปิด ไฟฟ้าด้วยรีโมตคอนโทรล คงวางขายได้แค่ในร้านขายอุปกรณ์ไฟฟ้าทั่วไป
แต่ถ้าเรามีมุมขายมากกว่า 1 จุด คือสวยด้วย เท่ด้วย สะดวกสบายด้วย คงขายได้มากขึ้น
เลยคิดต่อยอดด้วยการนำวงจรระบบรีโมตมาใส่โคมไฟ ก่อนออกแบบให้มีรูปทรงสวยงามแปลกตา
เหล่านี้น่าจะทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จเร็วขึ้น" คุณเก่ง บอกอย่างนั้น


โนว์ฮาวสำคัญ คู่แข่งยังไม่มี

และด้วยความที่สินค้ามีความโดดเด่น แปลกใหม่ น่าสนใจ หลังจากวางตลาดได้ไม่นาน
ทั้งหน่วยงานราชการและสื่อมวลชนทั้งไทยและต่างประเทศ ต่างให้ความสนใจในผลิตภัณฑ์ของเขาเป็นอย่างดี
จนกระทั่งเมื่อต้นปีที่ผ่านมา คุณเก่ง บอกว่า ได้รับอี-เมลจาก "สมาพันธ์ธุรกิจโลก"
มีใจความว่า บริษัท เค.บี.สมาร์ท คอนโทรล จำกัด ซึ่งอยู่ในความดูแลของเขานั้น
ได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งในผู้รับรางวัลประจำปี ในฐานะธุรกิจมีความคิดสร้างสรรค์
เป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์มีความสำคัญกับสังคมโลก

"ทางสมาพันธ์ธุรกิจโลก ให้เหตุผลว่า หากคนทั่วโลกนับล้านคนใช้ระบบเปิด-ปิดไฟฟ้า ด้วยรีโมตคอนโทรล
การลืมปิดไฟหรือเปิดไฟทิ้งไว้ในบ้านนับล้านหลังอาจหมดไป เมื่อเป็นเช่นนั้น การใช้พลังงานไฟฟ้าย่อมลดลง
การซื้อเชื้อเพลิงเพื่อมาผลิตไฟฟ้าย่อมลดน้อยลงตามไปอีก ที่ผ่านมาการรณรงค์ดับไฟคนละดวงยังไม่สัมฤทธิผล
ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะโลกยังไม่รู้จักโนว์ฮาวนี้" คุณเก่ง ว่าให้ฟังอย่างนั้น

สนทนามาถึงตรงนี้มีคำถามเกี่ยวกับอุปสรรคในการทำ ธุรกิจ คุณเก่งยิ้มน้อยๆ ก่อนบอก
หลังจากทำออกมาแล้ว นำไปให้คุณพ่อทดลองใช้ ท่านไม่ตื่นเต้น ก่อนบอกเปิด-ปิดไฟเองมาทั้งชีวิต
ไม่จำเป็นต้องใช้รีโมต ทำให้เขาขาดความมั่นใจ และคิดว่าสินค้าของเขาอาจไม่เหมาะกับผู้สูงอายุ
แต่เมื่อนำไปให้เด็กวัยรุ่นทดลองใช้กลับชอบใจ

ประสบการณ์ตรงดังว่านี้ จึงเป็นจุดเริ่มทำให้ต้องค้นหาคำตอบให้มากขึ้นว่า
ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายสินค้าของเขานั้น มีใครอยู่ที่ไหนบ้าง เมื่อทำวิจัยตลาดอย่างละเอียด ทำให้พบว่า

ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายของเขานั้น แบ่งออกเป็นหลายกลุ่ม นับตั้งแต่หมู่บ้านจัดสรร คอนโดมิเนียม โรงแรม รีสอร์ต
รวมทั้งผู้ใช้ตามบ้านด้วย

เมื่อถามไถ่ถึงคู่แข่ง เจ้าของเรื่องราว ถอนหายใจเล็กน้อย ก่อนบอกตรงๆ
"ตอนนี้ยังไม่มี แต่กลัวอยู่เหมือนกัน เพราะทุนเราน้อย หากคนชอบเลียนแบบ แล้วเขามีทุนเป็นพันล้านบาท
เราคงเหนื่อยหน่อย แต่การเป็นแชมป์นั้น ต้องกลัวผู้ท้าชิงหรือผู้ท้าชิงต้องกลัว
ฉะนั้น ถ้าเราบอกว่าตัวเองเป็นแชมป์ คู่แข่งเขาต้องกลัวเรามากกว่า"

