วันจันทร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

‘โปสการ์ด’ ไปได้ดีถ้า ‘มีเอกลักษณ์’

‘โปสการ์ด’ ไปได้ดีถ้า ‘มีเอกลักษณ์’

ทีม “ช่องทางทำกิน” เคยเสนองานประดิษฐ์เกี่ยวกับโปสการ์ด และบัตรอวยพรที่ระลึกไปหลายครั้ง
แต่งานประเภทนี้ยังไม่มีทีท่าว่าจะตัน ด้วยมีการคิดต่อยอดทยอยออกมาอยู่เสมอ
เรียกได้ว่าเป็นอีกอาชีพหนึ่งที่ยังน่าสนใจ
ทั้งเป็นอาชีพหลักหรืออาชีพเสริม เพราะตลาดยังเปิดกว้างให้กับคนมีกึ๋น มีไอเดียอยู่เสมอ
อย่าง “การ์ดงานศิลปะอิงประวัติศาสตร์” ที่จะมาดูกันวันนี้...

กรินทร์ กรินทสุทธิ์ เจ้าของผลงาน เล่าว่า ได้รวมกลุ่มกับเพื่อนอีก 2 คนคือ ธงกิจ นานาพูลสิน
และ รัมภา สาลิการิน ทำการผลิตโปสการ์ดแนว “ประวัติศาสตร์และโบราณคดีไทย
โดยได้แรงบันดาลใจ มาจากความต้องการที่จะเผยแพร่เรื่องราวทางโบราณคดี
ซึ่งเป็นความรู้ ที่ตนเองและเพื่อนได้เรียนรู้มาจากมหาวิทยาลัยศิลปากร ให้คนทั่วไปได้เข้าใจมากขึ้น
ทำให้มานั่งคิดว่าควรจะสื่อสารออกมาทางด้านใด จนสุดท้ายจึงมาลงเอยที่ “โปสการ์ด
เพราะมีต้นทุนไม่สูงมากนัก และสามารถเข้าถึงคนทั่วไปได้ง่ายที่สุด

ปัจจุบันได้เริ่มผลิตและทดลองวางขายตามแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ได้สักระยะหนึ่งแล้ว
โดยใช้ชื่อว่า SIAM_STORY เป็นชื่อสินค้า สำหรับรูปแบบของการ์ดที่ผลิตนั้นมีอยู่ 2 ชนิดคือ
1. การ์ดทำมือ ที่ใช้การผลิตด้วยมือเกือบทุกขั้นตอน
กับ 2. การ์ดพิมพ์ ที่ออกแบบและสั่งให้ทางโรงงานพิมพ์ตามแบบที่กำหนด
ขณะนี้มีทั้งหมด 8 รูปแบบ อาทิ มัคนารีผล พระวิษณุ ปัญจวัคคีย์ เป็นต้น
โดยแทรกตำนานและเรื่องราวความเป็นมา ให้ผู้ซื้อการ์ดได้ศึกษาเรื่องราวต่างๆ แบบเข้าใจง่าย

“ส่วนใหญ่จะเป็นรูปภาพเกี่ยวกับเทพเจ้าและตำนานความเชื่อตาม แบบพุทธศาสนา
โดยมีเรื่องราวประกอบเหมือนกับเป็นการสรุปให้ผู้ซื้อได้อ่าน และเข้าใจเรื่องราวอย่างง่ายๆ”

เจ้าของผลงานบอกอีกว่า จากการทดลองขายพบว่าได้รับการตอบรับดีมาก
โดยลูกค้าส่วนใหญ่เป็นชาวต่างประเทศ และก็มีคนไทยบ้าง
ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นคนที่ชอบและสนใจทางด้านศิลปะและโบราณคดี

จากการทดลองวางขาย ถ้าเทียบกับทุนที่ใช้ไป ถือว่าดีมากเพราะมีคำชมเข้ามาเยอะ
โดยตอนนี้ก็มียอดสั่งซื้อมาจากต่างประเทศบ้างแล้ว เนื่องจากเห็นว่าเป็นการ์ดที่แปลกและยังไม่มีใครทำในตลาด

เมื่อถามถึงสภาพการแข่งขันในตลาดนั้น เจ้าตัวบอกว่าไม่ค่อยกังวล แม้ตลาดของโปสการ์ดนั้นมีการแข่งขันสูง
แต่ก็ยังมีช่องว่างให้ทำได้อีกมาก เนื่องจากถือเป็นตลาดที่แข่งกันที่ไอเดียและเอกลักษณ์เป็นสำคัญ
และโดยส่วนตัวแล้วที่ทำการ์ดนี้ขึ้น ก็ต้องการที่จะเผยแพร่ เกร็ดเล็กน้อยเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ทางศิลปะของไทย

แนวคิดการจัดทำการ์ดเชิงประวัติศาสตร์ศิลปะนั้น
กรินทร์บอกว่าสำหรับรูปภาพ จะเน้นลักษณะให้ตรงกับต้นฉบับเดิมหรือรูปภาพเดิมมากที่สุด
แต่นำมาปรับให้เหมือนเป็นการ์ตูนหรือลวดลายแบบกราฟิกเล็กน้อย
ขณะที่ข้อความที่ประกอบอยู่บนโปสการ์ดนั้น
จะเน้นที่สรุปความสำคัญของภาพด้วยภาษาที่กระชับและเข้าใจง่ายที่สุด
โดยขณะนี้การ์ดที่ผลิตใช้ภาษาอังกฤษและภาษาไทยประกอบ เพื่อต้องการให้ผู้ซื้อทำความเข้าใจกับภาพได้

ทุนเบื้องต้นนั้นใช้งบประมาณไม่เกิน 500 บาท
ส่วนใหญ่เป็นค่าอุปกรณ์จำเป็นในการทำการ์ด อาทิ กรรไกร, คัตเตอร์, กาวลาเท็กซ์, กาวยูฮู และไม้บรรทัด
ส่วนทุนวัตถุดิบนั้นอยู่ที่ประมาณ 30% จากราคาขาย

สำหรับวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับการทำการ์ดทำมือ อาทิ กระดาษสา, กระดาษลอกลาย, ดินสอสี,
กระดาษลูกฟูก, กระดาษเงิน-กระดาษทอง และวัสดุตกแต่งตามต้องการ

ขั้นตอนการทำ เริ่มจากทำการวาดลายหรือรูปภาพที่ต้องการลงบนกระดาษ
หากไม่ชำนาญก็อาจจะใช้กระดาษลอกลายทาบที่ภาพต้นแบบ และนำมาวาดลงบนกระดาษ
ก่อนจะนำไปถ่ายเอกสารอีกครั้ง โดยกระดาษที่ใช้ถ่ายเอกสารสำหรับทำภาพให้เลือกใช้กระดาษสาชนิดบาง
เพราะหากใช้กระดาษสาหนาๆ กระดาษอาจติดขัดและทำความเสียหายกับเครื่องถ่ายเอกสารได้
เมื่อได้ภาพแบบที่ต้องการแล้ว ให้นำกระดาษสาหนามาตัดให้พอดีกับขนาดโปสการ์ดที่ต้องการ
นำภาพที่ถ่ายเอกสารไว้มาตัดให้พอดีและติดทับด้วยกาวเข้าด้วยกัน จากนั้นจึงตกแต่งด้วยวัสดุตกแต่งตามต้องการ

เป็นอันเสร็จขั้นตอนการทำ ซึ่งสำหรับราคาขายนั้น การ์ดทำมือราคาขายอยู่ที่แผ่นละ 45 บาท
แต่การ์ดพิมพ์ราคาขายอยู่ที่แผ่นละ 25 บาท
โดยหากเป็นการ์ดพิมพ์ก็ขึ้นอยู่กับโรงพิมพ์ที่รับงานว่า สามารถพิมพ์ขั้นต่ำสุดได้เท่าไหร่
ซึ่งราคาจะถูกหรือแพงขึ้นอยู่กับกระดาษและคุณภาพการพิมพ์เป็นสำคัญ

ใครสนใจการ์ดแนวประวัติศาสตร์ศิลปะที่ว่านี้ ติดต่อได้ที่ โทร.08-9486-7557 กับ 08-1441-5015
หรือทางอีเมลที่ siam_story@yahoo.com

“แม้ตลาดของโปสการ์ดจะมีการแข่งขันสูง แต่หากใครที่มีไอเดีย มีฝีมือและช่างคิดสักหน่อย
ก็ยังถือว่าตลาดโปสการ์ดนี้ยังไม่ตันแน่นอน” เจ้าของผลงานกล่าว

ใครมีไอเดียสร้างเอกลักษณ์ใหม่ๆ บางที “โปสการ์ด” อาจจะเป็น “ช่องทางทำกิน” ได้

ขอบคุณข้อมูลจาก นสพ.เดลินิวส์
ข้อมูลโดย : http://www.dailynews.co.th
ที่มา :
http://www.raidai.com
http://www.udclick.com

สารบัญแนะนำอาชีพสร้างรายได้ : งานประดิษฐ์ สิ่งของเครื่องใช้




สารพัด ‘ขนมปี๊บ’ ‘แบ่งแพ็กขาย’ กำไรดี

สารพัด ‘ขนมปี๊บ’ ‘แบ่งแพ็กขาย’ กำไรดี

ขนมแห้งที่บรรจุปี๊บขายส่ง หรือเรียกง่ายๆ ว่า “ขนมปี๊บ” นั้น
มีอยู่มากมายหลายชนิด ซึ่งก็สามารถนำมาใช้ทำเป็นธุรกิจค้าขายง่ายๆ ทำรายได้อย่างสบายๆ
โดยรูปแบบของธุรกิจที่ไม่มีความซับซ้อนอะไรมาก...

ดวงพร สีเมฆ ปัจจุบันยึดอาชีพ “แบ่งขนมปี๊บแพ็กขาย” ในตรา “ดวงพร
เจ้าตัวบอกว่า ทำอาชีพนี้มาได้ 4 ปีแล้ว ซึ่งเป็นธุรกิจที่สร้างรายได้เสริมจากงานประจำได้เป็นอย่างดี

“ทำงานประจำเกี่ยวกับโฆษณามานาน พอระยะหลังๆ ก็ผันตัวเองมาทำแบบฟรีแลนซ์ คือรับงานอิสระ
ดังนั้นก็พอจะมีเวลาว่างมากขึ้น จึงไม่อยากรอให้รายได้วิ่งเข้ามาหา เปลี่ยนเป็นเดินเข้าหารายได้บ้าง”

จุดเริ่มของธุรกิจเสริมตัวนี้ เริ่มจากไปช่วยเพื่อนแพ็กขนมผิงเพื่อส่งออกไปต่างประเทศ
ซึ่งลอตนั้นมีของเหลือ เพื่อนจึงบอกว่าให้เอาไปขาย จึงลองเอาไปขายตามเพื่อนแนะนำ ซึ่งปรากฏว่าขายได้
เหตุการณ์คราวนั้นก็ทำให้เข้าใจว่าสินค้า คือ ขนมผิง ซึ่งมีแหล่งวัตถุดิบจากจังหวัดสุโขทัยนั้นเป็นของดี ขายได้

“และจากความรู้จากการเรียนวิชาโฆษณามา ก็ทำให้ได้ช่องทางในการทำธุรกิจแบบย่อยๆ”

เมื่อเราได้สินค้ามา ต่อไปเราก็ต้องหาสถานที่เพื่อวางจำหน่าย เริ่มต้นด้วยการขับรถตระเวนตามย่านถนนติวานนท์
เข้าไปติดต่อ ไม่ว่าจะเป็นร้านค้าในโรงอาหารของสถานที่ราชการ ซูเปอร์มาร์เกตตามคอนโดมิเนียม อพาร์ตเมนต์
ซึ่งก็มีนับสิบร้าน เข้าไปติดต่อเพื่อฝากขายขนม
โดยการหาสถานที่เพื่อติดต่อขายของนั้นจะต้องหาในละแวกเดียวกัน และหาจำนวนร้านให้ได้มากในระดับหนึ่ง
จะได้ไม่ต้องขับรถไกล เพราะต้องคิดถึงต้นทุนค่าน้ำมันรถด้วย

การเข้าไปติดต่อร้านค้าเพื่อนำเสนอขนมนั้น ก็จะต้องทำการหีบห่อให้สวยงาม
ด้วยการแบ่งย่อยใส่ถุงๆ ละ 100 กรัม ขายส่งในราคาถุงละ 8 บาท โดยทางร้านค้าจะขายปลีกในราคาถุงละ 10 บาท

ถุงที่ใช้จะใช้ถุงจีบพลาสติกใส มี 3 ขนาด คือ 5x8, 6x9 และ 7x11 ราคา กก.ละ 38 บาท
ซึ่งหาซื้อได้ตามร้านขายอุปกรณ์เบเกอรี่ หรือร้านขายขนมปี๊บที่ไปซื้อสินค้ามาแบ่งขาย

เสริมความสวยงามของถุงด้วยการตกแต่ง โดยการใช้กระดาษห่อของขวัญที่หลากหลาย
เพื่อไม่ให้สินค้าดูซ้ำซาก-จำเจ โดยจะต้องเลือกใช้ให้เข้ากับขนม และจะเป็นสัญลักษณ์ของการหมุนเวียนขนมด้วย


ดวงพรบอกต่อไปว่า สินค้าที่เริ่มต้นวางขายคือขนมไทยๆ ขนมผิง กล้วยอบ เผือกเส้น
ซึ่งวัตถุดิบคือ อ.บ้านกง จ.สุโขทัย สั่งตรงจากร้านที่จังหวัดและหลังๆ เมื่อไปวางขายตามร้านแล้ว
ทางเจ้าของร้านก็บอกว่าให้เอาขนมแบบนั้นแบบนี้มาขายด้วย
ซึ่งก็ต้องสนองความต้องการของลูกค้า ไปหา “ขนมปี๊บ” ชนิดต่างๆ มาแบ่งแพ็กขาย

“ในละแวกบ้านมียี่ปั๊วร้านขนมปี๊บอยู่ร้านหนึ่ง และเป็นร้านเดียวกับที่รับขนมจากสุโขทัยมาขายด้วย
ดังนั้นเป็นอันว่าเราก็ไม่จำเป็นที่จะต้องสั่งของจากสุโขทัยโดยตรง
ซึ่งเป็นข้อดีอย่างหนึ่งที่ว่า ของที่สั่งจากสุโขทัยนั้นเวลามาส่งที่กรุงเทพฯ แต่ละครั้งจะมาทีละลอตใหญ่
ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่สูง ดังนั้นเมื่อซื้อที่กรุงเทพฯ ได้เราก็สามารถนำเงินที่จะมาจ่ายเป็นค่าของลอตใหญ่นั้น
มาแบ่งซื้อขนมปี๊บได้อีกหลายๆ อย่าง สินค้าจึงหลากหลาย”

ขนมปี๊บที่นำมาแบ่งขายนั้น ดวงพรบอกว่า ต้องชิมก่อน หมายความว่าสินค้าต้องดีและอร่อย
อาทิ ขนมขาไก่ ขนมเกลียวช็อก ข้าวโพดอบกรอบ ขนมปังเวเฟอร์ ขนมปังรูปสัตว์รสช็อกโกแลต-วานิลลา
ขนมพองพองช็อก
เป็นต้น ซึ่งเหล่านี้เป็นขนมที่ขายได้ดีเมื่อนำมาแบ่งแพ็กขาย

หลักการในการขายที่สำคัญอีกประการ
เริ่มแรกจะต้องไม่ลงขนมเยอะไป เช่น แค่ร้านละ 12 ถุง เพื่อกันไม่ให้มีขนมเหลือเยอะ แต่ต้องมีหลายอย่าง
ผ่านไป 1 สัปดาห์ก็ไปเก็บเงิน เก็บของที่อาจมีเหลือ เจ้าของร้านก็จะบอกว่าขนมอะไรขายดี-ขายไม่ดีในพื้นที่นั้นๆ
ขนมที่ขายดีแต่ละร้านจะไม่เหมือนกัน ก็ต้องจดไว้สำหรับส่งของครั้งต่อไป

ปัจจุบัน ดวงพรยังนำ ขนมกรอบเค็ม ขนมถั่วตัด ฟักทองทอด มาเสริมเพิ่มความหลากหลายด้วย
และยังฝึกทำ ก๋วยเตี๋ยวหลอด ข้าวตังหน้ากะทิ ขนมตะโก้ ซึ่งก็สามารถเสริมรายได้จากการขายของแบบนี้เพิ่มขึ้นอีก

ทั้งนี้ ขนมปี๊บนั้นเมื่อซื้อมาปริมาณจะอยู่ที่ 5 กก.เป็นมาตรฐาน ส่วนราคานั้นเฉลี่ยอยู่ที่ 255 บาทต่อปี๊บ
แล้วแต่ว่าเป็นขนมอะไร และก็มีต้นทุนค่าถุง-ค่าตกแต่งถุง ค่าขนส่งอีกส่วนหนึ่ง
การแบ่งขายจึงต้องขายให้ได้กำไรใกล้ 100% คือแบ่งใส่ถุงๆ ละ 100 กรัม ขายในราคาส่ง 8 บาท
ถ้าขายหมดก็ได้ 400 บาท

ใครสนใจขนม “ดวงพร” ก็ติดต่อได้ที่ โทร. 0-2588-2350 และ 08-6985-9058
ทั้งนี้ ธุรกิจ “แบ่งขนมปี๊บแพ็กขาย” นั้นเป็นอีกรูปแบบธุรกิจค้าขายง่ายๆ
แต่เป็น “ช่องทางทำกิน” ที่น่าสนใจทีเดียว!