ก่อนจากกันไป คุณเก่ง ขอบรรยายคุณสมบัติของโคมไฟอัตโนมัติให้ทราบด้วยว่า
สามารถรับสัญญาณรีโมตรังสีอินฟราเรดได้ในระยะถึง 30 เมตร ทำหน้าที่เสมือนสวิตช์ปิดเปิดไฟฟ้า
ทำให้ไม่สิ้นเปลืองพลังงาน แตกต่างกับการปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าด้วยรีโมต
อย่างโทรทัศน์ที่แม้หน้าจอจะมืดแต่กินไฟเหมือนเปิดปกติ
ส่วนราคาขายอยู่ที่ 3,500-10,000 บาท ต่อชิ้น ขึ้นอยู่กับแบบที่เลือก

สนใจโคมไฟระบบรีโมตคอนโทรล และระบบเปิด-ปิด ด้วยรีโมตคอนโทรล
ของบริษัท เค.บี.สมาร์ท คอนโทรล จำกัด สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เลขที่ 38/182 หมู่บ้านสุขประยูรฮิลล์
หมู่ 9 ถนนสุขประยูร ตำบลนาป่า อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี 20000 โทรศัพท์ (038) 270-615 หรือ (086) 996-3111

พารนี : รายงาน
คอลัมน์ ไอเดียแปลก หนังสือ เส้นทางเศรษฐี
วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 16 ฉบับที่ 263
ที่มา : http://info.matichon.co.th
ภาพจาก :http://www.bangkokbiznews.com


สารบัญแนะนำอาชีพสร้างรายได้ : งานประดิษฐ์ สิ่งของเครื่องใช้

ปั้นดินให้มีชีวิต สร้างธุรกิจจากศิลปะ

ปั้นดินให้มีชีวิต สร้างธุรกิจจากศิลปะ

เมื่อเอ่ยคำว่า "งานศิลปะ" เชื่อว่าหลายคนคงนึงถึงภาพวาดต่างๆ บ้าง และภาพถ่ายบ้าง
ตลอดจนงานศิลปะที่ศิลปินถ่ายทอดออกมาเป็นประติมากรรมในรูปแบบต่างๆ ตามจินตนาการที่มีมากหรือน้อย
ลึกซึ้ง และให้ความรู้สึกตรงความต้องการแค่ไหน ย่อมส่งผลต่อคุณค่าของชิ้นงานนั้น "มีราคาหรือไม่"
คุณค่าตามความชอบของงานศิลป์นี้ทำให้กลุ่มศิลปินสมัยใหม่ไม่น้อย พยายามประยุกต์และพัฒนาสู่ "ธุรกิจศิลปะ"
เพื่อสร้างรายได้และผลกำไรจากจินตนาการ ที่ถ่ายทอดออกมาตรงกับความต้องการของ ผู้ซื้อ

"ธนสิทธิ์ พรทิพย์พิทักษ์" ช่างปั้นดินเผาหลานย่าโม ที่เติบโตจากกองดินเหนียว เมืองโคราช
การเรียนรู้งานศิลปะการปั้นจึงไม่ต้องพร่ำสอนมากนัก แต่เชาวน์และความรักทำให้เขาลักจำ
จากการเป็นลูกมือช่างปั้นท้องถิ่น จนมีความชำนาญแตกฉานและซึมลึกรักในศิลปะงานปั้น
กอปรกับการใฝ่เรียนรู้ที่จะพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง นอกจากฝีมือที่ฝึกปรือจนชำนาญจากช่างปั้นท้องถิ่นแล้ว
เขายังมุเรียนรู้หลักทฤษฎีสมัยใหม่ในห้องเรียนในระดับ "วิทยาลัยเพาะช่าง"
แต่ชีวิตพลิกผันทำให้เรียนได้แค่ 6 เดือน ต้องระหกระเหินไปค้าแรงงานต่างแดน
แต่โชคดีที่เขาได้ทำงานที่เขาถนัดคือ ช่างปั้นอิตาลี จึงทำให้เพิ่มความชำนาญมากขึ้น
ประสบการณ์นี้ทำให้มองเห็นโอกาสที่กว้างไกลกว่า กับความตั้งใจพัฒนา "งานศิลปะ" ให้เป็น "เงิน"
และสร้างธุรกิจตัวเอง