คู่มือลงทุน....แบ่งขนมปี๊บขาย
ทุนเบื้องต้น ประมาณ 5,000 บาท
ทุนวัตถุดิบ ไม่เกิน 300 บาท/ปี๊บ
รายได้ 400 บาท/ปี๊บขึ้นไป
แรงงาน 1 คน
ตลาด ฝากขายราคาส่งตามร้านค้าทั่วไป
จุดน่าสนใจ ทำง่ายกำไรดี, เป็นอาชีพเสริมได้

ขอบคุณข้อมูลจาก นสพ.เดลินิวส์
ข้อมูลโดย : http://www.dailynews.co.th
ที่มา :
http://www.raidai.com
http://www.udclick.com

สารบัญแนะนำอาชีพสร้างรายได้ : งานด้านอาหาร




อย่ามองข้าม "น้ำพริกกระปุก" อาชีพนี้ทำง่าย ขายได้เรื่อยๆ

อย่ามองข้าม น้ำพริกกระปุก อาชีพนี้ทำง่าย ขายได้เรื่อยๆ

"ตัวอย่างเรื่องราวของการเริ่มต้นหาอาชีพเสริมของสองผู้ประกอบการ ที่เลือกอาชีพง่ายๆ ทำง่ายๆ ขายได้เรื่อยๆ
อีกทั้งลงทุนน้อย ซึ่งอาจจะเป็นอาชีพที่คนอื่นๆ มองข้าม แต่อย่าลืมว่า น้ำพริกเป็นอาหารคู่ครัวคนไทยมาช้านาน"

ในภาวะเศรษฐกิจย่ำแย่ ข้าวยากหมากแพง อาชีพที่คนถามถึงมักจะเป็นอาชีพที่ทำได้ง่ายๆ ลงทุนน้อย
อีกทั้งขายได้ไม่ยาก เพียงแต่เม็ดเงินที่เข้ามาอาจจะไม่มาก เป็นกอบเป็นกำ อาศัยว่าขายได้เรื่อยๆ

หนึ่งในอาชีพที่ว่านี้คือ ทำน้ำพริกกระปุกขาย
ฟังเผินๆ อาจจะมีคนแย้งขึ้นมาว่า ขายกันอยู่เกลื่อนไป ไม่น่าสนใจแล้วล่ะ
แม้จะเป็นดังนั้น แต่ไม่น่าเชื่อว่า เมื่อมีคนใหม่ๆ ทำขาย ก็ขายได้อีกจริงๆ ทั้งนี้คงขึ้นอยู่กับรสชาติ ราคา และทำเล

ดังตัวอย่างของสองผู้ประกอบการที่จะเล่าให้ฟังต่อไปนี้
คนหนึ่งอยู่ที่อำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง ส่วนอีกคนอยู่ที่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา

ไปกันที่จังหวัดอ่างทองก่อน
ผู้ประกอบการรายนี้เป็นหญิงชื่อ คุณประยูร มีฤกษ์ อยู่บ้านเลขที่ 18/3 หมู่ 5 อำเภอวิเศษชัยชาญ
คุณประยูร เล่าว่า เธอเห็นโปรแกรมการฝึกอบรมอาชีพในนิตยสารเส้นทางเศรษฐี 
ซึ่งนำเสนอการอบรมอาชีพอยู่ทุกๆ ปักษ์และนึกตรองแล้วว่า การทำน้ำพริก น่าจะง่ายที่สุดและขายได้ดีที่สุด 
จึงสมัครเข้ามาอบรมอาชีพในวิชา "น้ำพริกกระปุก 8 รายการ" กับ อาจารย์ขนิษฐา ชัยชาญกุล 
น้ำพริก 8 รายการที่ว่านี้ได้แก่ น้ำพริกตาแดง
น้ำพริกแมงดา น้ำพริกปลากรอบ น้ำพริกเผา น้ำพริกมะขาม แจ่วบอง ไตปลาเสวย และพริกขิงปลาฟู


คุณประยูร เล่าให้ฟังถึงช่องทางการขายว่า ที่ง่ายที่สุดคือไปส่งสินค้าร้านไหนก็พ่วงน้ำพริกไปด้วย
แต่ไม่บังคับว่า ซื้อสินค้าต้องซื้อน้ำพริก ส่วนใหญ่ร้านที่ไปส่งเป็นร้านโชห่วย บางร้านก็ขายกับข้าวด้วย
การขายน้ำพริกด้วยจึงไปด้วยกันได้สบาย นอกจากนี้ ที่เธอเลือกทำน้ำพริกขาย
เพราะเห็นว่า เป็นอาหารที่เก็บไว้ได้นานไม่เสีย ดีกว่าการทำอาหารชนิดอื่นๆ ขาย

"วัตถุดิบที่ใช้ในการทำ หาได้ในท้องถิ่น ที่ทำขายอยู่ในตอนนี้ ได้แก่ น้ำพริกมะขาม น้ำพริกตาแดง น้ำพริกเผา
และน้ำพริกผัด ทำสัปดาห์ละประมาณ 30-40 กิโลกรัม"

ผู้ประกอบการรายนี้เล่าอีกว่า จากที่ทำขายมาประมาณ 1 ปีเศษ ลูกค้าให้การตอบรับดีมาก
น่าจะทำขายต่อไปได้เรื่อยๆ และเห็นว่าเป็นสินค้าที่มีอนาคตดีทีเดียว

น้ำพริกที่คุณประยูรทำส่งขายนี้ เธอบรรจุน้ำพริกไว้ในกระปุกพลาสติคเล็กๆ มีสติ๊กเกอร์ชื่อน้ำพริกติดอยู่ที่ฝา
ขายส่งราคากระปุกละ 10 บาท ร้านที่รับไปขาย นำไปขาย 12-15 บาท ต่อกระปุก แล้วแต่ทำเล

นอกจากน้ำพริกแล้ว คุณประยูรยังได้เลือกอบรมการทำข้าวเหนียวมูนและวุ้นเค้ก
ซึ่งทั้งสองวิชาสามารถนำไปทำขายเสริมรายได้อีก โดยเธอเลือกทำข้าวเหนียวมูนในช่วงเดือนมีนาคม เมษายน
หรือเป็นช่วงที่มีมะม่วงสุกออกมามากนั่นเอง ส่วนวุ้นเค้ก ทำขายในช่วงเทศกาลปีใหม่
นี่เป็นตัวอย่างของการเลือกจังหวะเวลาในการหารายได้ ที่น่าสนใจไม่น้อยเลย

สนใจติดต่อสอบถาม คุณประยูร ได้ที่โทร. (089) 901-9061

อีกท่านหนึ่งที่ตอนนี้หันมาจับอาชีพการขายน้ำพริก เป็นอาชีพเสริม
โดยเริ่มต้นเข้ารับการอบรมที่ศูนย์อาชีพและธุรกิจ มติชน เช่นเดียวกับคุณประยูร
นั่นคือ คุณพงษ์เทพ มั่นคงพิทักษ์กุล หรือ คุณเคี้ยง
อยู่บ้านเลขที่ 77 ถนนราษฎร์บูรณะ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา 90110

คุณเคี้ยง ใช้วิธีลงทุนเดินทางขึ้นมาจากจังหวัดสงขลา
เพื่อมาเข้ารับการอบรมอาชีพกับศูนย์อาชีพและธุรกิจ มติชน โดยเฉพาะ ซึ่งการลงทุนครั้งนี้คุ้มเกินคุ้ม
เพราะเขามาเข้ารับการอบรมไปหลายวิชา ใช้เวลานับ 10 วันเพื่อเรียนรู้

ก่อนที่จะไปถึงเรื่องราวการทำน้ำพริกขายของคุณเคี้ยง ต้องบอกก่อนว่าจริงๆ แล้วเขามีอาชีพหลักอยู่แล้ว
ได้แก่ การเปิดร้านจำหน่ายซ่อมอัพเกรดคอมพิวเตอร์ รวมทั้งระบบกล้องวงจรปิด
ซึ่งจะว่าไปนับเป็นอาชีพที่ดีมากอยู่แล้ว แต่คุณเคี้ยงว่าช่วงเศรษฐกิจไม่ดี กว่าจะได้ลูกค้าแต่ละรายยากแสนยาก
อีกทั้งจะไปหวังพึ่งธุรกิจตัวใดตัวหนึ่งคงไม่ได้ เขาจึงพยายามเสาะหาอาชีพใหม่ๆ ด้วย
และอาชีพใหม่ในคราวนี้ก็มิได้ข้องเกี่ยวกับอาชีพเดิมเลยแม้แต่น้อย

ปกติคุณเคี้ยงมักจะรับหนังสือพิมพ์มติชนและข่าวสด อ่านเป็นประจำ
เขาพบโปรแกรมการอบรมอาชีพของศูนย์อาชีพและธุรกิจ มติชน จากนั้นใช้เวลาราว 2 เดือน เพื่อวิเคราะห์ว่า
จะเรียนวิชาอะไรดี และโทรศัพท์มาสอบถามกับทางศูนย์ และจองวิชาเรียนพร้อมโอนเงินผ่านธนาคาร

"ผมเดินทางมาจากจังหวัดสงขลาเพื่อมาเรียนโดยเฉพาะ ผมเรียนเอง และอยู่ในกรุงเทพฯ อีกเป็น 10 วัน
เพราะผมเรียนหลายวิชา คือไหนๆ ก็มาแล้ว มาเรียนไปทีเดียวเลย เรียนไปแล้ว ไปเลือกทีหลังก็ได้ว่าจะทำอะไรดี"

วิชาที่เลือกเรียนไปเป็นต้นว่า น้ำพริกกระปุก การทำปาท่องโก๋ หมูหย็อง หมูเส้น ลูกชิ้น เต้าหู้ทอดและอื่นๆ

"เรียนมาแล้ว ผมมานั่งวิเคราะห์ตลาดต่อว่า จะขายที่ไหน
ผมเล็งไปที่ตลาดนัด ซึ่งมีทั้งนัดเช้าและนัดเย็น เป็นการขายระยะสั้นไม่เกิน 3 ชั่วโมง
และสรุปว่า ขายน้ำพริกดีที่สุด เพราะไม่เสียง่าย เป็นการถนอมอาหารโดยไม่ใช้สารกันเสีย"

เมื่อวิเคราะห์ถึงอาชีพที่จะทำตลาดที่จะขายแล้ว เขายังใช้เวลาเสาะหาวัตถุดิบอีกหลายวัน
ต้องการหาแหล่งซื้อวัตถุดิบที่ดีที่สุด ในราคาสมเหตุสมผลที่สุด หลังจากได้ข้อมูลที่ต้องการครบถ้วนจึงลงมือทำ

แม้ว่าจะเรียนการทำน้ำพริกมาหลายสูตร แต่เขาเลือกที่จะทดลองทำทีละสูตร
แล้วนำแจกญาติๆ และเพื่อนช่วยกันชิมช่วยกันติ แล้วนำคำติชมเหล่านั้นมาปรับปรุงเพื่อทำจำหน่ายต่อไป

"หลังจากไปเรียนมาแล้ว ผมก็ไม่ค่อยมั่นใจว่าจะทำได้ แต่ผมพอมีความรู้พื้นฐานทางด้านการทำอาหารมาบ้าง
นานมาแล้วตอนเป็นวัยรุ่น ผมเคยเป็นลูกมือพ่อครัวในร้านอาหารแห่งหนึ่งที่ผมอาสาทำให้ โดยไม่รับเงินเดือน
เพราะต้องการความรู้ จึงพอมีประสบการณ์มาบ้าง ช่วงที่จะทำน้ำพริกขาย อาศัยให้เพื่อนๆ ช่วยกันชิม"

ทั้งหมดนี้ใช้เวลาเพียง 15 วัน หลังเข้ารับการอบรม ที่เข็นน้ำพริกตัวแรกออกมาจำหน่าย
และทยอยออกมาอีกหลายตัว ปัจจุบันเขาขายน้ำพริกตาแดง น้ำพริกตาแดงนรก น้ำพริกแมงดา
น้ำพริกแมงดานรก น้ำพริกปลาย่าง น้ำพริกมะขาม น้ำพริกไตปลา และแจ่วบอง

บรรจุในกระปุกพลาสติคขนาด 1 ขีด ขายกระปุกละ 20 บาท

ถามว่าเหตุใดจึงขายแพงกว่าเจ้าอื่นๆ คุณเคี้ยงว่า "ก็ผมขายได้"

นั่นสิ เขาขายได้จริงๆ ดังที่กล่าวไว้ข้างต้นว่า ของแบบนี้อยู่ที่รสชาติและทำเล อันหมายถึงกลุ่มลูกค้า

แม้ว่าจะขายในตลาดนัด แต่น้ำพริกราคากระปุกละ 20 บาท
ก็ไม่แพงจนเกินไป เมื่อเทียบกับคุณภาพและวัตถุดิบต่างๆ ที่ใช้
ทุกวันนี้ เขาขายน้ำพริกในตลาดนัดต่างๆ ทั้ง 7 วัน วันละ 4 นัด แบ่งเป็นเช้า 1 นัด และ เย็นอีก 3 นัด

"ผมมีน้ำพริกให้ชิมทุกตัว มีผักไว้ให้จิ้มชิมได้เลย ซื้อไม่ซื้อไม่เป็นไร"
นี่เป็นอีกกลยุทธ์หนึ่งในการขาย เพราะเมื่อลูกค้ามั่นใจในรสชาติแล้ว ย่อมยินดีควักสตางค์ซื้อกลับบ้าน

เมื่อถามถึงกำลังการผลิต เขาว่าขายได้วันละ 10-15 กิโลกรัม หรือวันละ 2,000-3,000บาท ซึ่งเป็นรายได้ที่น่าพอใจ

คุณเคี้ยง เล่าย้อนไปถึงช่วงที่กลับมาจากการเข้ารับการอบรมใหม่ๆ ว่า ได้เรียนรู้การทำน้ำพริกและได้สูตรมา
แต่สูตรที่ได้มานี้นำมาปรับนิดหน่อย เพราะวัตถุดิบแต่ละพื้นที่ไม่เหมือนกัน อย่างมะขามสดเปรี้ยวไม่เท่ากัน
หรือกะปิเค็มไม่เท่ากัน เมื่อปรับรสชาติแล้ว ก็จดจำไว้เป็นของตนเอง


"ตอนนี้กลุ่มลูกค้าน้ำพริกของผมมีทุกกลุ่ม
ซึ่งต่อไปผมจะพยายามพัฒนาไปสู่การได้รับการรับรอง จากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือ อย.
อีกทั้งยังเป็นสินค้าที่ผลักดันไปถึงเรื่องการส่งออกได้" คุณเคี้ยง ว่าอย่างนั้น

นี่เป็นตัวอย่าง เรื่องราวของการเริ่มต้นหาอาชีพเสริมของสองผู้ประกอบการ ที่เลือกอาชีพง่ายๆ ทำง่ายๆ
ขายได้เรื่อยๆ อีกทั้งลงทุนน้อย ซึ่งอาจจะเป็นอาชีพที่คนอื่นๆ มองข้าม
แต่อย่าลืมว่า น้ำพริกเป็นอาหารคู่ครัวคนไทยมาช้านาน
อีกทั้งเมื่ออาหารเป็นหนึ่งในปัจจัยสี่การดำรงชีวิตของมนุษย์
การทำอาหารจำหน่าย ซึ่งเป็นอาหารกินง่าย ขายง่าย จึงเป็นอาชีพที่ไม่ทำให้ผู้ประกอบการผิดหวัง

สนใจติดต่อคุณเคี้ยงได้ที่ โทร. (074) 253-834

เมื่อพูดถึงอาชีพการทำน้ำพริกจำหน่ายแล้ว คอลัมน์นี้ขอมอบสูตรน้ำพริกให้ 2 สูตร
ซึ่งเป็นสูตรของ อาจารย์ขนิษฐา ชัยชาญกุล วิทยากรประจำศูนย์อาชีพและธุรกิจ มติชน

น้ำพริกตาแดง

น้ำพริกตาแดง

สูตรทำขาย สูตรแม่บ้าน
หอมแดง 1.5 กิโลกรัม 1/2 ถ้วยตวง
กระเทียม 2 กิโลกรัม 1/2 ถ้วยตวง
กะปิ 500 กรัม 1 ช้อนโต๊ะ
น้ำตาลปี๊บ 700 กรัม 3-4 ช้อนโต๊ะ
มะขามเปียก 1 กิโลกรัม 1/4 ถ้วยตวง
เกลือ 100 กรัม
ปลาน้ำดอกไม้ (กุ้งแห้งป่น) 500 กรัม 2 ถ้วยตวง
พริกขี้หนูแห้ง 500 กรัม 1/4 ถ้วยตวง
น้ำปลา - 2 ช้อนโต๊ะ
คนอร์ 200 กรัม

วิธีทำ
1. หอม กระเทียม พริกขี้หนูแห้ง คั่วให้หอม บดละเอียด
2. ปลาน้ำดอกไม้ต้มให้สุก แกะเอาแต่เนื้อ ตวงให้ได้ 500 กรัม บดให้ละเอียด มะขามเปียกสับละเอียด
3. ผสมทุกอย่างให้เข้ากัน ปรุงรสด้วยน้ำตาลปี๊บ เกลือ หรือน้ำปลา กะปิ

4. นำส่วนผสมทั้งหมดลงผัดให้หอม ใช้ไฟอ่อน
ผัดจนส่วนผสมเข้ากันดี ลักษณะเหนียวค่อนข้างแห้ง ประมาณ 1 ชั่วโมง

5. ใช้ขวดแก้ว กระปุก หรือพลาสติคแข็งทนความร้อน นำน้ำพริกบรรจุขวดที่ฆ่าเชื้อแล้ว
ในขณะที่ส่วนผสมยังร้อนอยู่ ปิดฝาให้สนิท คว่ำขวดลง 5 นาที
กลับขึ้นลวกน้ำร้อนให้ขวดและฝา ด้วยน้ำร้อนจัด ทิ้งขวดให้แห้งสนิท

ถ้าเป็นกระปุกพลาสติคอ่อน ในกรณีบรรจุสำหรับขาย บรรจุน้ำพริกขณะร้อน
แต่จะปิดฝาต่อเมื่อน้ำพริกเย็นแล้ว เพื่อไม่ให้เกิดไอน้ำเกาะด้านใน เพราะจะทำให้น้ำพริกเกิดเชื้อราได้


สูตรนี้ทำน้ำพริกได้ 6.5 กิโลกรัม
ขายในราคา 200 บาท/กิโลกรัม แล้วแต่ทำเล

* บรรจุลงขวดที่ผ่านการฆ่าเชื้อแล้ว ปิดฝาให้สนิท
นำเข้าหม้ออัดความดัน ใช้ความดัน 10 ปอนด์/15 นาที เก็บได้ 3 เดือน


น้ำพริกมะขามสด

สูตรทำขาย สูตรแม่บ้าน
มะขามสด 3 กิโลกรัม 250 กรัม
กระเทียม 1 กิโลกรัม 6 ช้อนโต๊ะ
พริกขี้หนูสด 1 กิโลกรัม 1/4 ถ้วยตวง
หมูบด 1,000 กรัม 2 1/2 ถ้วยตวง
น้ำตาลปี๊บ 2 กิโลกรัม 1/2 ถ้วยตวง
กะปิ 500 กรัม 6 ช้อนโต๊ะ
น้ำปลา - 3 ช้อนโต๊ะ
เกลือ 75 กรัม
น้ำมันสำหรับผัด 1 ก.ก. (ขวดใหญ่) 1/4 ถ้วยตวง
คนอร์ 200 กรัม

วิธีทำ
1. บดมะขามให้ละเอียด ขณะบดให้ใส่เกลือเล็กน้อยลงไปด้วย เพื่อไม่ให้มะขามดำ
2. บดกระเทียม พริกขี้หนู กุ้งแห้ง ให้ละเอียด
3. นำมะขามบด กระเทียม พริกขี้หนู กุ้งแห้ง หมูบด ผสมรวมกัน
ปรุงรสด้วยน้ำตาลปี๊บ กะปิ เกลือ หรือน้ำปลา ให้เข้ากัน

4. ใส่น้ำมันเล็กน้อย ใส่น้ำพริกที่ปรุงแล้วลงผัดให้สุก ใช้ไฟกลาง ค่อยๆ ใส่น้ำมันที่เหลือ ผัดจนสุกหอมดี
ลดไฟเป็นไฟอ่อน ผัดต่อสักครู่ จนน้ำพริกสุกทั่วกันดี ทิ้งให้เย็นสนิท เก็บใส่ภาชนะได้นาน