"ผมเป็นคนชอบงาน ศิลปะมาตั้งแต่เด็ก เมื่อโตขึ้นเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่โคราช
ก็มาเข้าเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จนจบ ปวช. ศิลปกรรม
ตอนนั้นได้มีโอกาสคลุกคลีตีโมง อยู่กับศิลปินช่างปั้นที่ด่านเกวียนท่านหนึ่ง
ชื่อ พี่ต๋อง เขาเป็นศิลปินชาวบ้านที่ปั้นโปร่งสดเก่งมาก ก็เลยสนใจและเก็บความประทับใจตรงนั้นไว้
คิดว่าสักวันถ้ามีโอกาสจะต้องสร้างสรรค์ผลงานแนวนี้บ้าง ถือว่าเป็นงานที่บรรพบุรุษได้สร้างไว้

จากนั้นก็มาเรียนต่อที่วิทยาลัยเพาะช่าง กรุงเทพฯ เลือกลงประติมากรรมสากลได้ 1 ปี
แต่ชีวิตก็กลับพลิกผันต้องไปทำงานที่ต่างประเทศ เพราะเราต้องหาเงินเรียนเอง
ประจวบกับมีคนรู้จักแนะนำให้ไปทำงานที่ประเทศบรูไน ไปอยู่ได้ประมาณ 6-7 เดือน ก็ได้ความรู้กลับมาเยอะมาก
เพราะงานที่ทำมีช่างจากอิตาลีเขามาคุมงาน ก็ทำให้ได้ความรู้จากตรงนั้นมาเยอะ
งานศิลปะจะต้องเรียนลึก ต้องอาศัยความมุมานะ อดทน และความพยายามอย่างสูงที่จะฝึกฝนตัวเอง

หลังจากที่กลับมาจากต่างประเทศก็ได้ไปทำงานที่โรงหล่อในกรุงเทพฯ ทำอยู่ในวงการนี้มากว่า 20 ปีแล้ว
ยึดสายประติมากรรมปั้นงานส่งโรงหล่อเป็นอาชีพหลัก จนได้รู้จักกับเพื่อนที่ทำงานด้วยกันสนิทสนมกันมาก
เขามีบ้านอยู่ที่สมุทรสาคร เห็นว่าใกล้กรุงเทพฯ เลยพากันย้ายมาตั้งหลักปักฐานกันที่นี่
ซึ่งถือว่าสะดวกสบายกว่าในการนำผลงานออกไปแสดง จากวันนั้นมาถึงวันนี้นับแล้ว 10 กว่าปี"
คุณธนสิทธิ์ เล่าความเป็นมาก่อนมาถึงวันนี้

"งานประติมากรรมการปั้นโปร่งสด" เป็นงานที่ "หนุ่มโคราช" คนนี้ รักเป็นชีวิตจิตใจ
แม้จะเป็นงานที่ทำยากต้องใช้ความละเอียด ต้องมีสมาธิกับชิ้นงานสูง
และต้องอาศัยเทคนิคและความชำนาญในการปั้น จึงจะทำให้งานออกมาดี

"คุณธนสิทธิ์" สาธยายอย่างผู้ชำนาญถึงวิธีการปั้นโปร่งให้ฟังว่า
"งานประติมากรรมในสมัยแรกๆ ผมจะเรียนขั้นพื้นฐาน เริ่มจากเขียนรูปก่อน และขึ้นโครงเหล็ก
จากนั้นก็ขึ้นดิน จากภายในสู่ภายนอก ขึ้นกระดูกกล้ามเนื้อผิวหนัง ซึ่งในกระบวนการส่วนนี้จะต้องมีความชำนาญ
ผมก็ใช้ความรู้ทางด้านประติมากรรมโครงสร้างภายใน มาเป็นลักษณะของเส้นรอบนอก ขึ้นโปร่งสด
ไม่มีโครงเหล็กอยู่ข้างใน ไม่มีแกน ขึ้นเป็นวงแหวน โดยใช้ดินเหนียวปั้นให้อยู่ตัวด้วยความตึงของเนื้อดิน
เราต้องรู้จังหวะของกระดูก กล้ามเนื้อ สัดส่วน ในช่วงแรกๆ ที่ทำก็มียุบบ้าง เพราะยังไม่เข้าใจเรื่องการอยู่ตัวของดิน
นิ่มไปบ้าง น้ำหนักไม่อยู่บ้าง เมื่อเราปั้นได้แล้ว ก็ปล่อยให้แห้งจากนั้นจึงนำไปเผา
ระยะเวลาในการทำ ถ้าเป็นการปั้นสาธิตชิ้นหนึ่งวันเดียวผมก็ทำเสร็จเห็นชิ้นงานแล้ว
ซึ่งปกติงานศิลป์ทุกสายต้องใช้เวลาเหมือนกัน
ถือว่าใครทำได้เร็วก็ทุ่มเทเยอะ ทุ่มเทให้กับการสร้างสรรค์ผลงานเยอะ"

ข้อจำกัดของศิลปินส่วนใหญ่คือ "มีฝีมือ แต่ไม่มีหัวการค้า"
โจทย์ข้อนี้ "หนุ่มโคราช" ตีแตกกระจุยด้วยอาศัยประสบการณ์ลักจำจากต่างประเทศ และ 20 ปีในเมืองไทย
มองทะลุทุกมิติธุรกิจ เขาเรียนรู้ความต้องการของตลาด ดังนั้น การปั้นจึงเน้นตามใจผู้ซื้อ ไม่ใช่ตามใจตัวเอง
ลูกค้าต้องการอะไร แบบไหนก็จะผลิตตามนั้น การหาตลาดก็เช่นกัน นอกจากการขายแบบบอกต่อแล้ว
การเปิดช่องทางการจำหน่าย ซึ่งทั้งหมดตกผลึกในกระบวนการเดียวกัน "ปั้นแล้วต้องขายได้"

"ผลงานที่ผ่านมาก็มี อนุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ที่เขาฉกรรจ์ จังหวัดสระแก้ว หลวงพ่อโสธร
ผมก็ได้มีส่วนร่วม เป็นหนึ่งในทีมงาน ที่ถนนอักษะก็แบบหัวเสา
และล่าสุด กำลังเสนอของบประมาณก่อสร้างเรือเอกชัย ของพ่อพันท้ายนรสิงห์ โดยใช้ซีเมนต์เป็นวัสดุในการสร้าง
ซึ่งขณะนี้กำลังดำเนินการในส่วนเรื่องงบประมาณอยู่
และโดยส่วนตัวผมชอบทำงานอยู่กับบ้าน เพราะศิลปินก็อยากจะมีโลกส่วนตัว ทำงานศิลปะด้วยความสบายใจ
จรรโลงโลกให้สวยงามด้วยงานศิลป์ ใช้ชีวิตเรียบง่าย
โดยเมื่อประมาณปี 47 รัฐบาลได้มีนโยบายให้กระทรวงวัฒนธรรม จัดรวบรวมคนที่ทำงานศิลปะไปรวมกลุ่มกัน
ได้จัดเวทีให้ มีงบประมาณให้ ผมก็เลยไปสมัครที่หอศิลป์ ในงาน Art market
แล้วก็เริ่มสร้างสรรค์ผลงานศิลปะไปแสดง นี่เป็นครั้งแรก ที่ทางกระทรวงสนับสนุนให้มีหน่วยงาน
สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม มีหน้าที่จัดแสดงศิลปวัฒนธรรมของชาติ
ถือว่าเป็นเวทีให้ผู้ที่ทำงานศิลปะ" คุณธนสิทธิ์ กล่าวถึงผลงานและการมีส่วนร่วมที่สำคัญในศิลปะการปั้นต่างๆ

จาก ความรักต่ออาชีพและความตั้งใจจริงที่จะบูรณาการงานศิลปะการปั้น ให้เพิ่มมูลค่าและเป็นอาชีพที่มั่นคง
ทำให้ "คุณธนสิทธิ์" ได้รับเสียงตอบรับจากผู้ซื้อ และหน่วยงานภาครัฐที่เขามีส่วนร่วมในการทำงาน
และร่วมกิจกรรม ณ วันนี้ ผลงานของเขาจึงได้รับการยกย่องให้เป็นสินค้า หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ ระดับ 3 ดาว
ประจำจังหวัดสมุทรสาคร สำหรับผู้ที่สนใจจะเข้าชมผลงานศิลปะและขอรับความรู้จากศิลปินผู้นี้
สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ บ้านเลขที่ 70/8 หมู่ 3 ตำบลพันท้ายนรสิงห์ อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร
หรือโทร. (034) 857-403 หรือ (089) 512-4719

ธนจักษ กมล : รายงาน
คอลัมน์ ศิลปหัตถกรรม หนังสือ เส้นทางเศรษฐี
วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 16 ฉบับที่ 259
ที่มา : http://info.matichon.co.th
ภาพจาก : http://www.thaitambon.com

สารบัญแนะนำอาชีพสร้างรายได้ : งานประดิษฐ์ สิ่งของเครื่องใช้

‘กบกระป๋อง’ ทางเลือก ‘เพิ่มมูลค่า’

‘กบกระป๋อง’ ทางเลือก ‘เพิ่มมูลค่า’

ช่องทางทำกิน” วันนี้ทางทีมงานมีข้อมูลอาชีพการทำ “กบกระป๋อง” ขาย มาเล่าสู่ให้ลองพิจารณากัน
ซึ่งก็เป็นทั้งการต่อยอดสินค้าทางการเกษตร และเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นด้วย...