5. ถ้าเป็นขวดแก้ว หรือกระปุกพลาสติคแข็งทนความร้อน บรรจุลงในขวดที่ฆ่าเชื้อแล้ว
ในขณะที่ส่วนผสมยังร้อนอยู่ ปิดฝาหลวม นำไปนึ่งฆ่าเชื้อประมาณ 10 นาที ยกลงปิดฝาให้สนิท เช็ดขวดให้สะอาด

ถ้าเป็นกระปุกพลาสติคอ่อน ในกรณีบรรจุสำหรับขาย บรรจุน้ำพริกขณะร้อน
แต่จะปิดฝาต่อเมื่อน้ำพริกเย็นแล้ว เพื่อไม่ให้เกิดไอน้ำเกาะด้านใน เพราะจะทำให้น้ำพริกเกิดเชื้อราได้


สูตรนี้ทำน้ำพริกได้ 8 กิโลกรัม
ขายในราคา 200 บาท/กิโลกรัม


ข้อมูลโดย : http://info.matichon.co.th
ที่มา : http://www.udclick.com

สารบัญแนะนำอาชีพสร้างรายได้ : งานด้านอาหาร




“เจษฎ์” ศิลปินรั้วเพาะช่าง เนรมิตรภาพวาดสร้างคนสวยใน 30 นาที

นายเจษฎ์ กัลญาณชาติ-2
นายเจษฎ์ กัลญาณชาติ

การเป็นศิลปิน ที่ถ่ายทอดผลงานศิลปะสู่กลุ่มคนที่ชื่นชอบในเรื่องเดียว ถือเป็นความสุขอย่างหนึ่ง
สำหรับผู้ที่สร้างสรรค์ผลงาน ส่งผลให้ผู้ที่เรียนมาทางด้านศิลปะ หันมาเอาดีทางการวาดภาพเหมือนขาย
พร้อมต่อยอดความรู้ด้านศิลปะการแต่งหน้า เพื่อการบริการที่ครบวงจรให้กับลูกค้า

จากผู้ที่เลือกเรียนในวิทยาลัยเพาะช่าง สาขาจิตรกรรมสากล ที่ในช่วงแรกตัดสินว่าจะเรียนเน้นไปที่ด้านงานปั้น
หรือการเพ้นท์ดี แต่สุดท้ายก็เอาความชอบและพฤติกรรมส่วนตัวมาเป็นที่ตั้ง คือ เป็นคนที่ชอบมองสีสันต่างๆ
แม้จะเป็นสิ่งของทั่วๆ ไปก็ตาม ซึ่งแตกต่างจากคนทั่วไป
เช่น หากเห็นคนเดินมา บางคนอาจจะมองที่แบบเสื้อผ้าที่ตัดเย็บ หรือหน้าตาของผู้ที่สวมใส่
แต่สำหรับ “นายเจษฎ์ กัลยาณชาตินักวาดภาพอิสระ และช่างแต่งหน้ามืออาชีพ ที่ยืนยันมาตนเองเป็นผู้ชายแท้
แต่ที่เลือกเรียนการแต่งหน้า เพราะถือเป็นงานศิลปะแขนงหนึ่ง ที่เปลี่ยนจากการแต่งหน้าคนบนกระดาษ
แต่มาแต่งหน้าให้กับคนจริงๆ กลับมองลึกไปที่สีสันต่างๆ ว่าต้องนำสีอะไรมาผสมกับอะไร
เพื่อให้ออกมาเป็นสีสันที่สวยงามนี้ เป็นต้น ซึ่งงานศิลปะจะสามารถดัดแปลงไปในงานอื่นๆ ได้
เช่น การออกแบบจิวเวอรี่ การจัดแสงเงาในฉากภาพยนต์ รวมถึงการไปเป็นครูสอนศิลปะ

นายเจษฎ์ กัลญาณชาติ-1

ดังนั้นนายเจษฎ์ จึงตัดสินใจเลือกเรียนทางด้านงานเพ้นท์รูป ซึ่งเมื่อจบก็ไปรับเขียนรูปตามห้างสรรพสินค้า
และวาดภาพเหมือนตามท้องถนน แต่ด้วยรายได้ที่ไม่แน่นอน ทำให้การยึดอาชีพดังกล่าวเป็นอาชีพหลักจึงลำบาก
จึงคิดหางานประจำ เพื่อให้รายได้ที่แน่นอน จึงจัดสินใจไปเป็นครูฝึกสอนวิชาศิลปะให้กับเด็ก
ได้ประมาณ 2-3 เดือน ก็ลาออกไปเป็นครูสอนศิลปะที่โรงเรียนเอกชนอีก 1 ปี
แต่ด้วยในระหว่างการสอนก็พบว่าเด็กส่วนใหญ่ไม่ได้ชอบศิลปะมากนัก เลือกเรียนตามแฟชั่น
ทำให้นายเจษฎ์ ออกมาเป็นจิตรกรแบบเต็มตัว โดยรับจ้างเขียนภาพศิลปะจากศิลปินชื่อดังระดับโลกที่พัทยา
ซึ่งลูกค้าส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติ แต่ด้วยข้อจำกัดในเรื่องของค่าจ้างที่ถูกเอาเปรียบอย่างมาก
คือได้ค่าจ้างภาพละ 500 บาท เท่านั้น ซึ่งทำได้เพียง 2 ปี ก็ต้องกลับมาอยู่กรุงเทพฯ
เรียนด้านการแต่งหน้าเพิ่มเติม ตามคำแนะนำของพี่สาว

เนรมิตรภาพวาด-1เนรมิตรภาพวาด-2

“ก่อนที่ผมจะตัดสินใจเรียนแต่งหน้า ยอมรับว่าทำใจอยู่นาน เพราะจากที่จับพู่กันวาดหน้าคน
แต่นี่ต้องไปจับหน้าผู้หญิง แต่สุดท้ายก็คิดว่าเป็นงานศิลปะและความท้าทายอย่างหนึ่ง
ซึ่งในช่วงแรกยังทาแป้งรองพื้นไม่ได้ เพราะยังติดวิธีการลองพื้นในภาพวาดอยู่
ทำให้การรองพื้นหน้าคนจริงๆ หนาเกินไปไม่เรียบเนียน แถมยังใช้เวลาเกือบ 2 ชั่วโมง ในการทาแป้งรองพื้น
แต่ก็ฝึกฝนอย่างหนัก ลองแต่งหน้าพี่สาวจนได้ผลงานที่น่าพอใจ
ต่อมาจึงได้เรียนรู้การแต่งหน้าเอฟเฟกต์ ที่ถือเป็นงานท้าทายอย่างหนึ่งที่ผมอยากเรียนรู้”

ทั้งนี้การเรียนแต่งหน้า สุดท้ายก็สามารถสร้างอีกหนึ่งอาชีพ ให้กับนายเจษฎ์ได้ตามที่คาดหวังไว้
โดยนำร่องด้วยการเข้าไปเป็นช่างแต่งหน้าตามกองถ่ายละคร และกองถ่ายทำภาพยนต์
แต่ด้วยวงการนี้จะไม่มีผู้ชายแท้เข้าไปทำงานกัน
ทำให้บางครั้งการแต่งหน้าให้กับดารานักแสดงที่เป็นผู้หญิง จะได้รับความไม่ไว้วางใจ
สุดท้ายจึงต้องออกมารับงานเป็นช่างแต่งหน้า และรับวาดภาพเหมือน เป็นศิลปินอิสระจนถึงปัจจุบัน

สำหรับจุดเด่นและฝีมือของนายเจษฎ์ ในการวาดภาพเหมือน เรียกได้ว่าไม่ธรรมดา
เพราะสามารถเจข้าถึงความต้องการของลูกค้าคนไทยได้เป็นอย่างดี คือ ต้องการภาพวาดที่สวยกว่าตัวจริงเล็กน้อย
ซึ่งสุดท้ายแล้วก็เหมือนตัวเจ้าของภาพนั่นเอง โดย เทคนิคที่สำคัญคือ นายเจษฎ์ จะพยายามลบจุดด้อยของตัวจริง
เช่น การเพิ่มจมูกให้โด่งขึ้น หน้าเรียวขึ้นสำหรับคนที่มีรูปหน้ากลม ทำให้ตาโตขึ้นเล็กน้อย
ซึ่งสุดท้ายเมื่อภาพที่ออกมา ทุกคนจะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่ารูปหน้าใช่เจ้าของภาพ แต่สวยกว่า
ทำให้คนไทยส่วนใหญ่ชื่นชอบ ซึ่งแตกต่างกับชาวต่างชาติ การวาดภาพเหมือนจะต้องเหมือนตัวจริงทุกประการ
เพราะไม่เหมือนลูกค้าต่างชาติจะไม่พอใจ

“ผมใช้เวลาในการวาดภาพเหมือนประมาณคนละ 30 นาที ภาพละ 200-300 บาท ซึ่งส่วนที่วาดยากที่สุดคือ ตา
เพราะต้องสื่อถึงแววตาที่มีชีวิตชีวาออกมาให้ได้มากที่สุด โดยปัจจุบันผมรับไปวาดภาพตามออฟฟิศ ด้วย
ถ้าลูกค้าสามารถรวบรวมคนมาได้ประมาณ 10 คน ในขณะที่งานแต่งหน้านอกสถานที่ ก็ทำด้วยเช่นกัน
โดยเฉพาะการรับแต่งหน้ารับปริญญา ราคา 1,000 บาท แต่งหน้าเจ้าสาวพร้อมทำผม 5,000 บาท
ซึ่งอาชีพทั้ง 2 อย่าง ผมรักที่จะทำ เพราะนอกจากจะทำให้เราได้แสดงความสามารถในงานศิลปะที่ได้เรียน มาแล้ว
ยังทำให้คนไม่สวยกลายเป็นคนสวยได้” นายเจษฎ์กล่าวทิ้งท้าย

***สนใจติดต่อ 08-4321-8532***

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 22 ตุลาคม 2552
ที่มา : http://www.manager.co.th

สารบัญแนะนำอาชีพสร้างรายได้ : งานประดิษฐ์ สิ่งของเครื่องใช้

'ขนมตาล-ขนมกล้วย' ขนมอนุรักษ์ที่ยังทำเงินงาม

'ขนมตาล-ขนมกล้วย' ขนมอนุรักษ์ที่ยังทำเงินงาม

ขนมไทยที่อยู่คู่กับคนไทยมาช้านาน เป็นสิ่งหนึ่งที่บ่งบอกว่าคนไทยมีลักษณะนิสัยอย่างไร
ขนมไทยแต่ละชนิดล้วนมีเสน่ห์ แม้มีรูปลักษณ์ มีรสชาติที่แตกต่างกันไป แต่ก็ล้วนแฝงไว้ด้วยความละเมียดละไม
ซึ่งวันนี้ “ช่องทางทำกิน” ก็มีข้อมูลขนมไทย “ขนมตาล” และ “ขนมกล้วย” มานำเสนอให้ลองพิจารณา.....

เจ้าของสูตร “ขนมตาล-ขนมกล้วย” ที่จะนำเสนอวันนี้ คือ ป้านุ่ม-บุญมี นุ่มทอง อายุ 60 ปี
เจ้าของร้านขนมไทยสูตรต้นตำรับที่หน้าวัดโบสถ์ จ.นนทบุรี ป้านุ่มเล่าให้ฟังถึงขนมตาลที่ลูกค้าติดอกติดใจว่า
สืบทอดมารุ่นต่อรุ่น ใช้เนื้อตาลล้วนๆ ผสมแป้งเล็กน้อย เนื้อขนมที่ออกมาจึงนิ่มอร่อย หอมหวานเนื้อตาลแท้ๆ
ซึ่งเดิมป้านุ่มทำขนมไทยขายหลายชนิด แต่ภายหลังเพื่อความสะดวก และไม่ให้เกิดความยุ่งยากเวลาคนสั่งขนม
จึงลดการทำขนมอื่นๆ ที่มีขั้นตอนมาก ลดการทำขนมเหลือแค่สองอย่าง คือขนมตาล-ขนมกล้วย

“ทำขนมไทยขายเลี้ยงครอบครัวมานานกว่า 40 ปีแล้ว ไม่ได้ประชาสัมพันธ์อะไรเลย อาศัยการบอกต่อของลูกค้า
สิ่งที่เราคิดว่าเป็นสิ่งที่ทำให้ลูกค้าซื้อขนมของเราจำนวนมาก คือรสชาติที่กลมกล่อม ใช้วัตถุดิบที่มีคุณภาพทั้งหมด
ไม่ว่าจะเป็นลูกตาลและมะพร้าวที่สั่งตรงจาก จ.เพชรบุรี รสชาติความอร่อยที่แตกต่างไปจากเจ้าอื่น
โดยขนมของป้าสามารถเก็บได้ 24 ชั่วโมง ไม่มีการใส่สารกันบูด และใช้สีธรรมชาติล้วนๆ” ป้านุ่มกล่าว

การทำอาชีพขายขนมดังกล่าวนี้ อุปกรณ์หลักๆ ที่ต้องใช้ก็มี...เตาสำหรับนึ่งขนม, ลังถึงขนาดใหญ่,
กะละมังสเตนเลส, ผ้าขาวบาง, กระชอน, ทัพพี, ถ้วยอะลูมิเนียม, ถ้วยตะไล หรือกระทงใบตองก็ได้

ขนมตาล

ส่วนผสมการทำขนมตาล” ตามสูตรนี้ก็มี... เนื้อลูกตาลยีเรียบร้อยแล้ว, แป้งข้าวเจ้า, น้ำตาลทราย,
น้ำกะทิสด, มะพร้าวอ่อนขูดเป็นเส้น (ใส่มากก็อร่อยมาก) และเกลือป่น

ขั้นตอนการทำ ขนมตาลกะทิสด เริ่มจากนำน้ำกะทิมาผสมกับน้ำตาลทราย ทำการคนให้ละลายเข้ากัน
แล้วตั้งพักไว้ ผสมแป้งข้าวเจ้ากับเนื้อตาล ใช้มือเคล้าให้ส่วนผสมเข้ากัน
ค่อยๆ ใส่น้ำกะทิที่ผสมน้ำตาลลงไปทีละน้อย นวดจนแป้งนุ่มมือและเนียนเข้ากันดี
จึงเติมกะทิส่วนที่เหลือทั้งหมดตามลงไป คนให้ส่วนผสมให้เข้ากันดี
จากนั้นก็นำแป้งที่นวดผสมเสร็จเทใส่ภาชนะที่มีฝาปิด ก่อนจะนำตั้งพักไว้ในที่มีแดดส่องหรือที่อุ่นๆ
ประมาณ 5-6 ชั่วโมง รอให้แป้งขึ้นตัว (ขนมตาลแบบโบราณต้องใจเย็นๆ ต้องรอจนแป้งขึ้นจนเป็นฟองปุดๆ
ขนมตาลสมัยใหม่ ย่นย่อเวลาหมักแป้งด้วยการใส่ผงฟูบ้าง ยีสต์บ้าง
)

ระหว่างรอ นำมะพร้าวอ่อนที่ขูดเตรียมไว้ไปนึ่งสักครู่ (เพื่อไม่ให้เสียง่าย)
ยกลงตั้งไว้ให้เย็นแล้วโรยด้วยเกลือป่นเล็กน้อยพอมีรสชาติ นำถ้วยอะลูมิเนียมหรือถ้วยตะไลเรียงในลังถึง
เมื่อส่วนผสมแป้งได้ที่ดีแล้ว ใช้ทัพพีคนแป้งเบาๆ ตักหยอดใส่ถ้วยเกือบเต็ม
ก่อนจะยกวางบนลังถึงนึ่งด้วยไฟแรงประมาณ 15 นาที หน้าตาขนมตาลที่นึ่งสุกดีแล้วจะขึ้นฟูจนหน้าแตก
ยกลงตั้งไว้ให้เย็น แคะออกจากถ้วยวางในภาชนะ เป็นอันเสร็จ

ขนมกล้วยนึ่งมะพร้าวอ่อน

ต่อไปเป็นขั้นตอนการทำขนมกล้วย” เป็นรูปแบบ ขนมกล้วยนึ่งมะพร้าวอ่อน
ส่วนผสมก็มี... แป้งข้าวเจ้า, แป้งมัน, น้ำตาลทราย, มะพร้าวอ่อนขูดหรือหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ,
เกลือป่น, น้ำกะทิ, เผือก, กล้วยสุกงอม และน้ำตาลปี๊บ

วิธีทำ เริ่มจากปอกกล้วยแล้วบดให้ละเอียดด้วยครกหรือเครื่องบดก็ได้
ส่วนเผือกปอกเปลือกแล้วใช้ที่ขูดมะละกอดิบขูดให้เป็นเส้น นำกล้วยและเผือกมาเคล้าให้เข้ากัน
ใส่น้ำตาลปี๊บ คลุกให้น้ำตาลละลาย ใส่แป้งมันและแป้งข้าวเจ้าลงไป เคล้าให้เข้ากัน
ใส่น้ำกะทิไปทีละน้อย อย่าใส่มาก ค่อยๆ ใส่แล้วคลุกเคล้าไป อย่าให้เหลว ให้ข้นไว้ก่อน
ใส่เกลือ น้ำตาลทราย และมะพร้าวอ่อนขูดที่เตรียมไว้ลงไป เคล้าให้น้ำตาลและเกลือละลายเข้ากันทั้งหมด
หากข้นมากไปก็ใส่น้ำกะทิเพิ่มลงไปอีกเล็กน้อย ชิมดูให้มีรสหวานเค็มมัน กลมกล่อม

ตักใส่ภาชนะที่จะนำไปนึ่ง อาจจะใช้ถ้วยหรือกระทงใบตองก็ได้ นึ่งด้วยไฟแรงประมาณ 15-20 นาที
สุกแล้วก็ยกลงตั้งไว้ให้เย็น แคะใส่ภาชนะที่เตรียมไว้ เท่านี้ก็พร้อมขาย

ป้านุ่มบอกว่า ความอร่อยของขนมกล้วยนึ่งอยู่ที่ความนุ่มนวลของเนื้อขนม และความหวานหอมของกล้วย
อีกทั้งรสชาติจะต้องกลมกล่อม ไม่เค็มหรือหวานไป ถ้า 3 อย่างนี้โอเค ความอร่อยก็ไม่หนีไปไหน

สำหรับราคาขาย ขนมตาลกะทิสด และ ขนมกล้วยนึ่งมะพร้าวอ่อน เจ้านี้ขายชิ้นละ 10 สลึง (2.50 บาท)
และมีการจัดเป็นชุด ขายชุดละ 20 บาท ร้านตั้งอยู่หน้าวัดโบสถ์ จ.นนทบุรี (เป็นร้านก๋วยเตี๋ยวต้มยำ-เย็นตาโฟ)
ขายตั้งแต่เช้า บ่ายๆ ก็หมดเกลี้ยง และยังขายที่ตลาดจตุจักรมีนฯ ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ด้วย

ใครต้องการสั่งออร์เดอร์ขนมของป้านุ่ม ต้องสั่งล่วงหน้า 1 วัน
โดยติดต่อป้านุ่ม หรือคุณอ้อย ได้ที่ โทร. 08-1814-8955 ซึ่ง “ขนมตาล-ขนมกล้วย
ยุคนี้เป็นขนมอนุรักษ์ที่มีตลาดหลายรูปแบบ ทั้งซื้อทานกันทั่วไป ใช้ในงานเลี้ยง งานประชุมสัมมนา
งานทำบุญเลี้ยงพระ รวมถึงเป็นของฝากของขวัญช่วงปีใหม่ได้ด้วย

ถือเป็นขนมอนุรักษ์ที่ยังทำเงินได้ดีทีเดียว.


เชาวลี ชุมขำ : เรื่อง-ภาพ
วันอาทิตย์ ที่ 19 ธันวาคม 2553
ข้อมูลโดย : http://www.dailynews.co.th

สารบัญแนะนำอาชีพสร้างรายได้ : งานด้านอาหาร

‘สตัฟฟ์ดอกไม้’ ตลาดกว้างเกินกว่าที่คิด

‘สตัฟฟ์ดอกไม้’ ตลาดกว้างเกินกว่าที่คิด

งานประดิษฐ์ที่เคยนำเสนอหลายชิ้นก็เป็นงานที่เกิดจากแนวคิดล้วนๆ
บางชิ้นก็มีวิธีการทางวิทยาศาสตร์เข้ามาร่วม เรียกได้ว่านำเรื่องของศาสตร์และศิลป์เข้ามาประกอบกันได้ลงตัว
งานของ “สุธีรา สำราญ” กับการประดิษฐ์ “ดอกไม้สดอบแห้ง” รายนี้... ก็เช่นกัน
เจ้าของงานเล่าว่า เริ่มทำงานนี้มา 10 ปีแล้ว แรงบันดาลใจเกิดจากเห็นงานนี้ในหนังสือต่างประเทศเกิดความสนใจ
จึงหาวัตถุดิบเท่าที่จะหาได้มาลองทำเอง จนค้นพบวิธีทำให้ดอกไม้ดูสดได้เป็นระยะเวลาที่นาน

“ไม่รู้จะเรียกงานตัวนี้ว่าอะไร จะเรียกว่าเป็นงานสตัฟฟ์ดอกไม้ก็คงได้” ... เจ้าของงานกล่าว

แม้จะทำมานานแต่เจ้าของงานบอกว่า เพิ่งจะเปิดตัวจริงจังเมื่อ 2-3 ปีมานี้เอง
โดยเริ่มจากการทำไปเป็นของขวัญ ของที่ระลึกให้คนรู้จัก จากนั้นจึงเริ่มมียอดสั่งทำเพิ่มเข้ามาเรื่อยๆ
นอกจากนี้ยังวิ่งหาตลาดเองจนพบว่าสินค้าตัวนี้ สามารถทำการตลาดได้หลากหลายมาก

“ตอนแรกก็จะมองแต่ร้านกิฟต์ช็อป ร้านขายของที่ระลึก
แต่จริงๆ แล้วอย่างพวก
ร้านอาหาร โรงพยาบาล โรงแรม ก็ถือว่าเป็นกลุ่มเป้าหมายได้เช่นกัน

ดอกไม้ที่ใช้นั้นสามารถนำมาทำได้ทุกชนิด
เพียงแต่ต้องรู้จักถึงคุณสมบัติของดอกไม้แต่ละชนิดว่า สามารถนำมาทำได้มากน้อยแค่ไหน
หากงบยังไม่มากควรใช้ดอกไม้ที่ราคาไม่แพง เช่น กุหลาบ หรือกล้วยไม้ไปก่อน

เงินลงทุนเบื้องต้นอยู่ที่ประมาณ 10,000 บาท
ส่วนใหญ่จะเป็นค่าอุปกรณ์ และค่าซิลิก้าทรายและซิลิก้าเจลที่ใช้เป็นจำนวนมาก
สำหรับราคาของสินค้านั้นขึ้นกับขนาด และความยากง่ายของดอกไม้แต่ละชนิด
โดยจะมีราคาสินค้าอยู่ที่ ชิ้นละ 80 บาทขึ้นไป จนถึง 3,500 บาท

อุปกรณ์ที่จำเป็นในการทำดอกไม้สดอบแห้ง คือ ซิลิก้าทราย-ซิลก้า เจล สำหรับดูดความชื้น,
อุปกรณ์ทำฐานเสียบดอกไม้ (ขวดยาคูลท์ โฟม และผ้าโปร่ง), ฟลอร่าเทป พันก้านดอกไม้,
ลวดเบอร์ 22 สำหรับทำก้าน, คีมหรือฟลอเซ็ป จับดอกไม้,
กาวอีพ็อกซี่-กาวตราช้าง-กาวยูฮู สำหรับติดยึดฐานเสียบดอกไม้, แก้วหรือแจกัน สำหรับใส่ดอกไม้,
กระดาษทรายน้ำ เบอร์ 120 และพู่กัน ทำความสะอาดดอกไม้
รวมถึงส่วนประกอบ สำหรับตกแต่ง อาทิ ริบบิ้น ใบไม้ ใบเฟิร์น ต่างๆ เป็นต้น

“ซิลิก้าทรายและซิลิก้าเจล สามารถหาซื้อได้ตามร้านขายอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ทั่วไป ตกกิโลกรัมละ 300 บาท
ส่วนฟลอเซ็ปหรือคีมสำหรับจัดและจับดอกไม้นั้น แนะนำว่าให้ใช้ของดีหาซื้อได้ตามร้านขายเครื่องมือแพทย์
เพราะคีมจะมีน้ำหนักที่เหมาะสำหรับการจัดหรือจับดอกไม้”

ขั้นตอนการทำ แบ่งเป็นการเตรียมแก้ว เริ่มจากหยดน้ำลงบนกระดาษทรายเล็กน้อย
ฝนปากแก้วโดยคว่ำแก้วลงแล้วหมุนไปรอบกระดาษทราย
เมื่อขอบเรียบแล้วให้ล้างและเช็ดด้วยผ้ายืดหรือกระดาษหนังสือพิมพ์

จากนั้นมาเตรียมฐานสำหรับเสียบดอกไม้ โดยนำขวดยาคูลท์ที่ทำความสะอาดแล้วทาบลงบนกระดาษ
โดยใช้ก้นขวด ตัดกระดาษให้พอดีกับก้น นำโฟมมาตัดให้มีขนาดเท่าขวดแล้วนำกระดาษย่นมาหุ้ม
เจาะรู 4 รูให้มีระยะเท่ากันสำหรับเสียบดอกไม้นำซิลก้าเจลใส่ลงไปประมาณ 3/4 นำโฟมกดลงบนซิลิก้าเจล

มาถึงขั้นตอนการอบดอกไม้ (ดอกกุหลาบ) เริ่มจากนำซิลิก้าทรายที่เตรียมไว้เทลงกล่องพลาสติก
(ใช้ทรายประมาณ 1.5-2 กิโลกรัม) นำคีมจับดอกกุหลาบฝังลงในทรายจนถึงก้นกล่อง
การตัดดอกไม้นั้นให้ตัดโดยเหลือก้านประมาณ 1 นิ้วสำหรับฝังและใช้ปัก ตักทรายเทลงอย่างเบาๆ จนมิดดอก
จากนั้นจึงปิดฝากล่องทิ้งไว้ให้ทรายดูดความชื้นของดอกไม้ประมาณ 7-10 วัน

เมื่อเสร็จขั้นตอนทั้งหมดแล้ว ก็นำดอกไม้ที่ได้ไปจัดแต่งในแจกันหรือแก้วตามที่ต้องการ
ตามรูปแบบที่จินตนาการไว้ อาทิ นำมาพันด้วยฟลอร่าเทป หรือตกแต่งรอบๆ ดอกไม้ด้วยใบไม้ต่างๆ
ซึ่งใบไม้สดที่จะใช้ในการตกแต่ง ก็ต้องนำมาผ่านขั้นตอนการอบไล่ความชื้นด้วยทราย เช่นเดียวกับดอกไม้ที่ใช้

ดอกไม้ที่อบแล้วหากยังไม่ใช้ ควรเก็บไว้ในกล่องพลาสติกปิดสนิทที่บรรจุซิลิก้าเจลดูดความชื้นไว้
เพราะหากไปถูกอากาศ อาจทำให้ความชื้นย้อนกลับจนทำให้ดอกไม้เสียรูปทรงและสีสันผิดเพี้ยน


สำหรับคนที่สนใจงานดอกไม้สดอบแห้งแบบนี้ ก็สามารถติดต่อได้ที่ สุธีรา สำราญ กลุ่มบ้านดอกไม้ประดับ
256 ถนนอมรเดช เทศบาลตำบลบางเมือง (ตำบลปากน้ำ) อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ
หรือที่โทร. 0-2749-5872, 0-2702-7312 กด 1

แว่วๆ ว่ากำลังจะมีการเปิดอบรมงานประดิษฐ์ตัวนี้ในเดือน ก.ย.ที่จะถึง
ใครสนใจก็ลองไถ่ถามกับเจ้าตัวดูได้ครับ...



ดอกไม้สดอบแห้งในโดมเล็ก

รายละเอียดผลิตภัณฑ์
ดอกไม้สดอบ แห้งในโดมเล็ก (กล้วยไม้) ทำจากดอกไม้สด ที่อบแห้งด้วยวิธีดูดความชื้นแล้วนำมาประกอบ
และตกแต่งลงในโถแก้ว เป็นส่วนประกอบตกแต่งเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ได้
มีอายุการใช้งาน 1-3 ปี ดอกไม้จะดูเหมือนสดอยู่เสมอ สวยงามและทำความสะอาดง่าย


ศิริโรจน์ ศิริแพทย์ : รายงาน
เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 6 ส.ค. 2548
ภาพจาก : http://www.thaitambon.com

ที่มา :
http://library.dip.go.th
http://www.thaitambon.com

ผักบุ้ง ปลอดสารฯ ตลาดต้องการอีกมาก

ผักบุ้ง ปลอดสารฯ ตลาดต้องการอีกมาก

ปลูกผักที่ปลอดสารพิษ เป็นอาชีพทำเงินเป็นกอบเป็นกำของเกษตรกรยุคนี้
วันนี้ทีมงานคอลัมน์ “ช่องทางทำกินบุกสวนผักบุ้งปลอดสารพิษ ที่ จ.ราชบุรี นำกรรมวิธีการปลูกมาแนะนำกัน...

วิชิต พันธ์เพียร เกษตรกรเจ้าของสวนผักบุ้งปลอดสารพิษแห่งนี้ บอกว่า เคยทำไร่อ้อยมากว่า 30 ปี
เพราะทำกันมาตั้งแต่รุ่นพ่อ แต่ที่สุดก็ตัดสินใจเลิก เพราะราคาไม่ค่อยดีและ 1 ปีตัดขายได้เพียงครั้งเดียว
หันมาปลูกข้าวโพดฝักอ่อนก็ไม่ดีอีก เลยมาปลูกผักปลอดสารพิษ
เพราะเห็นว่าคนเริ่มนิยมรับประทานผักประเภทนี้
และผักนั้นเก็บขายได้ทุกวัน น่าจะทำรายได้ให้กับครอบครัวได้เป็นอย่างดี

จนถึงวันนี้วิชิตปลูกผักบุ้งปลอดสารพิษมา 14 ปีแล้ว ปัจจุบันใช้พื้นที่ในการปลูกผักบุ้งจีนพันธุ์ใบไผ่
ประมาณ 20 ไร่ โดยหมุนเวียนพื้นที่ปลูกเป็นแปลงๆ แปลงละ 3-5 ไร่

ช่วง 2 ปีแรกนั้นประสบปัญหาในเรื่องของเชื้อราทำลายต้นผักบุ้ง ทำให้ต้องถอนทิ้งเป็นจำนวนมาก
แต่ก็ไม่ย่อท้อ พยายามศึกษาจนรู้วิธีการป้องกันเชื้อรา ซึ่งเชื้อรานี้เป็นศัตรูสำคัญของการปลูกผักบุ้งปลอดสารพิษ
ยิ่งกว่าแมลงหรืออื่นใดเสียอีก โดยเชื้อรามักจะเกิดขึ้นในช่วงที่อากาศร้อนชื้น

การป้องกันก็ต้องคอยรดน้ำ ไม่ปล่อยให้อุณหภูมิของแปลงผักบุ้งเปลี่ยนไปมาก
และใช้น้ำปูนใสผสมน้ำฉีด เป็นวิธีที่ป้องกันเชื้อราได้ดี !!


การจะปลูกผักบุ้งขายนั้นเราจะต้องหาตลาดไว้รองรับก่อน
และก็ดูว่าที่ดินที่จะทำการปลูกนั้นใกล้แหล่งน้ำหรือไม่ เพราะน้ำเป็นสิ่งที่จำเป็นมากในการทำการเกษตร

สิ่งที่สำคัญอีกอย่างคือ ทำอย่างไรให้สามารถมีผลผลิตออกมาส่งได้ทุกวัน
ตรงนี้ขึ้นอยู่กับการจัดการที่ต้องวางระบบให้ดี
ถ้าสามารถทำได้ ก็จะทำให้ตลาดไว้วางใจว่าจะมีของออกไปส่งขายได้ทุกวัน

ผักบุ้งของวิชิตมีตลาดส่งขายทั้งร้านสุกี้ดัง และแหล่งขายผักปลอดสารพิษอีกหลายร้าน
อุปกรณ์ที่จำเป็นในการปลุกก็มี... รถไถ (สำหรับเกลี่ยหน้าดิน), สปริงเกิล, ท่อน้ำ, เครื่องปั๊มน้ำ
และอุปกรณ์การเกษตรเบ็ดเตล็ด ส่วนวัตถุดิบ ก็มี...เมล็ดพันธุ์ผักบุ้ง, ฟางหรือใบอ้อย-แกลบ, ใบยาสูบ

ขั้นตอนในการปลูก เตรียมดินในแปลงปลูกให้มีความสมบูรณ์มากที่สุด
โดยการวัดค่าความเป็นกรด-ด่างในดิน หรือค่า pH ให้อยู่ที่ 5-7
ถ้าไม่ได้ก็ให้ใส่อินทรีวัตถุลงไป เช่น ปุ๋ยคอก, ปุ๋ยหมัก ใส่ผสมลงไป
ปรับไถด้วยรถไถ คราดเศษวัชพืชออก ทำให้ดินร่วนซุย และยกร่องเป็นแปลงปลูก

รถไถนั้นจะมีราคาค่อนข้างสูง แต่ถ้าไม่มีก็สามารถจ้างไถได้ ตรงนี้ก็แล้วแต่พื้นที่

เนื้อที่ของแต่ละแปลง ควรจะประมาณ 50 ตารางวา
หรือกว้าง 4 เมตร ยาว 48 เมตร พื้นที่ 1 แปลง จะใช้เมล็ดพันธุ์ประมาณ 4-5 กิโลกรัม

การเตรียมเมล็ดพันธุ์ ต้มน้ำให้เดือด นำไปผสมกับน้ำเย็นให้อุณหภูมิอยู่ที่ประมาณ 40 องศาเซลเซียส
แล้วก็นำเมล็ดพันธุ์ผักบุ้งที่หาซื้อได้ตามท้องตลาดทั่วไป แช่ในน้ำทิ้งไว้ 1 คืน
จากนั้นก็นำขึ้นมาห่อด้วยผ้าขาวบาง ทิ้งไว้ให้เปลือกของเมล็ดหลุดออกมา

ที่ต้องนำเมล็ดพันธุ์ผักบุ้งแช่ในน้ำต้ม แล้วผสมให้น้ำอุ่น
เป็นเคล็ดลับ ที่จะให้อัตราการงอกของเมล็ดพันธุ์ไวกว่าการที่แช่ในน้ำธรรมดา 1 วัน !!

จากนั้นนำเมล็ดพันธุ์ไปหว่านในแปลงดินที่เตรียมไว้ให้ทั่ว หว่านเมล็ดพันธุ์เสร็จก็นำฟางมาคลุมปิดไว้ข้างบน
ถ้าไม่มีฟางก็อาจจะใช้วัตถุดิบชนิดอื่นที่หาได้ง่ายในพื้นที่ เช่น ใบอ้อยหรือใช้แกลบผสมกับปุ๋ยคอกก็ได้
ซึ่งที่ต้องคลุมด้วยฟางนั้นก็เพื่อให้ดินนั้นเก็บความชื้นไว้ได้ดี

คลุมฟางเสร็จก็รดน้ำให้ชุ่ม ในการรดน้ำนั้นจะรด 2 เวลาคือตอนเช้าและตอนเย็น รดทุกวันอย่าให้ขาด
หลังจากนั้น 3 วันต้นผักบุ้งก็จะเริ่มงอก และพอต้นผักบุ้งอายุได้ 5-7 วัน ก็ต้องดูว่ามี เพลี้ย มารบกวนหรือไม่
ส่วนมากเพลี้ยจะลงในช่วงที่มีอากาศร้อนจัด สังเกตดูง่ายๆ ดูว่าถ้าใบของผักบุ้งนั้นหงิกงอก็แสดงว่าเกิดเพลี้ย
ก็ใช้ยาฉีดพ่น โดยยาที่ใช้ฉีดนั้นจะหมักมาจากใบยาสูบ ไม่ใช้สารเคมี

เมื่อผักบุ้งมีอายุ 10 วัน ให้ใช้น้ำหมักพืช จำพวกสารสะเดา, หางไหล, กากน้ำตาล หรือน้ำหมักหอยเชอรี่
รดสลับกันไปจนกว่าจะเก็บผักขายได้ !!

การหมักใบยาสูบนั้น จะใช้ใบยาสูบหยาบที่หาซื้อจากโรงงานในราคากิโลกรัมละ 8-10 บาท
ในการหมักครั้งหนึ่งจะใช้ใบยาสูบ 10 กิโลกรัม หมักในถังน้ำมัน 200 ลิตร ใส่น้ำลงไป แล้วก็นำน้ำมาฉีดพ่น

ส่วนเชื้อราซึ่งจะเกิดในช่วงอากาศร้อนชื้น จะสังเกตได้จากใบ โดยใบผักบุ้งจะเป็นจุดเหลืองเล็กๆ ก่อน
และจะขยายใหญ่ขึ้น จนทำให้ใบขาวทั้งใบ ช่วงที่มีอากาศร้อนชื้นมากจนเหมาะต่อการเกิดเชื้อรา
จึงต้องเพิ่มช่วงในการรดน้ำต่อวันให้มากขึ้น เพื่อลดอุณหภูมิไม่ให้เหมาะสมต่อการเกิดเชื้อรา

หลังจากต้นผักบุ้งอายุได้ 18-24 วัน ก็จะได้มาตรฐานเก็บได้ คือลำต้นจะโตราว 3 หุน ยาว 30 เซนติเมตร
แต่ถ้าเป็นฤดูหนาวผักบุ้งจะโตช้าหน่อย จะได้มาตรฐานเก็บได้ต้องใช้เวลา 24-25 วัน

การเก็บผักบุ้ง ให้ถอนทั้งรากแล้วนำมาล้างน้ำให้สะอาด
เด็ดใบที่เหี่ยวออก นำมามัดให้เป็นกำๆ ให้ได้กำละ 1.5 กิโลกรัม เพื่อส่งจำหน่าย

ปลูกผักบุ้งหนึ่งแปลงเนื้อที่ 50 ตารางวา ใช้เมล็ดพันธุ์ 4-5 กิโลกรัม จะได้ผลผลิต 300-500 กิโลกรัม
ส่งขายในกิโลกรัมละ 12 บาท

ใครสนใจอยากได้ ผักบุ้งปลอดสารพิษไปขาย หรืออยากสอบถามเรื่องการปลูกเพิ่มเติม
ติดต่อ คุณวิชิต ได้ที่ เลขที่ 170 หมู่ 5 ต.กรับใหญ่ อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี 70110 โทร.0-1941-358.