ยุพา สังข์เนตร หรือ “ซิ้ม” ประธานกลุ่มอาชีพสตรีแปรรูปผลิตภัณฑ์บรรจุกระป๋อง อ.วังน้อย
จ.พระนครศรีอยุธยา กลุ่มซึ่งผลิตกบกระป๋องแปรรูป “บิ๊ก ฟร๊อก” เล่าว่า เดิมทียึดอาชีพเลี้ยงกบขาย
พอเกิดช่วงที่กบล้นตลาดจึงคิดว่าจะแก้ปัญหาการล้นตลาดอย่างไรดี เพราะเลี้ยงไปก็ขาดทุน
ก็เลยคิดที่จะทำกบแปรรูป โดยเริ่มลงมือทดลองทำตั้งแต่ปี 2543 ทำเป็น “กบทอดกรอบน้ำแดง” และ “กบผัดเผ็ด
และภายหลัง เมื่อผลิตภัณฑ์ผ่านการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) แล้ว
จึงเริ่มผลิตจำหน่ายจริงจังมาเรื่อยๆ และตอนนี้ นอกจากในประเทศแล้วก็ยังมีออเดอร์ส่งไปขายที่ประเทศจีนด้วย

กระบวนการคัดเลือกกบมาทำนั้น จะใช้กบอายุ 3-4 เดือน ซึ่งชั่งเป็นน้ำหนักคือ 6-7 ตัวต่อ 1 กก.
เมื่อได้กบแล้วก็นำมาตัดส่วนหัวออก ลอกหนัง แล้วผ่าท้อง หั่นส่วนต่างๆ แยกออกจากกัน
ซึ่งแต่ละส่วนนั้นคือ น่อง, ขา, โคนแขน, หน้าอก และส่วนหลัง
จากนั้นก็ล้างด้วยน้ำให้สะอาดก่อนจะนำไปใช้งาน

ขั้นแรกคือการทอดกรอบ ทอดกบเป็นส่วนๆ ด้วยน้ำมันบัว
ขั้นตอนการทำคือตั้งกระทะให้ร้อนใส่น้ำมันบัว หรือน้ำมันมะพร้าวผสมกับน้ำมันปาล์ม
จากนั้นนำกบที่หั่นแล้วมาทอด โดยทอดส่วนต่างๆ แยกกัน
เหตุที่ต้องทอดแยกส่วนเพราะแต่ละส่วนของกบจะสุกไม่พร้อมกัน
ส่วนที่จะสุกยากที่สุดคือส่วนน่อง เพราะเนื้อเยอะ


และการทอดก็จะแบ่งทอดเป็น 2 กระทะ โดยกระทะแรกจะทอดเพื่อให้พอสุก ส่วนกระทะที่ 2 ทอดเพื่อให้กรอบ
เมื่อทอดกบทุกส่วนเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็จึงค่อยนำทุกส่วนของกบมารวมกัน
ในขั้นตอนการคลุกเคล้าจะคลุกเคล้าทุกส่วน เพื่อที่แต่ละกระป๋องจะได้ทุกส่วนของกบ

ลักษณะของกบทอดกรอบน้ำแดงที่เปิดฝากระป๋องออกแล้ว

ขั้นตอนต่อมาคือ การปรุงน้ำซอส ซึ่งเป็นสูตรของ “กบทอดกรอบน้ำแดง
โดยการทำกบทอดกรอบน้ำแดงสูตรนี้จะใช้เนื้อกบสด 3 กก. (ทอดกรอบแล้วจะเหลือประมาณ 500 กรัม)
ต่อน้ำซอสมะเขือเทศ 300 กรัม, น้ำตาลทราย 50 กรัม, เกลือ 10 กรัม

วิธีทำคือตั้งกระทะ นำส่วนผสมมาคลุกเคล้าให้เข้ากันแล้ว
แล้วจึงนำเนื้อกบทอดกรอบลงคลุกเคล้าเข้าด้วยกันอีกครั้งหนึ่ง จากนั้นก็นำใส่กระป๋อง
โดยชั่งน้ำหนักรวม 90 กรัม (รวมน้ำหนักกระป๋อง โดยจะใส่เนื้อกบประมาณ 45 กรัม) นำไปเข้าตู้อบไอร้อนแห้ง
ประมาณ 30 นาที ใช้อุณหภูมิ 80 องศาฯ จากนั้นนำมาปิดฝากระป๋องด้วยเครื่องปิดทันที