ทุนเบื้องต้น 100,000-150,000 บาท
ทุนหมุนเวียน 1,000-1,500 บาท/แปลง
รายได้ 6,000-6,500 บาท/แปลง
จุดคุ้มทุน 1-2 ปี
แรงงาน 1-2 คนขึ้นไป
สิ่งที่ต้องมี พื้นที่ปลูกที่เหมาะสม, ความรู้ด้านเกษตร
ตลาด ส่งร้านอาหาร, ร้านผักปลอดสารพิษ
จุดที่น่าสนใจ ผักปลอดสารพิษกำลังได้รับความนิยม
สิ่งที่ต้องมี รถไถ, ตลาดรองรับผลผลิต

บดินทร์ ศักดาเยี่ยงยงค์ : รายงาน
ข้อมูลโดย เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 5 ก.ค. 2546
ที่มา : http://library.dip.go.th
ภาพจาก : http://www.pharm.chula.ac.th

สารบัญแนะนำอาชีพสร้างรายได้ : งานการเกษตร เพาะพันธุ์พืช

วันอาทิตย์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

‘แมลงประดิษฐ์’ ทำเงินด้วยวัสดุธรรมชาติ

‘แมลงประดิษฐ์’ ทำเงินด้วยวัสดุธรรมชาติ-2

เศษสิ่งวัสดุธรรมชาติ รวมไปถึงวัชพืช ปล่อยทิ้งไว้ก็เป็นสิ่งที่ไร้ค่า แต่ถ้ามีไอเดียมีความคิดสร้างสรรค์
ของที่ดูไร้ค่าก็สามารถจะเป็นสินค้าที่สร้างงาน สร้างเงิน ให้กับผู้ที่ไม่มองข้ามวัสดุจากธรรมชาติพวกนี้ได้
วันนี้ “ช่องทางทำกิน” จะนำเสนออีกหนึ่งอาชีพที่เกี่ยวกับการ “นำวัสดุจากธรรมชาติมาประดิษฐ์เป็นงานศิลปะ”
ซึ่งอาจจะทำให้ใครอีกหลายคนเกิดไอเดียสร้างสรรค์งานประเภทนี้บ้าง..

พรชัย กองอุดม อายุ 42 ปี บ้านเกิดอยู่ที่ จ.ร้อยเอ็ด เป็นเจ้าของไอเดียที่หยิบเอาเศษวัสดุจากธรรมชาติ
มาสรรค์สร้างเป็นงานศิลปะ โดยเขาเล่าว่า หลังจากจบ ปวส. ทางด้านศิลปะ ก็ได้เข้าทำงานในบริษัทเอกชน
ทำอยู่หลายแห่ง เปลี่ยนงานประมาณ 3-4 แห่ง ทำงานบริษัทอยู่ประมาณ 10 ปี
ก็ตัดสินใจลาออกกลับไปอยู่บ้านที่ร้อยเอ็ด

“การทำงานอยู่ในบริษัทเป็นลูกน้องคนอื่น
เหมือนต้องทำงานอยู่ในกรอบ ไม่สามารถที่จะทำงานศิลปะที่ตรงตามความคิดของตัวเองได้
จึงตัดสินใจที่จะจบชีวิตการเป็นพนักงานบริษัทเพียงเท่านี้”

หลังกลับไปอยู่บ้านได้ระยะหนึ่งก็เกิดความคิดที่จะทำอะไรแก้เบื่อ
พอดีไปเจอของเล่นตั้งแต่สมัยเด็กๆ ที่ประดิษฐ์จากวัสดุที่ได้มาจากธรรมชาติ
จึงเกิดความคิดที่จะนำเศษวัสดุธรรมชาติที่หลายคนมองข้าม นำมาประดิษฐ์เป็นงานศิลปะ
เป็นพวก “ตัวแมลง” ต่างๆ อาทิ ตั๊กแตน, แมงมุม, มด,จักจั่น, จิ้งหรีด เป็นต้น
โดยพื้นฐานก็มีความรู้ทางด้านศิลปะอยู่แล้ว อีกทั้งมีความคุ้นเคยกับธรรมชาติมาตั้งแต่เด็ก
คลุกคลีกับธรรมชาติและแมลงต่างๆ จึงรู้ถึงสัดส่วนของพวกแมลงต่างๆ เป็นอย่างดี
ซึ่งก็เป็นข้อได้เปรียบในการทำงานตัวนี้ อย่างไรก็ตาม พรชัยบอกว่าในช่วงแรกๆ ก็ไม่ได้คิดที่จะทำขายเป็นอาชีพ
เริ่มจากทำไว้ดู ตกแต่งบ้าน เป็นของฝากเพื่อนบ้าง
จนภายหลังจึงเริ่มทำออกมาจำหน่ายจริงๆ ประมาณเดือนตุลาคม 2547

“การจะทำงานตัวนี้ ควรที่จะมีความรู้ทางด้านศิลปะบ้าง มีความคิดสร้างสรรค์ มีไอเดีย
และที่สำคัญ
ต้องรู้ถึงรายละเอียดของสรีระสัดส่วนของพวกแมลงต่างๆ ที่จะทำ
เพราะการหาเศษวัสดุธรรมชาติมาทำนั้น ต้องมองออกและคิดไว้ในหัวแล้วว่าจะเอาอะไรมาทำเป็นตัวอะไร


พรชัยกล่าวว่า วัสดุธรรมชาติที่ใช้ทำอยู่ก็เช่น เหง้าไผ่, ลูกสะบ้า, เม็ดมะกล่ำ, เม็ดมะค่า
และยังมีอีกหลายอย่างที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ทำได้

สำหรับอุปกรณ์ในการทำ ที่จำเป็นๆ ก็มี คีมปากจิ้ง จก, คีมตัดลวด, กรรไกรแต่งกิ่งไม้, มีด, สว่าน,
ดอกสว่าน ขนาด 1 มม., ลวด, ทองแดง, กาว (กาวลาเท็กซ์, กาวชนิดแห้งเร็ว), ไม้จิ้มฟัน

‘แมลงประดิษฐ์’ ทำเงินด้วยวัสดุธรรมชาติ-2

ขั้นตอนการทำ... เริ่มจากออกหาวัสดุธรรมชาติที่ต้องการ จากนั้นก็นำมาล้างทำความสะอาด ตากให้แห้ง
วัสดุบางชิ้นนั้นอาจต้องอบเพื่อไล่ความชื้นด้วย หลังจากนั้นก็เลือกคัดวัสดุว่าชนิดไหนจะนำมาทำตัวอะไร
ซึ่งตรงนี้ถ้าเป็นมือใหม่หัดทำก็ถือว่ายากอยู่พอสมควร
ถ้าชำนาญแล้วก็จะสามารถมองออกว่าวัสดุชนิดไหนจะนำมาทำตัวอะไรได้

กรณีจะทำ เป็น “มด” วัสดุที่ต้องใช้ก็จะมี... เหง้าไผ่ ลูกสะบ้า เม็ดมะค่า เม็ดมะกล่ำ
โดยเริ่มจาก นำลูกมะค่าที่ใช้เป็นส่วนหัวต่อกับส่วนตัวที่ใช้เหง้าไผ่ทำ โดยใช้สว่านเจาะรู
ใช้ไม้จิ้มฟันเป็นสลักเสียบต่อกัน ใช้กาวหยอดเพื่อความแข็งแรง จากนั้นก็ต่อทางก้นโดยใช้ลูกสะบ้า
และติดทำลูกตาโดยใช้เม็ดมะกล่ำติดส่วนประกอบข้างต้น แล้วก็ใช้สว่านเจาะรูที่บริเวณลำตัว เพื่อเสียบขา
ส่วนขาจะใช้ลวดทองแดงเสียบ
และขั้นตอนสุดท้ายก็ใช้คีมปากจิ้งจกทำการดัดขาให้เป็นแอ็คชั่นต่างๆ ตามความเหมาะสม ตามที่ต้องการ

กรณีเป็นแมลงอื่นๆ อย่าง แมงมุม จักจั่น จิ้งหรีด ก็จะมีวิธีทำไม่ต่างกัน
เพียงแต่วัสดุที่ใช้จะต่างกันไป ตามลักษณะของแมลงแต่ละชนิดส่วนแมลงที่มีปีก
วัสดุที่ใช้ทำปีก ก็จะใช้เปลือกข้าวโพด หรือใบต้นยาง ก็ได้

เรื่องการจำหน่าย พรชัยบอกว่าการจำหน่ายอาจจะจำหน่ายเป็นตัวๆ หรือนำไปแต่งเข้ากับวัสดุอื่น
อย่างพวก น้ำเต้า ฝักต้นคูน ฝักต้นหางนกยูง แล้วทำเป็นสายห้อยก็ได้

“วัสดุที่ได้มาแต่ละชิ้นนั้นมักจะไม่เหมือนกัน ขนาดไม่เท่ากัน ผลงานที่ออกมาแต่ละชิ้นจึงมีความแตกต่างกันไป
และแอ็คชั่นของแมลงก็จะทำให้ต่างกัน ไม่เหมือนกันทุกตัวแม้จะทำแมลงชนิดเดียวกัน
ซึ่งทำให้ชิ้นงานนั้นดูมีคุณค่า”

กับเรื่องของทุน พรชัยกล่าวว่า การลงทุนทำงานประเภทนี้ไม่ต้องลงทุนสูง
เพราะวัสดุที่ใช้ส่วนใหญ่นำมาจากธรรมชาติ ลงทุนหลักๆ เฉพาะค่าอุปกรณ์
ซึ่งทุนเบื้องต้นก็อยู่ที่ประมาณไม่เกิน 1,000 บาท ส่วนราคาขายชิ้นงานก็มีตั้งแต่ราคา 25 บาท ไปจนถึง 300 บาท
ขึ้นอยู่กับขนาด รูปแบบ ความยากง่ายในการทำ

ปัจจุบันงานสร้างสรรค์จากวัสดุธรรมชาติของ พรชัย กองอุดม ขายอยู่ที่หน้าวัดมหาเจดีย์ชัยมงคล อ.หนองคอก
จ.ร้อยเอ็ด สนใจก็ไปชม-ไปซื้อกันได้ หรือติดต่อกับพรชัยได้ที่ โทร.0-7233-3920
ซึ่งนอกจากขายชิ้นงานแล้วเขาก็ยังรับสอนให้กับผู้ที่สนใจด้วย“ธรรมชาติ” นั้นให้อะไรกับมนุษย์มากมาย
รวมถึงให้ “อาชีพ” มากมายหลายด้าน !!.


สถานที่จำหน่าย : พรชัยสัตว์จำลองจากเศษวัสดุธรรมชาติ
91 หมู่ 8 บ้านโป่ง ตำบลบุ่งเลิศ อำเภอเมยวดี จังหวัดร้อยเอ็ด 45250
ติดต่อ : นายพรชัย กองอุดม โทร : 08-7233-3920


บดินทร์ ศักดาเยี่ยงยงค์ : รายงาน, จเร รัตนราตรี : ภาพ
ข้อมูลจาก เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 13 ส.ค. 2548
ภาพในเว็บจาก : http://www.thaitambon.com

ที่มา :
http://library.dip.go.th
http://www.thaitambon.com

'ขนมดอกกระโดน'จับอดีตมาหยอดเป็นเงิน

'ขนมดอกกระโดน'จับอดีตมาหยอดเป็นเงิน-1

อาหารการกินประเภทพื้นบ้าน-โบราณ ยุคนี้กลับมาได้รับความนิยมทั่วไป รวมถึงขนมที่เป็นที่นิยมของชาวใต้
อย่าง “ขนมดอกกระโดน” ซึ่งควรค่าแห่งการอนุรักษ์ และก็ยังเป็นอีกตัวอย่างที่บ่งชี้ว่าขนมพื้นบ้าน-ขนมโบราณ
ยังเป็น “ช่องทางทำกิน” ได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว อย่างเช่นรายที่ทางทีมงานมีข้อมูลมานำเสนอวันนี้...

นาริสา สุระคำแหง เจ้าของสูตรขนมลูกโดนหรือดอกกระโดน บอกว่า ขนมชนิดนี้เป็นขนมพื้นบ้านชาวปักษ์ใต้
เป็นขนมทานเล่นกับน้ำชากาแฟ มีกลิ่นหอม เนื้อนุ่ม มีสีสันที่เห็นแล้วใครก็อยากรับประทาน
และก่อนหน้าที่เธอจะหันมาจับอาชีพขายขนมดอกกระโดนนี้ ก็เคยทำมาหลายอาชีพ
ทั้งอาชีพแม่บ้าน รับจ้าง ขายผลไม้ และขายสับปะรดสวนผึ้ง

“พอลูกเริ่มโต ค่าใช้จ่ายก็เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว เรากับแฟนมานั่งปรึกษาว่า
ควรจะหาอาชีพเพื่อเป็นหลักสำหรับครอบครัว ก็ช่วยกันสำรวจและมองหาสินค้าใหม่
จะเล็งพวกของกินเป็นหลัก ของที่อยากทำก็มีคนขายกันเยอะ อยากจะทำของที่ไม่เหมือนคนอื่น
คิดว่าขายได้แน่นอน พอดีนึกถึงสมัยเด็กก็เห็นภาพขนมดอกกระโดนทันที จึงโทรฯ ไปขอสูตรจากน้าสาว
ซึ่งทำขายอยู่ที่ อ.หาดใหญ่ มาลองฝึกทำอยู่นานเป็นเดือน แจกจ่ายให้คนรอบตัวชิม
ตอนออกขายใหม่ๆ สูตรยังไม่เป๊ะ ทำตั้งไว้ให้คนซื้อชิมด้วย ปรับปรุงมาเรื่อยๆ จดสูตรเอาไว้ตลอด
พอทุกอย่างลงตัว ผลตอบรับก็ดีขึ้นเรื่อยๆ”

วัสดุอุปกรณ์ในการขายขนมชนิดนี้ หลักๆ ก็มี...
พิมพ์เหล็กลายดอกกระโดนที่มีฝาปิด, เตาถ่าน, ไม้แซะขนม, ถังสเตนเลส, กาน้ำขนาดเหมาะมือ, ถาด, ทัพพี,
ที่ร่อนแป้ง และเครื่องใช้อื่นๆ ที่สามารถหยิบฉวยเอาได้จากในครัว

ส่วนผสมหลักที่ต้องใช้ในการทำตัวขนมก็มี... แป้งข้าวเจ้า, ไข่ไก่, น้ำตาลทราย, น้ำมะพร้าว, ผงฟู และเกลือ
สำหรับไส้ขนมก็จะใช้มะพร้าวทึนทึกขูดเป็นเส้น

'ขนมดอกกระโดนกับเส้นมะพร้าวขูด
ขนมดอกกระโดนกับเส้นมะพร้าวขูด

มาดูสูตร-วิธีการทำขนมดอกกระโดน” กัน เริ่มจาก... นำแป้งข้าวเจ้ามาผสมกับผงฟู
แล้วทำการร่อนแป้งที่ผสมกับผงฟู 1 ครั้ง เพื่อให้อากาศผสมในแป้ง และทำให้ขนมเบาขึ้น
จากนั้นจึงใส่น้ำตาลทราย คนให้เข้ากัน แล้วจึงบรรจงตอกไข่ไก่ใส่ลงไปทีละฟอง
นวดเบาๆ ให้น้ำตาลทรายละลาย จึงใส่น้ำกะทิ น้ำมะพร้าว คนให้เข้ากัน
เสร็จแล้วเอาผ้าขาวบางกรองแป้งส่วนผสมทั้งหมด แป้งที่ผสมจะได้ละเอียด ไม่เป็นเม็ด
แล้วพักไว้ 2 ชั่วโมง ให้แป้งคลายตัว ผงฟูทำงานเต็มที่

นำรางหรือพิมพ์ขนมดอกกระโดนมาตั้งไฟพอร้อน ทาน้ำมันพืชหรือเนยให้ทั่ว เพื่อช่วยให้ขนมร่อนไม่ติดพิมพ์
(ถ้าใช้พิมพ์ขนมใหม่ขนมมักจะติดพิมพ์
วิธีแก้ไขให้ใช้กากมะพร้าวขูดใส่แล้วตั้งไฟอ่อนๆ สักพัก พิมพ์จะได้ลื่น ไม่ติด
) จากนั้นตักแป้งใส่กาน้ำ
แล้วหยอดแป้งผสมเสร็จให้เต็มเลยหลุมขนม ใช้ผ้าจับหูพิมพ์ขนมกลิ้งละเลงไปมาให้ทั่ว ปิดฝาจนขนมสุก
ใช้ไฟอ่อน ถ้าไฟแรงจะไหม้ พอขนมสุกก็แซะออกจากพิมพ์มาแผ่ไว้ในภาชนะที่เตรียมไว้ รอให้ขนมพออุ่นๆ

ระหว่างรอให้ขนมพออุ่นๆ ก็นำมะพร้าวทึนทึกที่เตรียมไว้มาขูดเป็นเส้น โรยด้วยเกลือป่นนิดหน่อย
คลุกเคล้าให้เข้ากัน เสร็จแล้วจึงนำมะพร้าวขูดที่ได้ไปโรยในขนมให้ทั่ว แล้วพับครึ่งเป็นรูปวงกลม
เพียงเท่านี้ก็เสร็จเรียบร้อย

นาริสายังบอกอีกว่า การหยอดแป้งยังมีวิธีอื่นคือการหยอดแป้งใส่พอดีหลุม
ให้ขนมออกมาเป็นรูปพิมพ์ดอกกระโดนสวยงาม
เวลารับประทานจิ้มกับมะพร้าวขูดที่คลุกเกลือ

เอกลักษณ์ของ “ขนมลูกโดน” หรือ “ขนมดอกกระโดน” อยู่ที่รสชาติกลมกล่อม หอม นุ่มน่ารับประทาน
สำหรับราคาขาย เจ้านี้ขายชุดละ 20 บาท มีขนม 16 ลูก ส่วนชนิดที่เป็นแผ่นมี 12 ลูก ราคา 15 บาท

ใครอยากชิมความอร่อยของ “ขนมดอกกระโดน” เจ้านี้ทุกวันพุธจะขายอยู่ที่กรมป่าไม้ (ถนนพหลโยธิน)
วันศุกร์ขายที่กรมประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วันอาทิตย์ขายที่กรมชลประทาน ปากเกร็ด
และวันอื่นๆ ขายที่ตลาดนัดพระนั่งเกล้าฯ โดยรับออกร้าน ออกงานต่างๆ ตามเทศกาลด้วย
ซึ่งติดต่อได้ที่ โทร. 08-6324-9304
ส่วนใครสนใจอยากมีอาชีพเสริมหรืออาชีพหลักด้วยขนมชนิดนี้ ก็ลองฝึกฝนทำกันดู

ขนมพื้นบ้าน-ขนมโบราณ
...ยุคนี้หลายชนิดยังขายดี.


เชาวลี ชุมขำ : เรื่อง-ภาพ
วันอาทิตย์ ที่ 16 มกราคม 2554
ข้อมูลโดย : http://www.dailynews.co.th

สารบัญแนะนำอาชีพสร้างรายได้ : งานด้านอาหาร

จาก "ตะเกียงเจ้าพายุ" สู่ "ตะเกียงกะลา" ไอเดียไม่ธรรมดาของชาวร้อยเอ็ด

จาก ตะเกียงเจ้าพายุ สู่ ตะเกียงกะลา ไอเดียไม่ธรรมดาของชาวร้อยเอ็ด

เป็นที่ทราบกันดีถึงคุณประโยชน์นานัปประการของ"กะลามะพร้าว" ทั้งที่ถูกนำมาดัดแปลงเพิ่มมูลค่า
เป็นภาชนะไว้ใช้สอยในบ้านอย่างช้อน กระบวยตักน้ำ หรือประยุกต์เป็นเครื่องประดับเพื่อความสวยงามต่างๆ
ซึ่งล้วนแต่ทำรายได้ ให้กับเจ้าของไอเดียอย่างคาดไม่ถึงมาแล้วทั้งนั้น
และในวันนี้ กะลามะพร้าวได้สร้างชื่อและรายได้ให้กับชาวจังหวัดร้อยเอ็ด
เมื่อมีชาวบ้านหัวใสดัดแปลงกะลามะพร้าวให้มีรูปโฉมใหม่ที่สวยงาม จนแทบจะจำรูปลักษณ์เดิมไม่ได้
เรียกได้ไอเดียของเขาส่งผลให้คนในหมู่บ้าน ผลิตสินค้าไม่ทันกับออเดอร์ที่ทะลักเข้ามาทีเดียว

นายคมเพชร โสชัยยันต์ ผู้นำอาสาพัฒนาชุมชน ต.ดงลาน อ.เมือง จ.ร้อยเอ็ด เจ้าของไอเดีย "ตะเกียงกะลาคมเพชร"
ซึ่งเป็นชื่อที่คนในหมู่บ้านขนานนามให้ เล่าให้ฟังถึงที่ไปที่มาของผลงานชิ้นดังกล่าวว่า
ตอนแรกที่คิดประดิษฐ์ตะเกียงไม่ได้ตั้งใจที่จะขาย แต่จะเอาไว้ใช้งานแทนตะเกียงเจ้าพายุ
ซึ่งในช่วงนั้นมีราคาแพงมาก

โดยใช้เวลาคิดค้นและมองหาวัสดุที่จะนำมาทำเป็น"โคมไฟ"อยู่เกือบเดือน จนมาลงเอยที่กะลามะพร้าว
และทดลองจับคว่ำ-หงายดูจึงมั่นใจว่าน่าจะนำมาประกอบเป็นโคมไฟเจ้าพายุได้จึง ลงมือทำอย่างจริงจังทันที

โดยวัสดุที่นำมาเป็นองค์ประกอบในการทำตะเกียง กะลา นอกจากกะลามะพร้าว
แล้วก็มีเครือไม้และไม้ไผ่ที่ต้องนำมา
ต้มด้วยน้ำเกลือ แล้วตากแห้งก่อนนำมาประกอบเป็นกะลา
ทั้งนี้เพื่อให้นิ่ม และดัดเป็นรูปร่างที่ต้องการได้ง่าย


น็อต 2 หุน ตะปูเกลียว ไม้อัด กระป๋องน้ำอัดลม แล็กเกอร์ สีทาไม้ สายไฟพร้อมสวิตซ์เปิดปิด ปลั๊กไฟ
หลอดโคมไฟ 7 วัตต์ เครื่องเจีย กาว ลวด สว่านเจาะไม้และเลื่อย

วิธีการทำ เริ่มจากคัดกะลามะพร้าว 4 ใบ
ใบที่ 1 ใช้เป็นส่วนฐานของโคมไฟซึ่งต้องมีขนาดใหญ่กว่าส่วนอื่นๆ เจาะรูสำหรับใส่สวิตซ์ไฟ
ใบที่ 2 และ 3 ใช้เป็นส่วนตัวโคมไฟซึ่งจะต้องมีขนาดเท่ากัน
และใบที่ 4 สำหรับปิดด้านบนให้ใช้เลื่อยให้เป็นกะลาทรงตื้น

โดยกะลาทั้ง 4 ใบต้องใช้เครื่องเจีย และกระดาษทรายขัดให้ผิวเรียบทั้งด้านนอกและด้านใน

ส่วนไม้ไผ่ใช้ลำที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 3 นิ้ว มาเลื่อยเป็นชิ้นยาวประมาณ 2 ซม.

เครือไม้เป็นเถาวัลย์เหนียวที่ชาวบ้านเก็บมาจากป่า ซึ่งหากไม่มีสามารถใช้หวายหรือไม้ไผ่แทนก็ได้

หลังจากนั้น นำกะลาใบใหญ่มาวางคว่ำเป็นส่วนฐานใช้ไม้ไผ่วางเป็นตัวเชื่อม
โดยใช้กาวลาเท็กซ์ทาทั้งสองด้าน เพื่อให้ยึดติดกันนำกะลามะพร้าวส่วนกลางใบที่ 2 มาหงายติดกับไม้ไผ่
ใช้สว่านเจาะรูตรงกลางของกะลาทั้งสองใบ นำน็อตมายึดไว้ให้แน่น

ใช้เครือไม้ 4 ท่อน ยาวท่อนละประมาณ 2 นิ้ว มาทากาวติดกับกะลาใบที่ 2 และ 3 ที่วางคว่ำลง
แล้วใช้น็อตตัวเล็กยึดกะลากับเครือไม้ไผ่ไว้ นำไม้ไผ่ทากาวมาวางแล้วใส่กะลาใบ ที่ 4 คว่ำลง
เจาะรูตรงกลางของกะลาใบที่ 3 และ 4 ขันให้แน่นด้วยน็อต

นำกระป๋องน้ำอัดลมมาตัดตรงส่วนก้นกระป๋องให้เป็นรูปวงกลามมีปีก 2 ข้างไว้สำหรับยึด
เจาะรูตรงกลางร้อยสายไฟและฐานของหลอดไฟเข้าไปเก็บไว้
นำก้นกระป๋องใบนี้ไปยึดกับกะลาใบที่ 3 โดยใช้สว่านเจาะกะลา แล้วใช้น็อตขันยึดไว้ให้แน่น

ร้อยสายไฟลงมาที่เครือไม้เข้าไปเก็บไว้ในส่วนฐาน ติดสวิตซ์ให้เรียบร้อย
วัดแผ่นไม้อัดให้ได้ขนาดเท่ากับกะลาส่วนฐาน
ใช้กาวลาเท็กซ์ทาปิดส่วนฐาน ใช้แล็กเกอร์ทา 3 รอบ เพื่อความสวยงามและคงทน

ใช้ลวดขนาดหนาเท่ากับไส้ปากปามาเจาะเข้ากับเครือไม้ 2 ข้าง ความยาวแล้วแต่ความชอบ
ขั้นสุดท้ายใส่หลอดไฟเข้ากับขั้วหลอด เท่านี้ก็ได้ "ตะเกียงกะลาคมเพชร" แล้ว

"ผมเริ่มนำโคมไฟกะลาออกแสดงครั้งแรก ในงานนิทรรศการระดับภาคที่ร้อยเอ็ด โดยนำไปโชว์ 4-5 ตัว
ปรากฎว่าขายหมดเกลี้ยง โดยจำหน่ายในราคาตัวละ 150 บาทขณะที่ต้นทุนอยู่ที่ตัวละ 70 บาท "

เมี่อเป็นเช่นนั้น ตนจึงหันมาผลิตโคมไฟกะลาอย่างจริงจังมากขึ้น เฉลี่ยวันละประมาณ 9 ตัว
และเริ่มนำโคมไฟกะลาไปโชว์ตามนิทรรศการต่างๆ มากขึ้น ซึ่งแต่ละครั้งที่นำออกไปโชว์จะขายหมดทุกครั้ง
เรียกว่าวางสินค้า 10 ตัวไม่ถึง 5 นาทีขายหมดแล้ว อีกทั้งยังได้ออร์เดอร์จากคนที่ไปชมงานครั้งละหลายร้อยตัว
ซึ่งตนเพียงคนเดียวคงทำไม่ทัน ดังนั้น ตนจึงเริ่มถ่ายทอดวิธีการทำตะเกียงกะลาให้กับคนในหมู่บ้าน
คือกลุ่มแม่บ้านในหมู่บ้านโคกสูงหมู่ 13 และหมู่ 6 ซึ่งสนใจอยากจะทำตะเกียงกะลาอยู่แล้ว
เรียกได้ว่าตอนนี้ชาวบ้านในหมู่บ้านทั้ง 2 แห่งหันมาตะเกียงกะลาเป็นอาชีพเสริมนอกเหนือจากการทำนาแล้ว
ทั้งนี้ตนจะเป็นทั้งวิทยากรและคนทำควบคู่กันไป

"ตะเกียงกะลาของเรามีออเดอร์เข้ามามากขึ้นอย่างในช่วงปีใหม่ มีออเดอร์เข้ามาประมาณ 500 ตัว
ซึ่งต้องระดมคนในหมู่บ้านมาช่วยกันทำ แต่ปัญหาของเราก็คือยังทำในปริมาณมากไม่ได้
เพราะเรามีเครื่องขัดไม้เพียง 2 ตัว ซึ่งผมซื้อมาเองราคาตัวละ 10,000 บาท
เครื่องขัดไม้ตัวหนึ่งทำตะเกียงกะลาได้วันละ 10 ตัวเท่านั้นถ้ามากกว่านี้เครื่องจะพัง"

อย่างไรก็ดี นายคมเพชรกล่าวว่า ปัญหาในเรื่องของเครื่องขัดไม้ไม่ใช่เรื่องใหญ่
หากมีรายได้เพิ่มขึ้นก็สามารถซื้อเครื่องใหม่เข้ามาเพิ่มได้ ซึ่งขณะนี้ตะเกียงกะลาเริ่มมีตลาดกว้างขึ้น
เพราะนอกจากร้านค้าประจำที่สกลนครแล้ว ยังมีทั้งลูกค้าจากเชียงใหม่ที่ออเดอร์ไว้ 50 ตัว
ลูกค้าในกรุงเทพฯ 100 ตัว ขณะที่มีลูกค้าจากสุราษฎร์ธานีเข้ามาติดต่อขอซื้อ เพื่อไปเปิดตลาดในมาเลเซียแล้ว

อีกไม่นาน ตะเกียงกะลาคงเป็นสินค้าที่สร้างชื่อให้กับคนไทยอีกชิ้นหนึ่ง
และจะเป็นช่องทางทำกินให้กับคนอีกหลายพื้นที่
รวมถึงสถานพินิจคุ้มครองเด็กในจังหวัดร้อยเอ็ด ที่ทาบทามนายคมเพชรให้ไปเป็นวิทยากรฝึกอาชีพแล้ว

สถานที่จำหน่าย กลุ่มผลิตภัณฑ์จากกะลามะพร้าว
ศาลาประชาคมประจำหมู่บ้าน หมู่ 13 บ้านโคกสูง ต.ดงลาน อ.เมือง จ.ร้อยเอ็ด
ติดต่อ : นายคมเพชร โสชัยยันต์
โทร : (01) 799-4072 (คุณยุพาพร วินทะไชย)


ข้อมูลโดย สยามธุรกิจ ฉบับวันที่ 13 พ.ค. 2544 - 19 พ.ค. 2544
ภาพจาก : http://www.thaitambon.com
ที่มา :
http://library.dip.go.th
http://www.thaitambon.com

ผักหวานลูกผสมไทย-จีน ปลูกง่าย ได้เงินหวานๆ

ผักหวานลูกผสมไทย-จีน ปลูกง่าย ได้เงินหวานๆ

ในแวดวงชาวสวนผู้เพาะพันธุ์ไม้จำหน่าย คงไม่มีใครที่ไม่รู้จักชื่อของ คุณอรุณ ณรงค์ชัย
อดีตประชาสัมพันธ์ประจำจังหวัดเชียงราย เพราะในสมัยที่ไปดำรงตำแหน่งอยู่ที่จังหวัดปราจีนบุรี
เขาเคยปลุกปั้นให้ชาวสวนที่นั่นสามารถลืมตาอ้าปากได้ ด้วยการเพาะขยายพันธุ์ไม้จำหน่าย
แทนการเก็บเกี่ยวผลผลิตขายเพียงอย่างเดียว และจากประสบการณ์ที่คลุกคลีอยู่กับแวดวงพันธุ์ไม้มาเกือบทั้งชีวิต
ทำให้เขามองเห็นอนาคตอันสดใสของผักพื้นบ้านชนิดหนึ่ง ซึ่งนอกจากจะปลูกง่ายแล้ว
ยังเก็บเกี่ยวขายได้ราคาดีตลอดทั้งปีด้วย ผักที่ว่านั้นก็คือ ผักหวานลูกผสมไทย-จีน

ปลุกชีวิตพันธุ์ไม้ สร้างรายได้ให้ชาวปราจีนฯ

เราเดินทางมาพบ คุณอรุณ ณรงค์ชัย ณ ร้านปราจีนบุรีรวมพันธุ์ไม้ ตรงข้ามโรงเรียนเมืองเชียงราย
ใกล้สี่แยกศรีทรายมูล ตำบลรอบเวียง อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย

"ที่ชื่อร้านปราจีนบุรีรวมพันธุ์ไม้ เพราะเดิมทีเมื่อปี 2529 ผมไปรักษาการประจำจังหวัดปราจีนบุรี
ช่วงนั้นชาวปราจีนบุรีเอง ยังไม่ค่อยได้เอาพันธุ์ไม้อะไรมาขายกันหรอก
ผมก็ได้มีโอกาสช่วยแนะนำ เพราะผมเคยอยู่ที่ตลิ่งชัน พุทธมณฑลมา 16-17 ปี
แถวนั้นต้องยอมรับว่า เป็นแหล่งที่ผลิตพันธุ์ไม้มาก่อนใครเขาในประเทศ แต่เนื่องจากยิ่งผลิตพื้นที่ก็เหลือแคบลงๆ
เพราะบ้านจัดสรรเต็มไปหมด ผมได้คลุกคลีกับชาวบ้านชาวสวน ได้เห็น
พอเราย้ายไปปราจีนฯ จึงเอาความรู้ไปเผยแพร่ ก็ได้ผล เพราะนอกจากแนะนำแล้ว เรายังทำข่าวด้วย
เพราะเป็นประชาสัมพันธ์ เวลามีการจัดงานวันเกษตร เราจะเชิญผู้สื่อข่าวรายการโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์
อะไรต่อมิอะไร เอารถบัสไปรับที่สนามหลวงเลย เราจัดแถลงข่าวในสวน เข้ามารับประทานข้าวในสวน
เดินดูสวน คือสมัยก่อนเราทำแบบถึงลูกถึงคน"

คุณอรุณ ชิงบอกเราเหมือนจะรู้ว่าเรากำลังจะถามอะไร

"ใหม่ๆ ชาวบ้านไม่รู้ว่าการทำกิ่งพันธุ์ขาย มันดีกว่าการเอาผลผลิตไปขาย
แต่ทางที่ดีควรจะมีทั้งสองอย่างพร้อมกัน
แต่ว่าการที่เขาทำกิ่งขาย มันไม่มีฤดูแล้ง
ไม่มีฤดูอะไรต่ออะไร ทำได้ตลอด แต่ว่าผลผลิตนี่บางปีได้ผลบ้าง ไม่ได้ผลบ้าง ติดบ้าง ไม่ติดบ้าง
แต่พอแนะนำไปแค่ปีเดียวเท่านั้น ปรากฏว่าพันธุ์ไม้ปราจีนฯ โด่งดังขายดิบขายดี ชาวสงชาวสวนลืมตาอ้าปากได้
มีสตางค์กัน เพราะตอนนั้นยังใหม่ กระท้อนต้นหนึ่ง 400-500 บาท ก็มี ชาวสวนรวยกัน
บางคนขาย ส่งได้วันหนึ่งแสนสองแสนบาท ทางใต้เขาเอาสิบล้อมาขนไป แล้วเมื่อก่อนนี้ไม้มันแพง
หลังจากนั้นอีกสองปี จังหวัดปราจีนฯ ก็เป็นจังหวัดที่ผลิตพันธุ์ไม้ขายมากที่สุดในประเทศ
จนเดี๋ยวนี้ยังเป็นอันดับหนึ่ง รองลงมาก็นครปฐม ซึ่งที่ปราจีนฯ นี่จะเน้นไม้ผลมาอันดับหนึ่ง อันดับสองนี่เป็นไม้ดอก"

หลังจากสร้างชีวิตให้ตลาดพันธุ์ไม้ และสร้างรายได้ให้ชาวสวนของจังหวัดปราจีนบุรีแล้ว ปี 2531
คุณอรุณได้ย้ายมารับราชการ ในตำแหน่งประชาสัมพันธ์ประจำจังหวัดเชียงราย
ในปีถัดมาเขาได้เปิดร้านจำหน่ายพันธุ์ไม้ในชื่อว่า ปราจีนบุรีรวมพันธุ์ไม้
โดยให้ภรรยาคู่ทุกข์คู่ยากคือ คุณลออศรี ณรงค์ชัย เป็นผู้ดูแลกิจการให้ และเขาจะใช้ช่วงเวลาในวันหยุด
ลองวีคเอนด์ นำต้นไม้ใส่ท้ายรถออกตระเวนจำหน่ายยังที่ต่างๆ ด้วยตัวเอง

"จริงๆ ผมเป็นคนอุทัยธานี แต่ว่าย้ายไปทั่ว พอเปิดร้านขายต้นไม้ก็ให้แม่บ้านเร่ขายต้นไม้ไปเรื่อย ลำบาก
บางทีเสาร์อาทิตย์หยุดติดต่อกัน 3 วัน ผมออกไปขายเองก็มีนะ ช่วงนั้นเราเริ่มก่อสร้างตัว แล้วเราเป็นคนรักต้นไม้
ไปจังหวัดไหนก็มีเพื่อน เพราะวงการค้าต้นไม้นี่รู้จักกันง่าย ผมมาทำงานอยู่เชียงรายถึงปี 2537
จากนั้น จึงย้ายไปเป็นประชาสัมพันธ์ของเชียงใหม่ ทำงานกีฬาซีเกมส์ อยู่เชียงใหม่ 4 ปีกว่าๆ
ย้ายกลับมาอยู่เชียงรายอีก 2 ปี ก็เกษียณ พอเกษียณผมมาดูแลเต็มที่ เพราะชีวิตราชการมันทำอะไรไม่ได้เต็มที่