สำหรับสูตร “กบผัดเผ็ด” ก็ใช้กบทอดกรอบเช่นเดียวกันกับการทำกบทอดกรอบน้ำแดง
แต่สูตรของน้ำซอสจะแตกต่างกัน โดยสูตรนี้จะใช้เนื้อกบสด 40 กก. (ทอดแล้วเหลือประมาณ 4 กก.)
ต่อพริกขี้หนูแห้งกับพริกบางช้าง 1 กก., กระเทียม 3 กก. ผัดน้ำมัน
และปรุงรสด้วยน้ำตาลทราย 400 กรัม, เกลือ 40 กรัม รวมถึงใช้เครื่องเทศคือ พริกไทย 300 กรัม, ข่า 100 กรัม,
ตะไคร้ 500 กรัม, ผิวมะกรูด 200 กรัม และรากผักชีพอประมาณ นำทุกอย่างโขลกรวมกัน
แล้วนำลงไปผัดรวมกันเนื้อกบทอดกรอบผัดเผ็ด บรรจุใส่กระป๋อง 90 กรัม (น้ำหนักรวมน้ำหนักกระป๋องด้วย)
แล้วนำเข้าตู้อบไอร้อนใช้อุณหภูมิที่ 80 องศาฯ อบประมาณ 30 นาที หลังจากนั้นนำมาปิดฝาด้วยเครื่องทันที

ยุพา สังข์เนตร กับเครื่องจักรที่ใช้ในการทำกบกระป๋อง

ทั้ง “กบทอดกรอบน้ำแดง” และ “กบผัดเผ็ด” ราคาขายกระป๋องละ 30 บาทขึ้นไป
ยุพาบอกว่า กบกระป๋องทั้ง 2 สูตรนี้ ขายในราคากระป๋องละ 30 บาท
จึงควรจะทำในช่วงที่เนื้อกบสดราคาไม่เกิน 45 บาท ซึ่งถ้าต้นทุนในส่วนของเนื้อกบอยู่ที่ 45 บาท
หักลบต้นทุนทุกอย่างแล้วจะเหลือกำไรกระป๋องละประมาณ 1 บาทขึ้นไป
ซึ่งกำไรจะมากกว่านี้แค่ไหนอย่างไรก็ขึ้นกับทุนวัตถุดิบ

วิธีนี้เป็นการแปรรูปเนื้อกบด้วยวิธีที่ดีที่สุด
อย่างไรก็ตาม การจะมีรายได้มากพอ หรือได้กำไรมากๆ ก็ต้องอยู่ที่การมีตลาดรองรับ การขายได้ในปริมาณมากๆ

ผลิตภัณฑ์ของกลุ่มอาชีพสตรีฯ กลุ่มนี้เป็นผลิตภัณฑ์ 1 ตำบล 1 ผลิตภัณฑ์ด้วย ใครสนใจติดต่อ ยุพา สังข์เนตร
ก็ติดต่อได้ที่ 103 หมู่ 9 ต.บ่อตาโล่ อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา โทร.08-1258-7705

คู่มือลงทุน...กบกระป๋อง
ทุนอุปกรณ์ ขึ้นอยู่กับขนาด-คุณภาพเครื่อง
ทุนวัตถุดิบ ไม่เกิน 29 บาท / กระป๋อง
รายได้ ขายกระป๋องละ 30 บาทขึ้นไป
แรงงาน 1-2 คนขึ้นไป
ตลาด ขายปลีก, ขายส่ง, ส่งออก
จุดน่าสนใจ เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่ม

สุภารัตน์ ยอดศิริวิชัยกุล / ภัทราภรณ์ พลายเถื่อน : รายงาน
เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 8 มี.ค. 2552
ข้อมูลโดย : http://www.dailynews.co.th

ที่มา :
http://library.dip.go.th
http://www.udclick.com

สารบัญแนะนำอาชีพสร้างรายได้ : งานด้านอาหาร

‘เลี้ยงหมูขุน’ รายย่อย-รายได้ก็ใช่ย่อย

‘เลี้ยงหมูขุน’ รายย่อย-รายได้ก็ใช่ย่อย

ช่วงเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ มนุษย์เงินเดือน คนทำงานบริษัท หรือคนจากพื้นที่เกษตรที่เข้ามาทำงานในเมือง
อาจต้องบ่ายหน้าออกสู่จังหวัดต่างๆ แล้วมองหาอาชีพทางการเกษตรทำกันแทนอาชีพเดิม
ซึ่งในยุคนี้ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ อาชีพทางการเกษตรก็ใช่ว่าต้องขะมุกขะมอมเสมอไป
ไม่เว้นแม้แต่อาชีพ “เลี้ยงหมู”