ผักหวานบ้าน พืชเศรษฐกิจเพื่อชีวิตเกษตรกร

จากการติดตามความเคลื่อนไหวในแวดวงพันธุ์ไม้มาเกือบ 20 ปี คุณอรุณ พบว่า ตลาดพันธุ์ไม้ในบ้านเรานั้น
เป็นแฟชั่นที่เปลี่ยนแปลงไปตามกระแสความนิยมของผู้บริโภค เช่น บางช่วงนิยมกระท้อนผลใหญ่เนื้อฟูนุ่ม
บางช่วงฮิตปลูกฝรั่งไร้เมล็ด บางช่วงพุทราซุปเปอร์จัมโบ้มาแรง บางช่วงนิยมมะยงชิด เป็นต้น

ปัจจุบัน คุณอรุณมองว่า ผักหวานบ้าน ซึ่งมีชื่อเรียกแตกต่างกันในแต่ละภาค
อาทิ ผักก้านตรง จ๊าผักหวาน โถหลุ่ยกะนิเต๊าะ นานาเซียม ผักหวานใต้ใบ และมะยมป่า เป็นต้น
เป็นพืชเศรษฐกิจที่กำลังมาแรงและเป็นที่ต้องการของตลาดมาก
โดยเฉพาะอย่างยิ่งผักหวานบ้านพันธุ์ลูกผสมไทย-จีน เพราะมีรสชาติหวาน กรอบ อร่อย ปลอดจากสารพิษ
และใช้ประกอบอาหารได้หลากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นแกงเลียง ผัดน้ำมันหอย ใส่สุกี้ ลวกจิ้มน้ำพริก
ใส่อาหารจำพวกยำต่างๆ ใส่ก๋วยเตี๋ยวราดหน้า ทำแกงจืด ฯลฯ

อีกทั้งผักหวานบ้าน ยังเป็นแหล่งอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายอยู่หลายชนิด
ไม่ว่าจะเป็น โปรตีน แคลเซียม ฟอสฟอรัส ที่ช่วยให้กระดูกและฟันแข็งแรง
เมื่อร่างกายได้รับแคลเซียม พร้อมแมกนีเซียมที่มีอยู่ในผักใบเขียวอย่างผักหวาน
จะช่วยให้การยืดหดของกล้ามเนื้อในร่างกาย มีประสิทธิภาพสูงสุดตามไปด้วย
หากบริโภคบ่อยๆ จะช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุน นอกจากนี้ ผักหวานสดยังมีวิตามิน ซี สูงมาก
ซึ่งวิตามิน ซี เป็นแอนติออกซิแดนต์ที่ช่วยไม่ให้เนื้อเยื่อ หรือเซลล์ภายในร่างกายถูกทำลายจากมลพิษทางอากาศ
และรังสีจากแสงแดดที่ทำให้เกิดมะเร็งหรือแก่ก่อนวัย รวมทั้งผิวหนังเหี่ยวย่นด้วย
ที่สำคัญผักหวานยังมีเบต้าแคโรทีน ที่มีอยู่ในผักใบเขียวทั่วๆ ไป เบต้าแคโรทีน จัดเป็นแอนติออกซิแดนต์ตัวหนึ่ง
และเมื่อถูกเปลี่ยนเป็นวิตามิน เอ แล้ว จะช่วยบำรุงสายตาช่วยให้สามารถมองเห็นได้ดีในที่มืด
และยังเพิ่มภูมิคุ้มกันแก่ร่างกาย เอาไว้ต่อสู้กับโรคติดเชื้อสารพัดชนิด
ประชาชนทั่วไปจึงนิยมรับประทานผักหวานกันทั่วทุกภูมิภาค

ผักหวานมันมีอยู่สองประเภทใหญ่ๆ คือผักหวานป่า กับผักหวานบ้าน
ผักหวานป่าใบจะกลมๆ กลิ่นมันจะแรง ชอบขึ้นอยู่ในป่าที่แห้งแล้งมากๆ
ข้อดีของมันคือความทนแล้ง มันจะแตกยอดเมื่อฝนแรก น่าจะอยู่ที่ปลายเมษาต้นพฤษภา
ซึ่งชาวบ้านจะออกล่าผักหวานกัน เขาจะจำได้ว่าตรงไหนมีกี่ต้นๆ พอฝนตกเขาก็จะไปเก็บผักหวานป่ากัน
ราคาแพงถึงกิโลละสองร้อยเลยนะ พอเข้าหน้าฝนแล้วมันก็ไม่ค่อยจะแตกยอดเท่าไหร่"

คุณอรุณเล่าประสบการณ์การนำผักหวานป่ามาทดลองปลูกในที่ราบให้ฟังว่า
"ผักหวานป่านี่มันมีข้อเสียอยู่อย่างคือ พอเอามาปลูกในที่ราบๆ นี่ตายหมด ผมเคยซื้อที่ลำพูน 200 ต้น
เอามาปลูกตายหมด ไม่เหลือสักต้น มันไม่ชอบ มันชอบอยู่ในป่า เอาออกมาไม่ได้
แต่ผมเห็นแถวสระบุรี เขาขุดหลุมเอาเมล็ดไปหยอด ปลูกกันในป่าเลย
เพราะผักหวานป่านี่มันใช้ระยะเวลาในการฟักตัว ในการสร้างรากนาน
มีคนลำพูนเคยบอกว่าระยะการฝังรากนานมาก บางทีแตกยอดมาให้เห็นนิดเดียว แต่รากยาวมาก
ดังนั้น เวลาเราซื้อมาปลูกแล้วขึ้นรถเขย่ามานี่ ไม่รอดหรอก รากมันบอบบาง ต้องปลูกกันในป่าเลย
ไม่ต้องไปเคลื่อนย้าย ไม่ต้องไปดูแลมันเท่าไหร่ ให้มันขึ้นเองตามธรรมชาติ

แต่ผักหวานบ้านลูกผสมไทย-จีน นี่ใบมันจะเรียวยาว ปลายใบจะแหลม ยอดอวบ
ถ้าหากดูแลดีๆ ยอดมันจะใหญ่เท่าปลายตะเกียบ รสชาติหวานกรอบอร่อย ไม่มีกลิ่น มันจะแตกยอดตลอดหน้าฝน
เก็บไปสามสี่วันแตกออกมาอีกแล้ว จะเก็บกันแทบไม่ทันเลย แต่พอหน้าหนาว ปริมาณการแตกยอดน้อยลง
ซึ่งมันเหมือนกันทุกที่ ดังนั้น ผักหวานในฤดูหนาวหรือฤดูแล้งจะแพงมาก กิโลกรัมหนึ่งตกเป็นร้อยๆ บาท
แต่หน้าฝนนี่ไม่ถึง ตกกิโลหนึ่ง 50-60 บาท เพราะมันเยอะมาก แต่ก็ยังถือว่าได้ราคาอยู่"

ปัจจุบันผักหวานบ้านมีราคาซื้อขายตามห้างและซูเปอร์มาร์เก็ต ประมาณกิโลกรัมละ 170-200 บาท
ทว่าในปัจจุบันยังมีผู้ปลูกผัก หวานเพื่อการค้าน้อย จึงมีปริมาณไม่พอเพียงต่อการบริโภคของประชาชนทั่วไป
ผักหวานบ้านจึงเป็นพืชเศรษฐกิจที่เหมาะแก่เกษตรกรหรือบุคคลทั่วไป
เพราะเป็นพืชที่ปลูกง่าย ปลูกได้ทุกภูมิภาค โตเร็ว เพียง 3 เดือน ก็สามารถตัดยอดขายได้
ไม่ต้องการการดูแลมาก และใช้พื้นที่ในการปลูกน้อย

"ผมเห็นว่าชาวสวนที่เชียงรายบางรายปลูกลำไยหรือลิ้นจี่ห่างกันเกินไป บางต้นห่างกันเป็น 10 เมตร
ดังนั้น ถ้าเขาปลูกผักหวานเป็นแถวไป ให้ห่างจากโคนต้นไม้ผลสักเมตรเดียว
เวลารดน้ำเราก็ไม่ต้องรดน้ำไม้ผลต้นใหญ่เลย เพราะปุ๋ยที่เราใส่ผักหวานพวกไม้ผลก็จะมาดูดไป
ผมอยากให้ชาวบ้านใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพราะทุกวันนี้เกษตรกรยังใช้พื้นที่ไม่คุ้มค่า
ถ้าเราปลูกผัก หวาน ชะอม หรือฝรั่ง หรือไม้ที่ไม่โตมาก จะช่วยให้เราใช้พื้นที่คุ้มค่า
อย่างเก็บผักหวานขายก็สามารถมีรายได้ไปจุนเจือสวนได้ บางทีได้ราคากว่าอีก เพราะมันเก็บขายได้ทุกวัน
ถ้าเก็บได้วันหนึ่ง 10-20 กิโล ก็รวยไม่รู้เรื่อง"

นอกจากชาวสวนจะปลูกผักหวานบ้านแซมในพื้นที่สวน เพื่อเพิ่มรายได้ระหว่างการรอเก็บเกี่ยวไม้ผลประจำปีแล้ว
ผักหวานบ้าน ยังเป็นพืชที่เหมาะอย่างยิ่งที่จะปลูกบนเขา หรือบนพื้นที่สูงด้วยเช่นกัน

"ผมมีความคิดว่าชาวเขาชาวดอยน่าจะปลูกผักหวานบ้านลูกผสมไทย-จีน
เพราะนอกจากจะเป็นอาหารของชาวดอยแล้ว เนื่องจากคนดอยอาหารหายาก แต่สิ่งสำคัญที่ผมว่า
คือมันจะอนุรักษ์หน้าดิน เพราะว่ารากมันเยอะ มันจะช่วยป้องกันการพังทลายของหน้าดินได้เยอะ"


ผักหวานบ้าน ปลูกง่าย ได้เงินหวานๆ

จากประสบการณ์การปลูกผักหวานบ้านลูกผสมไทย-จีนด้วยตนเอง
ประกอบกับความรู้ที่ได้จากการศึกษาหาข้อมูลและการดูงานตามที่ต่างๆ
คุณอรุณ ณรงค์ชัย จึงได้ให้คำแนะนำเรื่องการปลูก การดูแล ตลอดจนการหาตลาดจำหน่ายผักหวานบ้าน

การปลูก
ถ้าปลูกในท้องนา ควรไถและตากแดดทิ้งไว้อย่างน้อย 1 เดือน เพื่อให้ดินร่วน
จากนั้น ใช้รถไถยกร่องสูงประมาณ 40-50 เซนติเมตร ขนาดกว้าง 2.30-2.50 เมตร
ถ้าเป็นพื้นที่ที่น้ำไม่ท่วม ไม่ควรยกร่องสูงมาก เพราะถ้ายกสูงมากเกินไป ดินที่อยู่ด้านล่างจะไม่ค่อยมีปุ๋ย
หลังจากไถเสร็จแล้วโรยด้วยขี้วัวแล้วกลบ ขุดหลุมห่างกัน 50 เซนติเมตร ขนาดหลุมกว้าง 15 เซนติเมตร
ลึก 15-20 เซนติเมตร รองก้นหลุมด้วยขี้วัวแห้งคลุกดินในอัตราส่วน 1 : 1 พื้นที่ 1 ร่อง
ควรปลูกได้ 4 แถว แต่ละแถวห่างกัน 50 เซนติเมตร
และเว้นที่ว่างแต่ละร่องประมาณ 1 เมตร เพื่อสะดวกในการเดินเก็บยอดและกำจัดวัชพืช
เมื่อเตรียมหลุมเรียบร้อยแล้ว ให้แกะถุงกิ่งพันธุ์โดยใช้มือดึงรากเบาๆ อย่าให้รากขดอยู่ก้นถุง
เพราะจะช่วยให้รากตั้งตรง ทำให้ต้นไม้โตเร็ว ควรปลูกในตอนเย็น และรดน้ำทันทีที่ปลูกเสร็จ

การปลูกบนที่ดอยหรือพื้นที่ลาดเอียง ควรปลูกสลับกันตามแนวขวาง จะช่วยกันดินพังทลายได้
โดยขุดหลุมห่างกัน 50 เซนติเมตร กว้าง 20 เซนติเมตร ลึก 20 เซนติเมตร
เพราะถ้าหลุมเล็กเกินไปการขยายรากจะช้า แล้วรองก้นหลุมด้วยขี้วัวแห้ง


การให้น้ำ
ผักหวานบ้านเป็นพืชที่ชอบความชื้น แต่ไม่ชอบน้ำมากจนแฉะ ควรรดน้ำอย่างน้อยวันเว้นวันในช่วงเช้า
แต่อย่ารดจนเปียกแฉะ หากปลูกจำนวนมากควรใช้สปริงเกลอร์ดีที่สุด
เพราะจะช่วยประหยัดแรงงาน และรดน้ำได้ทั่วถึงแต่ไม่เปียกแฉะจนเกินไป

การให้ปุ๋ย
เมื่อปลูกผักหวานบ้านได้ประมาณ 15-20 วัน ให้สังเกตว่าผักหวานเริ่มแตกยอดอ่อนหรือไม่
ถ้าเริ่มแตกยอดอ่อนแสดงว่ารากของผักหวานเริ่มหาอาหารเองได้แล้ว
ให้ใช้กรรไกรอย่างคมตัดลำต้นสูงจากดินประมาณ 20 เซนติเมตร จะทำให้ผักหวานแตกยอดเป็นพุ่มเตี้ย
ถ้าไม่ตัดผักหวานจะไม่แตกยอด หลังจากตัดลำต้นช่วงนี้ต้องใจเย็นรอประมาณ 2 เดือน
ผักหวานจะแตกยอดใบอ่อน ควรเริ่มใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 หรือ 16-16-16 แล้วรดน้ำทันที
อย่าใส่ปุ๋ยมากในระยะนี้ และควรใช้ปุ๋ยขี้วัวทุกๆ 10 วัน ส่วนปุ๋ยสูตร 15-15-15 ใส่เดือนละครั้ง
หากต้องการให้ยอดอวบกรอบ รสหวานอร่อย ควรใช้ปุ๋ยฉีดใบชีวภาพ
โดยนำก้างปลา หอยเชอรี่ ผสมกากน้ำตาลและหัวเชื้อ อีเอ็ม หมักประมาณ 2 เดือน แล้วนำมาผสมน้ำฉีดพ่นที่ใบ

ศัตรูผักหวาน
ในภาคกลางจะไม่ค่อยพบแมลงศัตรูผักหวาน แต่ในภาคเหนืออาจจะพบตัวทากที่ชอบมากัดกินใบ
สามารถกำจัดได้ด้วยการใช้ยาฉีดพ่นที่ทำจากสารสะเดา ตะไคร้หอม ยาสูบ ข่า บอระเพ็ด เหล้าขาว
หมักแล้วฉีดพ่น แทนการใช้สารเคมี หากไม่พบไม่ต้องฉีด

การตลาด
เกษตรกรสามารถนำผลผลิตไปเสนอขายให้กับร้านอาหาร ประเภทข้าวต้มโต้รุ่งในจังหวัด
ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวได้โดยตรง โดยเฉพาะในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว
จำนวนผักหวานบ้านมีไม่เพียงพอต่อการบริโภคของนักท่องเที่ยว เพราะมีรสชาติอร่อยและปลอดจากสารพิษด้วย
และในอนาคต ภาคเอกชนเตรียมแปรรูปยอดผักหวานเป็นชาพร้อมดื่มบรรจุกล่อง
และทำเป็นยาอายุวัฒนะในรูปของแคปซูลจำหน่ายด้วย เคล็ด (ไม่) ลับ ความงามของผักหวาน

คุณอรุณฝากเคล็ดไม่ลับในการดูแลผักหวานบ้านลูกผสมไทย-จีน ให้เจริญเติบโตแตกยอดอ่อนเก็บเกี่ยวได้ทุกวัน
ไว้ดังนี้คือ
"ผักหวานนี่พอปลูกได้ ประมาณปีหนึ่ง มันอาจจะมีลูกสีขาวๆ ให้รูดทิ้งหมด ไม่เอาไว้ ถ้าไม่รูดก็ตัดแต่ง มันไม่ตาย
สักเดือนกว่าๆ ก็แตกยอดใหม่อีก เพราะถ้าเก็บลูกไว้ มันจะไปแย่งอาหารหมด ไม่แตกยอด
และการดูแลผักหวานไทย-จีนนี่ เคล็ดลับมันอยู่ที่การให้น้ำ และให้ปุ๋ยคอกนะ
การให้น้ำทางที่ดีควรให้เป็นเวลา ช่วงเช้าสัก 8-9 โมง เป็นช่วงที่เหมาะสม
เพราะในความคิดของผม ช่วงนั้นแสงแดดมีอัลตราไวโอเลต พอให้น้ำแบบใช้สปริงเกลอร์ฉีดพ่นไป
มันจะมีออกซิเจนอะไรต่างๆ ผสมกันเหมาะสมพอดี บางคนถ้าสูบน้ำบาดาลปั๊บ เอามารดเลย
ถ้าอย่างนั้น น้ำบาดาลมันจะขาดออกซิเจน ไม่ว่าจะรดไม้อะไร ไม้ดอกหรือไม้ใบ มันไม่งามหรอก
เพราะขาดออกซิเจน เคล็ดลับง่ายๆ คือ ใช้สายยางฉีดน้ำให้เป็นฝอย แล้วยกมือขึ้นสูงๆ ให้น้ำเป็นฝอยมากที่สุด
เพราะระหว่างที่มันเป็นฝอย ออกซิเจนในอากาศจะได้มาผสมกลมกลืนกัน
แล้วช่วงเช้าที่แสงแดดพอดี จะทำให้ผักหวานเติบโตดี เคล็ดลับง่ายๆ พวกนี้คนไม่ค่อยคำนึงกัน
แล้วด้านของปุ๋ยนี้ขอให้เน้นปุ๋ยคอก แต่อย่าใส่ขี้วัวที่แฉะหรือที่ยังไม่แห้งสนิท เพราะมันมีความเป็นกรด
แต่ถ้าขี้วัวที่แห้งสนิท ร่วนดี ผักจะงามดี ถามว่าใส่ขี้ไก่ ขี้หมูได้ไหม บางส่วนไม่นิยมคือถ้าจะใส่ก็ได้
แต่น่าจะเอามาผสมดินสักหน่อย เพื่อลดความเค็มลง"

เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเหล่านี้ สามารถเนรมิตให้แปลงผักหวานบ้านเจริญงอกงาม
สร้างรายได้ให้เกษตรกรอย่างคุ้มค่าทีเดียว ชาวเชียงรายท่านใดสนใจปลูกผักหวานลูกผสมไทย-จีน
สามารถขอรับคำแนะนำได้ที่ คุณอรุณ ณรงค์ชัย โทร. (053) 747-190 หรือ (01) 951-2960

อรพินท์ ประพัฒน์ทอง : รายงาน
หนังสือ เทคโนโลยีชาวบ้าน
วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 17 ฉบับที่ 355
ข้อมูลโดย : http://info.matichon.co.th
ที่มา : http://library.dip.go.th
ภาพจาก : http://news.cedis.or.th

สารบัญแนะนำอาชีพสร้างรายได้ : งานการเกษตร เพาะพันธุ์พืช

‘กล้วยแปรรูป’ ไม่ใหม่..แต่ก็ยังขายดี

‘กล้วยแปรรูป’ ไม่ใหม่..แต่ก็ยังขายดี

“กล้วย” ถูกนำมา “แปรรูป” เป็นอาหารรูปแบบต่างๆ มานานแล้ว ไม่ใช่ผลิตภัณฑ์ใหม่
แต่จุดที่น่าสนใจก็คือ ผลิตภัณฑ์ประเภทนี้ได้รับความสนใจจากลูกค้าอย่างต่อเนื่อง-เหนียวแน่นมาตลอด
โดยเฉพาะเมื่อนำมาทำเป็นอาหารทานเล่น
ทั้งนี้วันนี้ทีม “ช่องทางทำกิน” ก็มีข้อมูล “กล้วยแปรรูป” มานำเสนออีกครั้ง...

กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรรอยพระพุทธบาทป่ากล้วย นำ “กล้วยน้ำว้า” ที่มีมากในท้องถิ่น
มาดัดแปลงทำเป็นสินค้าแปรรูปในรูปแบบต่างๆ ออกจำหน่าย เป็นการเพิ่มมูลค่าผลิตผลทางการเกษตร
โดยเฉพาะในช่วงที่ผลผลิตมีมากจนเกินความต้องการของตลาด
และเป็นการสร้างรายได้เสริมให้กับสมาชิกในกลุ่มได้เป็นอย่างดี

แพรวเพ็ญ แก้วมา เป็นผู้ก่อตั้งกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรรอยพระพุทธบาทป่ากล้วย
จากอาชีพช่างเสริมสวย หันมาทำอาชีเสริมโดยการแปรรูปกล้วยขายด้วย ซึ่งก็สร้างรายได้อย่างน่าพอใจ
โดยเจ้าตัวเล่าความเป็นมาให้ฟังว่า ที่สะเมิง จ.เชียงใหม่นั้น เป็นพื้นที่ที่มีการปลูกกล้วยน้ำว้ามากที่สุดในเชียงใหม่
ทำให้ในสะเมิงมีกล้วยน้ำว้าเยอะมาก ซึ่งที่ผ่านมาก็มีการนำไปแปรรูปทำเป็น “กล้วยอบ” ขายกันมานานแล้ว

สำหรับแพรวเพ็ญเอง ก็มีญาติพี่น้องปลูกกล้วยน้ำว้าไว้ตามหัวไร่ปลายนาเยอะ
พอกล้วยออกลูกทีหนึ่งก็จะขนมาให้กินเป็นจำนวนเยอะมาก ทั้งกินทั้งแจกเพื่อนบ้านแล้วก็ยังเหลือ
ซึ่งก็ต้องใช้วิธีแปรรูปกล้วยที่เหลือ จะได้เก็บไว้กินได้นานๆ
โดยใช้วิธีการแปรรูปในแบบที่เป็นการนำไปทอด เป็น “กล้วยสุกทอด

“วิธีการทำกล้วยสุกทอดนั้น ได้แนวคิดมาจากการที่เคยเห็นตามที่ต่างๆ ที่เขาทอดขายกัน
ซื้อมากินก็เห็นว่ากล้วยนั้นอมน้ำมัน จึงลองมาทำเอง แรกๆ ก็แค่ทำกินทำแจก
และที่เหลือก็ลองไปวางขายที่หน้าร้านเสริมสวย โดยไม่ได้ตั้งใจขายเป็นจริงเป็นจัง
แต่พอวางขาย ก็มีลูกค้าจากในเมืองที่เข้ามารับกระเทียมในหมู่บ้านไปขาย
มาเห็นแล้วก็รับเหมากล้วยที่เราทำไว้ลงไปขายในเมือง และก็สั่งออเดอร์มาเรื่อยๆ จนมีตลาดขายส่ง”

หลังจากนั้น แพรวเพ็ญก็เริ่มร่วมหุ้นกับญาติผลิตสินค้าออกมาขายอย่างจริงจัง
จนปัจจุบันมีการร่วมหุ้นทำเป็นกลุ่มแม่บ้าน ขยายโรงงานผลิต ซื้ออุปกรณ์ทันสมัยเข้ามาใช้ในการผลิตด้วย

“เมื่อมีลูกค้ามากขึ้นก็ต้องมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ของเรา โดยการเพิ่มสินค้าตัวใหม่ๆ ขึ้นมา
เพื่อที่ลูกค้าจะได้มีสินค้าตัวเลือกมากขึ้น” แพรวเพ็ญกล่าว

สำหรับการแปรรูปกล้วย ของกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรรอยพระพุทธบาทป่ากล้วยนั้น ปัจจุบันจะใช้กล้วย 2 ชนิด
นอกจากกล้วยน้ำว้าแล้ว ก็ยังมีการใช้ “กล้วยไข่” ด้วย
ซึ่ง
กล้วยน้ำว้านั้นนำมาทำเป็นกล้วยสุกทอด, กล้วยอบ ส่วนกล้วยไข่นั้นมาทำเป็น “กล้วยฉาบ”

กล้วยน้ำว้าสุกที่นำมาทอดจะต้องใช้กล้วยน้ำว้าที่แก่จัด
สังเกตได้จากเปลือกของกล้วยจะเป็นผิวเรียบไม่เป็นเหลี่ยม
ถ้าใช้กล้วยที่ไม่แก่จัดมาทำจะทำให้กล้วยที่ทอดออกมาไม่หวาน ซ้ำยังออกรสฝาด


อุปกรณ์ในการแปรรูปกล้วย การทำ “กล้วยสุกทอด” นั้น
หลักๆ ก็มีเพียง เตา, กระทะ, กระชอน, ตะหลิว, ไม้ไผ่หลาวเป็นตะเกียบ และน้ำมันปาล์มที่ใช้สำหรับทอด

ขั้นตอนการทำกล้วยสุกทอด เริ่มจากนำกล้วยน้ำว้าที่แก่ได้ที่แล้วมาทำการล้างทำความสะอาด
จากนั้นก็นำไปปลอกเปลือก แล้วทำการหั่นซอยให้เป็นชิ้นๆ พอประมาณ ใส่พักไว้ในภาชนะ

หลังจากหั่นกล้วยได้ประมาณ 2-3 กิโลกรัม ก็ตั้งกระทะให้น้ำมันร้อนจัด
แล้วลดไฟลงทิ้งระยะสักพักหนึ่ง จึงใส่กล้วยที่หั่นเตรียมไว้ลงทอด พอเริ่มเป็นสีน้ำตาลก็เพิ่มไฟให้แรงขึ้น
โดยจะใช้เวลาทอดราว 45 นาที

เทคนิคสำคัญอยู่ที่การทอด จะต้องใช้ไม้ไผ่ที่หลาวเป็นตะเกียบคอยพลิกกล้วยในกระทะ กลับไปกลับมาตลอด
เพื่อที่จะได้สุกทั่วถึง และไม่ไหม้
ซึ่งตรงนี้ก็ต้องอาศัยความชำนาญ”

แพรวเพ็ญบอกอีกว่า เมื่อกล้วยสุกตามที่ต้องการก็ใช้กระชอนช้อนกล้วยขึ้นมาจากกระทะ พักทิ้งไว้ให้เย็น
จากนั้นก็บรรจุถุงขายได้ทันที ซึ่งกล้วย 2-3 กิโลกรัม ทอดออกมาจะได้กล้วยประมาณ 8 ขีด

ส่วน
กล้วยที่เป็นรสชาติต่างๆ นั้นจะใช้กล้วยไข่ทำ โดยใช้กล้วยไข่ดิบนำมาทอด
การทอดก็ตั้งกระทะให้น้ำมันร้อน นำกล้วยปลอกเปลือกหั่นซอยใส่ลงทอด ใช้เวลาทอดประมาณ 15-20 นาที
ดูพอเหลืองก็ช้อนขึ้นมาพักทิ้งไว้ให้เย็น จากนั้นถ้าใช้ผงปรุงรสบาร์บีคิวใส่คลุกเขย่าให้เข้ากัน
ก็จะได้เป็น “กล้วยฉาบรสบาร์บีคิว

ทั้งนี้ สินค้าแปรรูปกล้วยของกลุ่มแม่บ้านกลุ่มนี้มีหลากหลาย อาทิ กล้วยสุกทอดกรอบ, กล้วยอบ,
กล้วยฉาบรสบาร์บีคิว และ “กล้วยฉาบรสเค็ม-รสหวาน” เป็นต้น ซึ่งราคาขายก็มีตั้งแต่ถุงละ 10-35 บาท

สนใจกล้วยแปรรูปของกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรรอยพระพุทธบาทป่ากล้วย
จะสั่งไปจำหน่ายก็ติดต่อได้ที่เลขที่ 70 ม.4 ต.สะเมิงใต้ อ.สะเมิง จ.เชียงใหม่ 50250
โทร.0-5348-7204 หรือ 08-9632-9034, 08-1783-5913
ส่วนใครที่ในท้องถิ่นมีกล้วยเยอะๆ ไม่แพง ไม่แน่ว่าอาจจะช่วยสร้างอาชีพให้ก็ได้ !!


คู่มือลงทุน...กล้วยแปรรูป
ทุนเบื้องต้น ขึ้นอยู่กับขนาดกิจการ
ทุนวัตถุดิบ ประมาณ 6 บาท/1 ขีด
รายได้ ขายเฉลี่ยขีดละ 10 บาท
แรงงาน 1-2 คนขึ้นไป
ตลาด ขายปลีกทั่วไป, หาที่ขายส่ง
จุดน่าสนใจ คนไทยกลุ่มใหญ่นิยมทาน


บดินทร์ ศักดาเยี่ยงยงค์ : รายงาน
เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 21 ก.ย. 2551
ข้อมูลโดย : http://www.dailynews.co.th

ที่มา :
http://library.dip.go.th
http://www.udclick.com

วันเสาร์ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

‘ก้อนเพาะปลูก’ ทำเงินจากคนรักต้นไม้

‘ก้อนเพาะปลูก’ ทำเงินจากคนรักต้นไม้

การเพาะปลูกพืชสมัยนี้มีวิวัฒนาการจนไม่ต้องใช้พื้นดิน-ไม่ต้องใช้ดิน ก็ปลูกได้
และกับคนที่ช่างคิดช่างทำก็สามารถนำจุดนี้มาใช้เป็น “ช่องทางทำกิน” ได้
อย่างรายที่ทำ “ก้อนเพาะปลูก” ขาย รายนี้...

อรชุน แก้วกังวาล” เรียนจบจากพระจอมเกล้าพระนครเหนือ สาขาเทคโนโลยีการผลิตอุตสาหกรรม
หลังจากจบออกมาก็เป็นครูสอนหนังสืออยู่ 2 ปี
จากนั้นก็เข้าทำงานอยู่ที่ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ทำอยู่ 25 ปี
ก็ออกมาประกอบอาชีพส่วนตัว โดยช่วงที่ทำงานอยู่นั้นเขาก็มีที่ดินอยู่ ซึ่งปล่อยทิ้งไว้ไม่ได้ทำอะไร
จึงเข้าทำประโยชน์จากที่ดินที่มีอยู่ โดยช่วงแรกก็เลี้ยงปลาสวยงามขาย
จากนั้นก็เริ่มขุดบ่อเลี้ยงปลาดุกอุยขาย และตามขอบบ่อและพื้นที่ที่เหลือก็จะปลูกต้นไม้ต่างๆ

หลังจากนำต้นไม้มาปลูกก็พบปัญหา
เรื่องการดูแลต้นไม้ ที่จะต้องมาคอยใส่ปุ๋ยพรวนดิน
ซึ่งการดูแลต้นไม้นี้อรชุนมองว่าทำให้ต้องเสียเวลา-เสียแรงงาน
จนเป็นจุดที่ทำให้คิดหาวิธีประหยัดเวลาในการดูแลต้นไม้


อรชุน แก้วกังวาล

“คิดแก้ปัญหาในการดูแลต้นไม้ ก็มาคิดว่า
ต้นไม้ตามป่าเขา ไม่เห็นต้องมีใครไปคอยใส่ปุ๋ยพรวนดินต้นไม้ก็ยังโตได้ จึงคิดวิธีตามธรรมชาติที่มีอยู่จริง
จึงเริ่มมีความคิดที่จะทำการ ทำลองสร้างก้อนเพาะปลูกที่ไม่ต้องใส่ปุ๋ยพรวนดิน แต่ต้นไม้เจริญเติบโตได้ขึ้นมา
ใช้เวลาอยู่ประมาณ 3 ปี ก็ประสบผลสำเร็จได้ก้อนเพาะปลูกต้นไม้ ที่สามารถปลูกต้นไม้ได้ทุกชนิด
และไม่ต้องใส่ปุ๋ยพรวนดิน แล้วเรียกว่าก้อนเพาะปลูกมหัศจรรย์

ก้อนเพาะปลูกมหัศจรรย์” ของอรชุน มีองค์ประกอบหลักอยู่ 3 อย่างคือ
1. มีสารอาหาร ในก้อนเพาะปลูกจะมีสารอาหารที่จำเป็นสำหรับต้นไม้อยู่หลายชนิด
ทำให้สามารถปลูกต้นไม้ได้ทุกชนิด และไม่จำเป็นต้องใส่ปุ๋ยใดๆ
2. มีโครงสร้าง โดยไม่ต้องใช้กระถาง มีหลากหลายทรง ไม่มีการหดตัว ไม่บวม และ
3. มีการใช้งานได้หลายแบบ คือสามารถปลูกต้นไม้ได้ทุกวิธี ไม่ว่าจะเพาะเมล็ด ปักชำ ย้ายกล้า เป็นต้น

“ถึงจะมีการทดลองได้สำเร็จ แต่ก็มีการปรับปรุงพัฒนาให้ดีขึ้นเรื่อยๆ” อรชุนกล่าว
พร้อมทั้งขยายความว่า ก้อนเพาะปลูกนี้จะใช้วัสดุหลัก ประกอบด้วย ขุยมะพร้าว และหินบด-แร่บด
ที่ประกอบไปด้วยสารอาหารที่จำเป็นของต้นไม้ ซึ่งจะมีสารอาหารผสมอยู่ประมาณ 7 ชนิด

ขั้นตอนการทำ ก็จะใช้ขุยมะพร้าวผสมร่วมกับหินบด-แร่บดที่มีสารอาหารที่ต้นไม้ต้องการใช้ ผสมเข้าด้วยกัน
จากนั้นก็ใช้เครื่องตีให้ทั้งสองอย่างเข้ากันเป็นอย่างดี แล้วก็นำไปใส่ในแบบ
แล้วทำการอัดด้วยเครื่องอัดให้แน่นพอประมาณ ไม่แน่นมากไปจนทำให้ปลูกต้นไม้ไม่ขึ้น
และไม่หลวมเกินไปจนทำให้ก้อนแตกได้ง่าย

หลังจากที่อัดเรียบร้อยก็นำออกจากแบบ แล้วนำไปอบด้วยความร้อนเพื่อเป็นการฆ่าเชื้อโรค ป้องกันเชื้อรา
แล้วนำไปเคลือบด้วยพลาสติกเพื่อเป็นตัวช่วยในการเก็บรักษาความชื้น และสะดวกในการขนส่ง

‘ก้อนเพาะปลูก’ ทำเงินจากคนรักต้นไม้-3 ‘ก้อนเพาะปลูก’ ทำเงินจากคนรักต้นไม้-4

วิธีการปลูกต้นไม้ลงในก้อนเพาะปลูก มีหลากหลายวิธี

อย่างเช่น ย้ายต้นไม้ลงปลูก เริ่มจากการนำก้อนเพาะปลูกไปแช่ในน้ำให้หมดฟองอากาศประมาณ 2-24 ชม.
(เป็นขั้นตอนที่ต้องทำก่อนการปลูกทุกวิธี) จากนั้นขุดหลุมบนก้อนเพาะปลูกโดยเอาผงที่ขุดออกวางพักไว้
นำต้นไม้ที่ต้องการจะปลูกใส่ลงไปในหลุม แล้วใช้ผงที่ขุดพักไว้ใส่กลบกลับลงไป
รดน้ำให้มากหน่อย เพื่อให้ผงที่กลบนั้นสัมผัสกับรากต้นไม้ ต่อไปก็ดูแลตามปกติ

ถ้าเป็นการปลูกแบบเพาะเมล็ด ใช้วิธีขุดเจาะบนก้นเพาะ โดยทำให้มีผงกลบเต็มหลุม
จากนั้นใช้เมล็ดพันธุ์ไม้ที่ต้องการปลูกกดลงไปในหลุมให้จม แล้วจากนั้นจะใช้วิธีรดน้ำแบบปกติ
หรือนำไปตั้งไว้บนน้ำให้ก้อนเพาะปลูกดูดน้ำขึ้นมาเองก็ได้
หรือถ้าเป็นการปลูกต้นไม้แบบปักชำกิ่งพันธุ์ ถ้ากิ่งพันธุ์เล็กก็ใช้วิธีการเจาะก้อนเพาะ
จากนั้นนำกิ่งพันธุ์ใส่ลงไปในหลุมแล้วทำให้แน่น แล้วดูแลตามปกติ
ถ้าเป็นกิ่งหรือต้นที่มีรากรอย ก็ให้นำต้นพันธุ์ไปวางบนก้อนเพาะปลูกแล้วใช้ลวดหรือเชือกยึดให้แน่น
จากนั้นก็รดน้ำดูแลตามปกติ

ก้อนเพาะปลูก” ของอรชุนมีหลายขนาด หลายรูปแบบ แบ่งออกได้ 4 กลุ่ม ได้แก่ แบบที่เป็นกระถางต้นไม้,
แบบทรงกระบอก, แบบทรงสี่เหลี่ยม และแบบทรงรูปร่างอื่นๆ
ซึ่งการเลือกใช้งานนั้นก็ขึ้นอยู่กับชนิดของต้นไม้ที่ปลูก
ส่วนราคาขายก็มีตั้งแต่ชุดละ 5-95 บาท ต้นทุนผลิตอยู่ที่ประมาณ 70% ของราคา

ผู้ที่สนใจ “ก้อนเพาะปลูก” ต้องการติดต่อกับอรชุน
ก็ติดต่อได้ที่ เลขที่ 38 ม.9 ต.คลองสาม อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี 12120 โทร.0-2901-0075-6, 08-1809-4754


คู่มือลงทุน...ก้อนเพาะปลูกต้นไม้
ทุนเบื้องต้น ขึ้นอยู่กับรูปแบบ-ขนาดกิจการ
ทุนวัสดุ ประมาณ 70% ของราคาขาย
รายได้ ราคาขายชุดละ 5-95 บาท
แรงงาน ตั้งแต่ 1-2 คนขึ้นไป
ตลาด ขายเอง, ส่งขายตามร้านต้นไม้
จุดน่าสนใจ เข้ากับวิถีชีวิตของคนยุคปัจจุบัน


บดินทร์ ศักดาเยี่ยงยงค์ : รายงาน
จเร รัตนราตรี : ภาพ
ข้อมูลโดย : http://www.dailynews.co.th

ที่มา :
http://www.siaminfobiz.com
http://www.udclick.com