ปัจจุบันการเลี้ยงหมูหรือสุกรได้มีการพัฒนามากขึ้น มีการเลี้ยงในโรงเรือนแบบปิด
การให้อาหารก็เป็นแบบอัตโนมัติ ทำให้เกษตรกรเลี้ยงและดูแลสุกรง่ายขึ้น
โดยทางบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหารจำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ ก็มีโครงการส่งเสริมอาชีพเกษตรกรรายย่อย
มีการถ่ายทอดความรู้ในการ “เลี้ยงหมูขุน” การจัดการ จัดสร้างโรงเรือนระบบปิด
ติดเครื่องให้อาหารอัตโนมัติให้กับเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ อย่างเช่น ราย “สุวารีฟาร์ม”
ฟาร์มเลี้ยงหมูขุนที่มี สุวารี เอี่ยมรำ ดูแลฟาร์มเพียงคนเดียวซึ่งทีม “ช่องทางทำกิน” ได้ไปสัมผัสมา

สุวารี เอี่ยมรำ กับฟาร์มเลี้ยงหมูของเธอ

สุวารี เอี่ยมรำ เกษตรกรรายย่อยผู้เลี้ยงหมูขุน ที่เข้าร่วมโครงการส่งเสริมอาชีพฯ มา 3 ปี เล่าว่า
ก่อนที่จะมาทำอาชีพเกษตรกรเลี้ยงหมูนั้น เดิมไปทำงานเป็นพนักงานบริษัทอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่นกับสามี
หลังจากที่ตั้งท้องก็ตัดสินใจเดินทางกลับมาตั้งหลักที่เมืองไทย พอกลับมาอยู่บ้าน
ก็พยายามมองหาอาชีพที่เป็นธุรกิจของตัวเองทำ จนได้ไปเห็นเพื่อนที่เป็นเกษตรกรเลี้ยงหมูแล้วมีรายได้ดี
จึงคิดว่าน่าจะลองเลี้ยงดู เพราะคิดว่าน่าจะสร้างรายได้ที่ดี
อีกทั้งก็มีความชอบในอาชีพเกษตรกรเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จึงตัดสินใจเป็นเกษตรกรเลี้ยงหมู

หลังจากตัดสินใจแล้วว่าจะเลี้ยงหมู จึงไปปรึกษาและศึกษาการทำฟาร์มกับทางซีพีเอฟ
เพื่อขอเข้าร่วมโครงการส่งเสริมเกษตรกรรายย่อย
และหลังจากที่ผ่านคุณสมบัติตามที่โครงการกำหนดไว้ ก็ตกลงทำทันที

“ที่เลือกเข้าโครงการนี้ ก็เพราะเห็นว่าเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร มีเทคโนโลยีที่ทันสมัย
โดยเฉพาะด้านการเลี้ยงสุกร มีการดูแล ส่งสัตวบาลเข้ามาดูแลตลอด ให้ความรู้ในเรื่องการเลี้ยงการจัดการ”

สำหรับเกษตรกรที่สามารถเข้าร่วมโครงการนี้ได้ จะต้องมีคุณสมบัติตามเกณฑ์ดังนี้คือ มีที่ดิน 5ไร่
และพื้นที่จะต้องผ่านเกณฑ์การตรวจสอบว่าเหมาะสมด้วย โดยพื้นที่เลี้ยงหมูนั้นชุมชนโดยรอบต้องยอมรับ
มีแหล่งน้ำเพียงพอ ซึ่งพื้นที่ 5 ไร่ต้องมีเงินทุน 2,500,000 บาท ที่สำคัญคือจะต้องมีใจรักในอาชีพนี้ด้วย

เจ้าของฟาร์มเล่าต่อว่า เงินทุน 2,500,000 บาท จะใช้สร้างโรงเรือนระบบปิด ปรับอากาศด้วยการระเหยของน้ำ
หรืออีแวป (Evaporative cooling system) ขนาด 9 x 107 x 2 เมตร พื้นทำเป็นคอนกรีต
ผนังคอนกรีต แบ่งออกเป็นคอก จำนวน 11 คอก จุหมูได้คอกละ 50 ตัว
สามารถเลี้ยงหมูได้ทั้งหมด 550 ตัว ต่อ 1 รุ่น
ส่วนระบบการให้อาหารจะติดไซโล หรือเครื่องจ่ายอาหารอัตโนมัติ ขนาด 7.5 ตัน 1 ลูก

เมื่อทำการสร้างโรงเรือนเรียบร้อย ก็เริ่มนำเอาลูกหมูมาเข้า โดยลูกหมูที่เอาเข้ามาจะมีอายุ 18 วัน
เป็นลูกหมูที่เพิ่งหย่านม ลูกหมูที่นำเข้ามาจะต้องใช้ไฟอบเพื่อให้ความอบอุ่น ประมาณ 1 เดือน

การให้อาหารก็ให้ตามปกติ เช้า-เย็น ปริมาณที่ให้ก็ขึ้นอยู่กับขนาดของหมู
ถ้าหมูเล็กก็จะให้อาหารวันละประมาณ 500 กิโลกรัมต่อรุ่น หมูใหญ่ขึ้นก็เพิ่มปริมาณอาหารมากขึ้นเรื่อยๆ

ทำความสะอาดโรงเรือนที่เลี้ยงหมู

ส่วนการดูแลทำความสะอาด ภายในโรงเรือนจะต้องเน้นเรื่องความสะอาดเป็นอย่างมาก
ช่วงหมูยังเล็กการทำความสะอาดก็ยังไม่หนัก แต่เมื่อหมูเริ่มโตต้องทำเพิ่มเป็นวันละ 3 ครั้ง ต้องกวาดมูลทิ้ง
เปลี่ยนน้ำ ดูแลอาหารวันละ 2 เวลา เช้า-เย็น และต้องควบคุมอุณหภูมิภายในโรงเรือน เฉลี่ยที่ 28 องศาฯ

ที่สำคัญไม่ควรอาบน้ำให้หมู เพราะจะทำให้สุขภาพหมูแย่

สุวารีบอกต่อไปว่า หมู 1 รุ่นจะใช้เวลาเลี้ยงประมาณ 24 สัปดาห์ หมูจะได้น้ำหนักตามที่ต้องการ
ซึ่งทางซีพีเอฟจะส่งพนักงานมาจับ โดยใน 1 รุ่น หมู 550 ตัว
ถ้าดูแลเลี้ยงดูดี หลังหักค่าไฟฟ้าเดือนละ 4,000 บาท และค่าแรงอีกเดือนละประมาณ 5,000 บาท
ก็จะเหลือรายได้ประมาณ 170,000 บาทต่อรุ่น

กับค่าอาหารเลี้ยงหมูนั้น ถ้าอยู่ในโครงการนี้จะไม่เสีย ทางโครงการจะจัดการให้
โดยรายได้ของเกษตรกรจะมาจากน้ำหนักหมูที่เพิ่มขึ้นจากการเลี้ยงดู
ขณะที่ค่าไฟนั้นถ้าในฟาร์มมีระบบผลิตไบโอแก๊ส ก็อยู่ที่เดือนละประมาณ 4,000 บาท
แต่ถ้าไม่มีก็จะตกประมาณเดือนละ 12,000 บาท

ใครที่สนใจขอเยี่ยมชมฟาร์มเลี้ยงหมูขุน สุวารีฟาร์ม ก็ลองติดต่อสอบถามกับสุวารีที่ โทร. 08-4825-9815
ส่วนถ้าใครต้องการสอบถามเพิ่มเติมเรื่องการ “เลี้ยงหมูขุน” ด้วยการใช้เทคโนโลยี-อุปกรณ์ทันสมัยเข้ามาช่วยเลี้ยง
ตามโครงการส่งเสริมอาชีพเกษตรกรรายย่อยของซีพีเอฟ ก็ติดต่อสอบถามไปที่ โทร. 0-2675-9909.


คู่มือลงทุน...เลี้ยงหมูขุน
ทุนเบื้องต้น ขึ้นอยู่กับขนาด-ปริมาณการเลี้ยง
ทุนหมุนเวียน ประมาณ 50,000 บาท/550 ตัว
รายได้ ประมาณ 170,000 บาท/550 ตัว
แรงงาน 1-2 คนขึ้นไป
ตลาด เข้าโครงการมีบริษัทรับซื้อถึงฟาร์ม
จุดน่าสนใจ เข้าโครงการจะดูแลง่าย-รายได้ดี

บดินทร์ ศักดาเยี่ยงยงค์ : รายงาน
เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 7 มี.ค. 2552
ข้อมูลโดย : http://www.dailynews.co.th

ที่มา :
http://library.dip.go.th
http://www.udclick.com

สารบัญแนะนำอาชีพสร้างรายได้ : งานปศุสัตว์ เพาะเลี้ยงสัตว์